เรื่องเล่า...จากครูโยคะ

เรื่องเล่า...จากครูโยคะ เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์การสอนโยคะของครูจิมมี่ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ สอดแทรกอารมย์ขัน เหมาะกับผู้ที่สนใจในการฝึกโยคะ, ครูฝึกโยคะและทุกๆคน ทุกเพศทุกวัย



สำหรับทุกๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใช้บริการ อ่านบล็อก เรื่องเล่า...จากครูโยคะ โดยครูจิมมี่ สามารถเลือกคลิ๊กเข้าไปอ่าน บทความอื่นๆได้ ที่เดือนต่างๆ ซึ่งเรียงอยู่ทางด้านขวามือของบทความ ขอบพระคุณมากครับ



ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป...นมัสเต...





วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สัมผัสแห่งโยคะ(ซึ่งมีนัย[ะ]แอบแฝง)


สัมผัสแห่งโยคะ(ซึ่งมีนัย[ะ]แอบแฝง)

ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ มีผู้ฝึกโยคะที่เป็นสุภาพสตรีหลายๆท่าน (รวมจนถึงนู๋เปิ้ล Reception ที่สถาบัน Fit ต้นสังกัดของผมด้วย) ได้พูดคุยกับผมถึงเรื่องของการที่ครูสอนโยคะซึ่งเป็นผู้ชายเข้ามาจับเนื้อต้องตัวผู้ฝึกที่เป็นสุภาพสตรี แล้วก็เกิดเป็นกระแสของความไม่พึงพอใจของสุภาพสตรีที่เป็นผู้ฝึก(เหมือนถูกล่วงละเมิด)ในพฤติกรรมดังกล่าวนี้ของครูผู้สอนโยคะ

 ซึ่งตามขนบธรรมเนียม+วัฒนธรรมอันดีงาม ของไทยเรา ผู้หญิงมักได้รับการปลูกฝังมาว่าควรจะต้องรักนวลสงวนตัว ทำอะไรก็ต้องคอยระมัดระวังตัว ไม่ควรจะให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัวได้ง่ายๆ(อันนี้ เป็นแนวคิดเนิ่นนาน ดั้งเดิมของไทยเรา) ปัจจุบันยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว แนวคิดบางอย่างสำหรับบางคนก็เปลี่ยนแปลงตามไป แต่ผมเชื่อว่าคนไทยหลายๆคนก็ยังไม่ทิ้งแนวคิดดั้งเดิมที่ได้รับอิทธิพลมาจากบรรพบุรุษของเรา

จึงเป็นประเด็นขึ้นมาว่า การเข้ามาช่วยจัดท่าฝึกโยคะให้กับผู้ฝึก ของครูโยคะนั้น สมควรหรือไม่อย่างไร? ตามความคิดของผม บอกตรงๆเลยว่าพูดยากครับ ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสำหรับการเข้าไปช่วยจัดท่าฝึกของครูโยคะ ผมได้อ่านเจอในคู่มือ Anusara Yoga Teacher Training Manual เขาได้มีการชี้แนะถึงเรื่องดังกล่าวนี้ไว้ค่อนข้างชัดเจนดี ผมจึงพยายามแปลเป็นภาษาไทยตามความเข้าใจของผมมาให้พี่น้องร่วมอุดมการณ์ทั้งหลายลองพิจารณากันว่าเป็นเช่นไร

การจัดท่าฝึกและช่วยปรับการทำท่าอาสนะให้ดีขึ้น(Adjustments and Improvements)

จะกระทำเมื่อ
- ท่าผิดจึงจัดท่าให้
- จัดท่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของท่า และความถูกต้อง

ใช้เวลาในการจัดท่าให้น้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และควรให้ทำท่าค้างไว้ จนกว่าจะบอกรายละเอียดทุกขั้นตอน ในท่าฝึกนั้น ๆ จนหมดแล้วจึงค่อยเปลี่ยนท่า

รูปแบบของการจัดท่าฝึก
Verbal Adjustments การใช้คำพูด ช่วยในการจัดท่าฝึก (ไม่มีการแตะต้องตัวผู้ฝึก)
Physical Adjustments ใช้การสัมผัสช่วยในการจัดท่าฝึก
(พูดง่ายๆก็คือ  ค่อยๆบอกนักเรียนของเราให้ทำให้ถูกต้องมากที่สุดก่อน หากพูดจนปากเปรียกปากแฉะแล้วก็ยังทำท่าไม่ได้สักที จึงค่อยเริ่มลงไม้ลงมือ เข้าไปแตะต้องตัวเพื่อช่วยให้เขาทำท่าได้ดีขึ้น)

- ควรขออนุญาต ผู้ฝึกก่อนที่จะเข้าไป ใช้การสัมผัสช่วยในการจัดท่าฝึกตำแหน่งที่จะแตะ ตำแหน่งการเข้าไปจัดท่า และควรจะอยู่ด้านข้างหรือด้านหลังของผู้ฝึก
- แน่ใจว่านักเรียนที่ฝึกจะไม่ เสียการทรงตัวและบาดเจ็บจากการที่เราเข้าไปช่วยเขาจัดท่าฝึก

Types of Touch ลักษณะของการเข้าไปสัมผัสตัวผู้ฝึกโยคะ

Investigative - หาจุดที่ผู้ฝึกบกพร่องอยู่

Directive - แตะเพื่อบอกตำแหน่ง ในการจัดระเบียบร่างกาย

Alerting - แตะเพื่อบอกถึงจุดตำแหน่งที่ผู้ฝึกจะต้องมองไป

Adjusting - แตะเพื่อจัดให้ได้ท่าฝึกที่ถูกต้องเหมาะสม ตามโครงสร้างร่างกายของผู้ฝึก

Stabiliqing - แตะเพื่อช่วยให้ผู้ฝึกมีการทรงตัวที่ดีขึ้น

Loving - แตะด้วยความรัก ความเมตตา ที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้ฝึก (อย่าคิดเกินเลย)

Random - แตะแบบซุ่มเดา ไม่มีจุดมุ่งหมาย (ไม่ควรทำ) จะทำให้ผู้ฝึกสับสน

Sensual - การแตะที่ไปกระตุ้นความรู้สึก (แบบรูปไร้ไปตามผิวเบา ๆ) ไม่เหมาะสม

Invasive - แตะแบบรุกล้ำ แตะในส่วนที่ไม่สมควร เช่น ใบหน้า, ใบหู, สะโพก(ก้น), หน้าท้องส่วนล่าง และหน้าอก(สำหรับผู้หญิง)

จากประสบการณ์ของผมก็เคยได้เห็น ได้เจอ ได้ฟังมาเยอะเหมือนกัน กับพฤติกรรมอันไม่สมควรของเพื่อนร่วมวิชาชีพ อย่างเช่น ครูสอนโยคะบางคนไม่ดูแลนักเรียนรุ่นแม่ๆป้าๆ จ้องแต่จะดูแลแต่นักเรียนสาวๆจนออกนอกหน้า, ครูสอนโยคะบางคนก็เลือกที่จะไปช่วยจัดท่าให้แต่นักเรียนสาวๆที่รูปร่างหน้าตาดีๆจนออกนอกหน้า, หรือบางคนก็อาจจะพูดจาหาผลประโยชน์แอบแฝงนอกเหนือจากการสอน(ไอ้พวกฉวยโอกาส, ไม่มีจรรยาบรรณ)

 สำหรับเจตนาในการจับต้องของครูผู้สอนนั้นผมคิดว่า ผู้ที่ถูกจับน่าจะต้องรู้สึกถึงเจตนาของการจับนั้นๆ ว่าครูเขาต้องการเข้ามาช่วยหรือว่าคิดเป็นอื่น

ขอพูดสักนิดหนึ่งเถิดน๊ะ! แต่ผู้ฝึกโยคะสาวๆหลายคน ก็ยินยอมพร้อมใจให้ครูจับต้องได้เต็มที่(หากว่าครูผู้สอนโยคะ คนนั้นตรงสเป็ก คมเข้ม,หล่อล่ำ ฯลฯ) หรือไม่จริง?  อันนี้ก็ไม่ว่ากัน เป็นไปตามกำลังศรัทธา แต่ก็อย่าให้น่าเกลียดเกินไป เดี๋ยวจะเป็นเป้าสายตาและเป็นขี้ปากของคนอื่นที่ร่วมคลาส

พึงระลึกไว้เสมอว่า เรื่องดีๆมักจะไปแบบเงียบๆช้าๆเรื่อยๆ...  แต่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่ไม่ค่อยจะดีแป๊บเดียวรู้กันทั่วหน้า (มันเป็นแบบนั้นจริงๆครับ)

ดังนั้นทำอะไรไว้ก็ตาม พึงสังวรณ์ไว้ให้ดี สมัยนี้เวรกรรมตามทันหมด และเวรกรรมมาเร็วเหมือนติดจรวดด้วย(ขอบอกในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง)

หลายต่อหลายครั้ง ด้วยการที่เราเกรงใจไม่กล้าจะแสดงออกกับครูผู้สอน กลัวจะเป็นการไม่ให้ความเคารพกับผู้สอน แต่จริงๆแล้วถ้ารู้สึกว่า ไม่อยากให้ครูสอนโยคะเข้ามายุ่งกับเราเลย ขยะแขยง จะมีแนวทางใดบ้างที่พอจะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้

1. เลิกไปเรียนโยคะ เพื่อเป็นการตัดปัญหา(วิธีนี้พวกหมด หนทางในชีวิตเขาทำกัน)หรือหลีกเลี่ยงการไปเรียนโยคะกับครูคนนั้น(เปลี่ยนไปเรียนกับครูคนอื่นดูบ้าง) ถ้าอาการหนักอาจจะเปลี่ยนสถานที่เรียน
2. พาแฟนไปเรียนด้วย เพื่อครูจะได้ไม่กล้ามายุ่งกับเรา
3. พาเพื่อนที่มีฝีปากกล้าไปด้วย ถ้ามีปัญหาจะได้ช่วยด่าครูเลย
4. แสดง ท่าทางที่เป็นภาษาร่างกาย ปฏิเสธการเข้ามาแตะต้องตัวของครูผู้สอนทุกครั้งๆ หรืออาจจะพูดบอกครูผู้สอนไม่ให้มายุ่งกับเราแบบสุภาพทันทีเลย
5. บอกครูก่อนที่คลาสจะเริ่ม เช่นว่า "ครูคะ ไม่ต้องช่วยจัดท่าให้นะคะ บ้าจี้ค่ะ ใครมาถูกตัวจะเสียจริตค่ะ"
6. พยายามแต่งตัว อย่าให้วาบหวิวมากเกินไป ในเวลาไปฝึกโยคะ
7. พยายาม ทำท่าโยคะอาสนะให้ถูกต้องมากที่สุด ครูจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับเรา

ในฐานะที่ผมก็เป็นครูสอนโยคะผู้ชายคนหนึ่ง(เป็นครูโยคะแบบที่ขายรูปร่าง หน้าตาด้วย) ก็ต้องขอกราบเรียนผู้ฝึกโยคะที่เคยฝึกโยคะกับผมทุกๆท่าน หากว่าผมได้กระทำการใดๆ ที่เป็นการล่วงเกินทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ อาจจะด้วยการแตะเนื้อต้องตัวหรือการพูดการจาก็ตามแต่ ก็ต้องขอกราบประทานอภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย  และถ้าหากมีความอึดอัดใจประการใด หรือข้อเสนอแนะใดๆ หลังจากที่ฝึกโยคะกับผมเสร็จแล้วก็สามารถ บอกกล่าวหรือชี้แนะผมได้ทันทีแบบไม่ต้องเกรงใจ เพื่อผมจะได้นำข้อมูลต่างๆเหล่านั้นมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการสอนโยคะของผมให้ดียิ่งๆขึ้นไป

สำหรับทุกท่านที่เข้ามาอ่านบล็อก หากมีประสบการณ์ดังกล่าวข้างต้น ก็อย่าลืมแบ่งปันประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ เพื่อจะได้เป็นกรณีศึกษาให้กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเรา

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศีลธรรม, จรรยาบรรณอันดีงามของการเป็นครูสอนโยคะจะอยู่กับผมและครูสอนโยคะทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อาหารกับการฝึกโยคะ

อาหารกับการฝึกโยคะ

มีคำกล่าวกันไว้ว่า “เมื่ออาหารบริสุทธิ์ สภาพภายในของบุคคลก็ย่อมจะมีความบริสุทธิ์ด้วย” จึงเป็นหลักฐานที่เห็นได้ด้วยตนเองว่าถ้าคนเราเลี้ยงชีวิตด้วยอาหารหยาบ ร่างกายก็จะหยาบไปด้วย คือกินของที่ไม่สะอาด ร่างกายก็จะพลอยมีผิวพรรณไม่งดงาม โดยสลับกัน ถ้าคนเรามีงานทางใจที่จะต้องทำอยู่มาก ก็จะต้องสนองกินอาหารประเภทเบา ๆ และมีคุณค่าในการบำรุงรักษาร่างกาย


เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เจือปนนั้น ไม่เพียงแต่เผาไหม้ร่างกายเท่านั้น แต่ยังทำให้จิตใจที่ตื่นเต้นไม่สงบระงับอีกด้วย ถ้าในมื้อเย็นหรือในงานเลี้ยงเรากินอาหารขนาดหนักเราก็จะตกอยู่ในสภาพมึนซึมไปขณะหนึ่งหลังจากหยุดรับประทานแล้วจึงกล่าวได้ว่าอาหารมีผลกระทบกระเทือนทั้งจิตใจและร่างกาย ดังนั้น โยคะจึงได้แบ่งอาหารออกเป็นสามประเภทดังนี้ ( Guna 3 )

1. อาหารเบา (สัทวิก) เช่น ผลิตผลประจำวัน (นม เนย ไข่) ผักบางชนิด ผลไม้ และผลไม้เปลือกแข็งที่มีเนื้ออยู่ข้างใน เช่น ลูกเกาลัด จาวตาล

กล่าวกันว่าอาหารประเภทนี้ทำให้จิตใจสงบระงับและช่วยรักษาร่างกายให้บริสุทธิ์ในขณะเดียวกันก็ให้กำลังวังชาและพลานามัยได้เป็นอย่างดีด้วย

2. “ราชสิก” อาหารประเภทนี้ได้แก่ ปลา ไข่ เนื้อ เกลือ และเครื่องเทศ อาหารพวกนี้ปลุกอารมณ์ให้เร่าร้อน

3. “ทามะสิก” อาหารประเภทที่สามนี้ได้แก่ เนื้อสัตว์บางชนิด สุราต่าง ๆ กระเทียม หัวหอม และยาสูบ ทำให้เกิดความระคายเคืองและทำให้จิตใจเต็มไปด้วยความโกรธและความเฉื่อยชา

ภควคีตา กล่าวกันว่า “อาหารที่เพิ่มพลังวังชา สุขภาพ และความร่าเริง มักมีรสละมุนละม่อม คนที่มีอารมณ์เร่าร้อนชอบอาหารรสขม เปรี้ยว เค็ม ร้อน และรสแหลม ซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดการเจ็บปวด ความเศร้าโศก และโรคภัยไข้เจ็บอาหารรสชืด ๆ และเศษอาหารที่เหลือ ๆ ก็จัดอยู่ในอาหารประเภทที่สามดังกล่าวข้างต้นนี้”

เพื่อเป็นการสนับสนุนคำสอนของโยคี อาชีพทางแพทย์ในปัจจุบันนี้ ได้ให้ความสำคัญอย่างมากในการบริโภคอาหารที่ถูกต้องอาหารพิเศษได้นำมาใช้เพื่อรักษาโรคเฉพาะอย่าง ในขณะเดียวกันประชาชนบางกลุ่ม เช่น พวกกินเจก็จะไม่ยอมกินอะไรนอกจากอาหารประเภทหนึ่งเท่านั้น (อาหารจำพวกพืชและผลไม้ต่าง ๆ)

อย่างไรก็ตาม ในทุกสิ่งทุกอย่างก็เช่นกัน ความพอดิบพอดีและสามัญสำนึกย่อมเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นของการบริโภคอาหารที่มีคุณประโยชน์แก่ชีวิต เพราะมีพวกกินเจอยู่มากเหมือนกันที่ต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากการได้โปรตีนน้อยเกินไป และพวกที่กินเนื้อก็มีอยู่มากที่ขาดแคลนในสิ่งอื่น ๆ เมื่อเช่นนี้จะต้องพยายามรักษาความสมดุลให้ได้ในระหว่างความสุดโต่งทั้งสองข้าง อาการที่ถูกต้องนั้นก็ควรจะมีทั้งโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ให้เหมาะควรกันอันเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการรักษาสุขภาพให้ดี ในขณะเดียวกันการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก็เป็นสิ่งจำเป็นในการย่อยอาหาร เพื่อจะสกัดคุณค่าของอาหารให้ออกมาเป็นประโยชน์แก่ร่างกายให้มาก และเพื่อให้ระบบการทำงานดำเนินไปด้วยดี อนึ่งควรจะหลีกเลี่ยงจากการดื่มเครื่องดองของมึนเมาให้มากที่สุด เช่นเดียวกันการสูบบุหรี่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเพราะร่างกายไม่ต้องการมันเลย

อาหารต่าง ๆ ส่วนมากในเวลานี้ก็มักจะเป็นอาหารสำเร็จรูปและได้พยายามปรับปรุงให้ถูกปากและยั่วยุการหิวกระหายได้มาก เราจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกอาหาร เรามักจะกินอาหารเพื่อความสนุก และเพื่อความอร่อย มากกว่าเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายและตามความจำเป็นต้องการทำให้เราต้องสูญเสียรสอาหารตามธรรมชาติปีหนึ่ง ๆ เราบริโภคอาหารจำพวกขนมกันเป็นจนวนมหาศาล ช็อคโกแล็ต ท๊อฟฟี่ และขนมปังไส้ครีม ขนมเค็ก ไอศกรีม อาหารดังกล่าวทั้งหมดมีคุณค่าอย่างแท้จิรงแก่ร่างกายน้อยมาก แต่เป็นขนมที่ล่อใจเราได้มาก แถมยังสามารถทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้นโดยอัตโนมัติอีกด้วย

โยคะเตือนเราว่า เราไม่อาจหวังว่าจะได้รับแสงสว่างแม้แต่น้อยเว้นไว้แต่ว่าเราจะได้รักษาร่างกายและจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์และมีความเข้มแข็งสมบูรณ์ ท้องที่อิ่มเกินไป ระบบการไหลเวียนของโลหิตที่เต็มไปด้วยแอลกอฮอล์ ปอดที่หายใจไม่ออกเพราะควันบุหรี่ ทุกอย่างนี้จะเป็นเครื่องกีดขวางอันเราจะต้องเอาชนะให้ได้ถ้าเราปรารถนาจะให้ชีวิตเต็มไปด้วยสุขภาพและความสุข

บางคราวการอดอาหารสัก 24 ชั่วโมงก็มีประโยชน์มากหรือนาน ๆ อดอาหารเช้าสักครั้งหนึ่ง ในกรณีหลังนี้การดื่มน้ำเปล่าแทนอาหารเช้าก็อาจช่วยได้มาก เพราะเป็นการช่วยล้างระบบขับถ่าย การไม่รับประทานอาหารเป็นการทำให้ระบบขับถ่ายมีโอกาสทำความสะอาดตัวเองและได้พักผ่อนด้วย การอดอาหารอย่างเข้มงวดหรือไม่หยุดนั้น ในโยคะได้ห้ามไว้ เพราะทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายเกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น และไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และยังเป็นผลทำให้จิตใจและร่างกายเสื่อมพลังวังชาไปด้วย

การงดยาเสพติดทุกชนิด ความจริงโยคะสอนไว้ว่าถ้าเรารู้จักวิธีใช้โภคทรัพย์ธรรมชาติของเรา ให้ได้ประโยชน์อย่างดีที่สุดแล้วนิสัยต่าง ๆ และเครื่องย้อมใจเหล่านี้ไม่ใช่สิงจำเป็น เพราะเราสามรถแสวงหาความสดชื่นร่าเริงได้อย่างมากจากการปฏิบัติโยคะอย่างธรรมดา ๆ แต่เป็นคุณประโยชน์แก่สุขภาพของเราอย่างวิเศษ แทนที่จะทำลายสุขภาพให้เสื่อมโทรมสงด้วยการเสพยาเสพติดชนิดต่าง ๆ

มีการเสนอรับรองกันอยู่เสมอว่าผลไม้บางชนิดคือ ผู้ให้กำเนิดพลังงาน และยังรักษาความสะอาดในระบบการเดินอาหาร และให้ความเย็นแก่ร่างกายอีกด้วยนอกจากนี้ยังช่วยในการเจริญสมาธิอีกด้วย

ในระหว่างนอนหลับเราใช้พลังงานน้อยมาก เพราะฉะนั้นจึงมีผู้แนะนำว่าอาหารเช้าควรจะเป็นอาหารเบาที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายมาก ๆ บางคนรับประทานรังนก น้ำเต้าหู้ น้ำข้าว ไข่ลวก นมสดที่เอาครีมออกแล้ว ลูกเดือย ฯลฯ อาหารเย็นก็ควรจะเป็นอาหารเบาเช่นกัน

การกินเป็นนิสัยอย่างหนึ่ง เราจึงต้องระวังสังเกตด้วยความเอาใจใส่ให้มากและคอยควบคุมให้เป็นไปตามความจำเป็น เมื่อเรายังเป็นเด็กหรือวัยรุ่น เราต้องการอาหารบำรุงเลี้ยงร่างกายมาก เพื่อช่วยเจริญเติบโต แต่เมื่อเรามีอายุล่วงเข้าวัยกลางคนแล้วร่างกายก็จะหยุดเจริญเติบโต นิสัยของเราจะชอบไปในทางนั่งเฉย ๆ และเราไม่ต้องการอาหารจำนวนเท่าเดิมแต่ถ้านิสัยการกินของเรายังไม่เปลี่ยนแปลงเราคงมีความหิวเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะกินอาหารบางประเภท โดยไม่คำนึงถึงปริมาณของมันทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ให้ประโยชน์อะไรแก่เราอีกเท่าใดนักตอนนี้แหละเราจะรู้ตัวว่าน้ำหนักเรายิ่งมากขึ้น ๆ

ในวัยกลางคนเราควรจะกินอาหารให้น้อยกว่าเมื่อเรายังอยู่ในวัยเด็ก ถ้าเราไม่ควบคุมนิสัยการกินของเราให้เหมาะแก่ความจำเป็นต้องการที่แท้จริงของร่างกายแล้ว เมื่อนั้นน้ำหนักตัวเราจะมากเกินไปเต็มไปด้วยไขมันและพิษภัยแล้ววัยชราก็เริ่มลงมือบีบรัดเราหนักขึ้นถ้าเรารู้จักกินแต่พอสมควรและริหารกายตามแบบโยคะ เราก็จะสามารถรักษาพลังความหนุ่มแน่นตลอดจนสุขภาพผิวและผิวพรรณของเราไว้ได้อีกหลายปี

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดของการรับประทานอาหารให้เหมาะสมตามกรุ๊ปเลือดอีกด้วย

อาหารกับกรุ๊ปเลือด

เลือดกรุ๊ป A
อาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ป A คนที่มีเลือดกรุ๊ป A น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะมีความเป็นกรดต่ำ ทำให้ไม่เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อแดง อาหารประเภทพืชผักจะเหมาะกับคนกลุ่มนี้มากกว่า ดังจะเห็นได้ว่าชาวมังสวิรัติส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติแล้วรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงสดชื่นขึ้น มักจะเป็นคนที่มีเลือดกรุ๊ป A แต่ก็มีผักบางอย่างที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น พริก มะกอกดอง มันฝรั่ง มันเทศ กะหล่ำปลี มะเขือเทศ และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมเนยทั้งหมด

เลือดกรุ๊ป B
อาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ป B คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวที่กินอาหารประเภทนม เนย และไข่ ได้ตามปกติ ยกเว้นเนยแข็งที่มีรสเข้ม เพราะจะทำให้ย่อยยาก ส่วนเรื่องของพืชผักนั้น แทบทุกอย่างให้ผลดีโดยเฉพาะผักใบเขียวทั้งหลาย ที่ไม่เหมาะเห็นจะเป็นข้าวโพด เพราะจะเป็นปัญหาต่อระบบการเผาพลาญและการสร้างอินซูลินของร่างกาย อาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกวาง แกะ หรือ กระต่าย เหมาะกับคนที่มีเลือดกรุ๊ป B แต่ที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ เนื้อไก่

เลือดกรุ๊ป O
อาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ป O ลักษณะเด่นของคนที่มีเลือดกรุ๊ป O คือน้ำย่อยในระบบย่อยอาหารที่มีความเป็นกรดสูง ซึ่งเหมาะกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ทั้งหมด โดยเฉพาะเนื้อประเภทเนื้อแดง ผักและผลไม้ส่วนใหญ่ก็มีประโยชน์สำหรับคนเลือดกรุ๊ป O สำหรับสิ่งที่ควรเน้นเพิ่มเป็นพิเศษก็คือ ปลาและอาหารทะเล เพื่อเพิ่มแคลเซียมซึ่งไม่ได้รับจากนม และเพื่อเพิ่มไอโอดีน แต่อาหารประเภทที่ไม่ค่อยเหมาะและอาจส่งผลต่อร่างกายได้ ก็คือ อาหารประเภทข้าว ถั่ว และนม

เลือดกรุ๊ป AB
อาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ป AB อาหารที่ส่งผลดีต่อร่างกายของคนเลือดกรุ๊ป A และอาหารที่ส่งผลดีต่อร่างกายคนเลือดกรุ๊ป B ก็จะส่งผลดีต่อร่างกายคนเลือดกรุ๊ป AB ด้วย อาหารมังสวิรัติจะให้ผลดีต่อร่างกายของคนกลุ่มนี้ อาหารประเภทนมเนยและไข่ก็กินได้ตามปกติ แต่ต้องไม่มากเกินไป จุดอ่อนของคนเลือดกรุ๊ปนี้คือ ระบบย่อยอาหารมักจะมีกรดเกิดขึ้นมาก ดังนั้น ควรกินเนื้อสัตว์ในปริมาณที่น้อยและอย่าบ่อยนัก

ใช้แนวความรู้จากการศึกษาของ ดร. ปีเตอร์ เจ ดี แอดดาโม (Dr. Peter J.D. Adamo)

จากแนวคิดของการรับประทานอาหารทั้ง 2 อย่างที่ได้อ้างอิงถึงในข้างต้น มีอิทธิพลกับชีวิตของผมมากหลังจากที่ผมฝึกโยคะได้สักพักหนึ่ง มีอยู่ช่วงหนึ่งผมรู้สึกว่าสุขภาพไม่ค่อยดี ทั้งๆที่ออกกำลังกายและฝึกโยคะเป็นประจำแต่ก็ยังไม่สบายอยู่บ่อยครั้ง  จนวันหนึ่งภรรยาของผมก็ได้ถามผมขึ้นมาว่า ทำไมถึงไม่สบายบ่อยจัง รู้ถึงไหนอายถึงนั่น เป็นถึงครูสอนโยคะ ควรจะลองปรับการรับประทานอาหารดู ไหนกรุ๊ปเลือดอะไร? กรุ๊ปเลือดเอ ใช่ไหม? นี่งัย ในข้อมูลที่เธอได้มาบอกว่าคนกรุ๊ปเลือดเอ ควรจะทานแบบมังสวิรัติ  ผมก็เลยถามภรรยาผมกลับไปว่า ข้อมูลที่ได้มาจะเชื่อถือได้แค่ไหนกัน?  ภรรยาผมสวนหมัดเด็ดกลับมาทันทีว่าลองดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรน๊ะ(เนื่องจากมีแนวคิดของโยคะเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยผมก็เลย คิดในใจว่า ลองก็ลอง) จากนั้นผมก็เลยค่อยๆปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเริ่มเลิกรับประทานเนื้อวัวก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อประสบความสำเร็จก็ค่อยๆเริ่มเลิกรับประทานเนื้อหมู และเมื่อประสบความสำเร็จผมก็ค่อยๆเลิกรับประทานเนื้อไก่ ปัจจุบันผมก็ทานแต่พืชผักผลไม้, เนื้อปลาและอาหารทะเล ตามสมควร

หลังจากรับประทานอาหารแบบที่ไม่มีเนื้อสัตว์ใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ก็ประมาณเกือบ 2ปี สิ่งที่ผมสังเกตได้ก็คือผมไม่รู้จักกับการป่วยไข้ มามากกว่าหนึ่งปีแล้ว ทั้งๆที่อย่างน้อยที่สุด ช่วงที่เราเรียกกันว่าปลายฝนต้นหนาวนี่ล่ะครับ จะเป็นช่วงที่ผมมีสุขภาพค่อนข้างเปาะบางมากๆ และมักจะมีอาการไม่สบายในช่วงนั้นของทุกๆปี อย่างน้อยปีละ 1ครั้ง แต่ปีที่ผ่านมาผมผ่านมันมาได้แบบไม่คาดคิด ก็เลยคิดว่าจะยังคง รับประทานอาหารแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

แล้วทุกท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกของผมล่ะครับ ท่านมีพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เป็นอย่างไรบ้างครับ ยังงัยก็อย่าลืม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับประทานอาหารของคุณมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับผู้ฝึกโยคะทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ข้อมูล อาหารกับการฝึกโยคะ จาก หนังสือ เรียนรู้ก่อนฝึกโยคะ
ข้อมูล อาหารกับกรุ๊ปเลือด จาก ศูนย์โลหิต สภากาชาดไทย

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

กรรมะโยคะ...วาระเร่งด่วน รวมน้ำใจช่วยเหลือชาวเฮติ.


กรรมะโยคะ...วาระเร่งด่วน รวมน้ำใจช่วยเหลือชาวเฮติ.
 กรรมะโยคะ วาระเร่งด่วนนี้ เนื่องจากภัยพิบัติอันเลวร้าย ที่เกิดจากแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงมากที่เฮติจึงทำให้ เพื่อนร่วมโลกของเรา ที่เฮติเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส หากเป็นไปได้เราก็หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้กับประเทศไทยของเราอีก เราทั้งหลายยังคงไม่ลืมเลือนถึงฝันร้าย จากภัยพิบัติสึนามิ และเราทุกคนต่างตระหนักดีว่าความลำบากนั้นเป็นเช่นไร หากมีอะไรที่เราพอจะสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกของเราได้ ก็อย่าได้ลังเลใจ อาจจะมากบ้าง น้อยบ้าง ตามกำลังความสามารถในการช่วยเหลือของเรา ผ่านช่องทางต่างๆ ดังต่อไปนี้

รัฐบาลไทย


บริจาคผ่านบัญชีธนาคาร

ชื่อบัญชี : รวมน้ำใจชาวไทยช่วยผู้ประสบภัยเฮติ

เลขที่ : 067-0-05765-7

ประเภท : ออมทรัพย์

ธนาคาร : กรุงไทย

สาขา : ย่อยทำเนียบรัฐบาล

บริจาคเงินด้วยตนเอง

บริเวณลานน้ำพุ เชิงสะพานมัฆวาน ถนนราชดำเนินนอก

ระหว่างวันที่ 20 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ 2553

เวลา 08.30-16.30 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

หมายเหตุ

ไม่รับบริจาคส่งของ เนื่องจากการขนส่งลำบากมาก มีค่าใช้จ่ายสูง

หากต้องการใบเสร็จรับเงิน หรือหนังสือขอบคุณ กรุณาเขียนชื่อที่อยู่ในใบ payin

เงินบริจาคนี้ไม่ได้รับการลดหย่อนภาษี

สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์หมายเลข 1111


กระทรวงการต่างประเทศ

เบื้องต้นจะขอรับบริจาคเป็นเงินเท่านั้น โดยเงินที่ได้รับบริจาคจะส่งผ่านสหประชาชาติ

ชื่อบัญชี กระทรวงการต่างประเทศ

ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสามยอด

ประเภทบัญชี กระแสรายวัน

บัญชีเลขที่ 002-6-18233-5

ที่อยู่ 632 ถนนมหาชัย วังบูรพาภิรมย์ กรุงเทพ 10200

Swift code KRTHTHBK

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์รวบรวมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติ สำนักนโยบายและแผน กระทรวงการต่างประเทศ

โทรศัพท์ 0 2620 6460 2

โทรสาร 0 2620 6463

ระหว่างเวลา 8.30 -16.30 น. ในวันและเวลาราชการ


สภากาชาดไทย

ชื่อบัญชี : สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติ

เลขที่ : 045-3-04368-1

ประเภท : กระแสรายวัน

ธนาคาร : ไทยพาณิชย์

สาขา : สภากาชาดไทย

แฟ็กซ์ใบนำฝาก(ใบโอนเงิน) พร้อมเขียนชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อให้ชัดเจน

เพื่อขอรับใบเสร็จ(สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้)ไปที่

คุณ ภารดี วนกุล หัวหน้าฝ่ายการเงิน

สำนักงานการคลัง สภากาชาดไทย

หมายเลข FAX 0-2250-0120
หรือผ่านทาง E-mail : haiti@redcross.or.th This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it พร้อมระบุ ชื่อ-นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อให้ชัดเจนเพื่อขอรับใบเสร็จ



นอกจากนี้ยังสามารถบริจากออนไลน์ได้ที่ http://www.redcross.or.th/donation/moneydonate_internet.php?sc=0013&insertflag=1

หมายเหตุ สภากาชาดไทยยินดีรับบริจาคเป็นเงินเท่านั้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายส่งสิ่งของสูงมาก เงินบริจาคดังกล่าวจะนำไปสนับสนุนปฎิบัติการบรรเทาทุกข์ของสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่ในประเทศเฮติขณะนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Call Center 1664

สำนักงานการคลัง สภากาชาดไทย 0-2256-4068

0-256-4047– 8

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ไปรษณีย์ไทยได้เปิดจุดรับบริจาคเงิน จากประชาชน ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศตั้งแต่ 21 ม.ค. เป็นต้นไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center 1545

ฝ่ายจัดระบบไปรษณีย์ โทร. 0 2831 3225

กองทุนช่วยเหลือผู้ประสพภัยเฮติ โดย มจ.ชาตรีเฉลิมยุคล ไทยทีวีสีช่อง ๓ และสรยุทธ สุทัศนจินดา

ชื่อบัญชี : กองทุนคนไทยช่วยผู้ประสบภัยเฮติ

เลขที่ : 468-006737-9

ประเภท : กระแสรายวัน

ธนาคาร : ไทยพาณิชย์

สาขา : คาร์ฟูร์พระราม 4


ครอบครัวข่าว 3 ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ Dtac AIS และ Truemove

โดยพิมพ์ เฮติ ส่งไปที่ 4567890

ค่าบริการ 10 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อทำรายการสำเร็จลูกค้าจะได้รับ SMS ตอบรับทุกครั้ง

ทั้งนี้ สามารถส่ง SMS บริจาคได้ไม่จำกัด ตั้งแต่วันนี้ -19 มีนาคม 2553

ไม่หักค่าใช้จ่าย รายได้ทั้งหมดส่งผ่านสภากาชาดไทย

หมายเหตุ

นอกจากการส่ง SMS แล้ว ลูกค้าของ AIS สามารถใช้วิธี กด *650 # โทรออก ครั้งละ 50 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพื่ม) เพื่อนำรายได้ทั้งหมด โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทูลเกล้าถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศเฮติ บริจาคได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 19 มีนาคม 2553 ทั้งนี้เมื่อทำรายการสำเร็จแล้ว ลูกค้าจะได้รับข้อความยืนยัน


มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เชิญร่วมบริจาคช่วยเหลือเหยื่อผู้ประสบภัย แผ่นดินไหว ประเทศเฮติ ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.worldvision.or.th/make_donation.html

ดาวน์โหลดแบบตอบรับการบริจาค และส่งกลับทางโทรสารหมายเลข 0-2711-4100 ถึง 2


มูลนิธิพุทธฉือจี้

เงินสด : บริจาคได้ที่สำนักงานมูลนิธิฉือจี้ ในเวลาทำการ วันจันทร์ - วันอาทิตย์ 08.30 – 17.30 น. ทั้ง 3 สาขาและ 1 สำนักงานย่อย หรืออาสาสมัครของมูลนิธิฉือจี้

เช็ค : กรุณาสั่งจ่ายเช็คในนาม มูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวัน ในประเทศไทย หรือ Taiwan Buddhist Compassion Relief Tzu Chi Foundation In Thailand ทั้งนี้ กรุณาขีดคร่อมเช็คเพื่อเป็นการนำเข้าบัญชีของมูลนิธิเท่านั้น

โอนเงิน : ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนพระราม 9 ชื่อบัญชีมูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวัน ในประเทศไทย บัญชีประเภท : ออมทรัพย์ หมายเลขบัญชี : 215-0-74133-4

เนื่องจากมูลนิธิฉือจี้ ได้แยกประเภทในการให้ความช่วยเหลืออย่างชัดเจน กรณีที่ท่านบริจาคด้วยกำลังทรัพย์ ขอความกรุณาผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ระบุประเภทในการบริจาคเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวเฮติ และเรียกรับใบเสร็จรับเงินที่ท่านบริจาคทันทีจากเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัคร

บริจาคเป็นเงิน(บัตรเครดิต) ผ่านเวบองค์กรสากล

โครงการ World Food Programme ของ UN

https://www.wfp.org/donate/haiti

Google

www.google.com/haitiearthquake

SOS Children's Villages International - หมู่บ้านเด็กโสสะนานาชาติ

http://www.sos-childrensvillages.org

โครงการ World Food Programme ของ UN

https://www.wfp.org/donate/haiti

UNICEF - องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ(สหจัญอเมริกา)

- เวปองค์กร: http://www.unicef.org

- ลิงค์บริจาค: https://secure.unicefusa.org/site/Donation2?df_id=6680&6680.donation=form1

องค์การยูนิเซฟในประเทศไทย

- ดาวน์โหลดแบบฟอร์มการบริจาคเงินช่วยเหลือได้ที่ http://www.unicef.org/thailand/tha/Donation_Form_for_Haiti_2010_Thai.pdf

- หรือ บริจาคออนไลน์ผ่านยูนิเซฟ สำนักงานใหญ่ ผ่านทางเว็บไซต์: http://www.supportunicef.org/site/pp.asp?c=9fLEJSOALpE&b=1023561

- สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-2356-9299 โทรสาร 0-2356-9229,0-2281-6033 หรือ email: psfrbangkok@unicef.org This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

องค์การ Save the Children

- เวปองค์กร: http://www.savethechildren.org

- ลิงค์บริจาค: https://secure.savethechildren.org/01/web_e_haiti_earthquake_10?source=hp_fb_haitidonate&WT.ac=hp_fb_haitidonate&dcsref=http://www.savethechildren.org/

International Committee of Red Cross - องค์การกาชาดสากล

- เวปองค์กร: http://www.icrc.org

- ลิงค์บริจาค: http://www.icrc.org/web/eng/siteeng0.nsf/html/helpicrc

Medecins Sans Frontieres - องค์การหมอไร้พรมแดน

- เวปองค์กร: http://www.doctorswithoutborders.org/


ผู้ที่อยู่ต่างประเทศ

สามารถตรวจสอบช่องทางการบริจาค ที่ท่านสะดวกได้ที่ http://www.cnn.com/SPECIALS/2007/impact

ขอสันติสุข จงอยู่กับโลกเราตลอดไป 
โอม สานติ สานติ สานติฮี...

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ภาษาอังกฤษ...กับการสอนโยคะ(ปัญหาระดับชาติของผม)


ภาษาอังกฤษ...กับการสอนโยคะ(ปัญหาระดับชาติของผม)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมก็เคยเป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ชอบเรียนวิชาภาษาอังกฤษมาก ขยันทำการบ้านและท่องศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นนิจ แต่พอเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆก็พบว่าแค่นั้นมันไม่เพียงพอหรอก และเมื่อเข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ก็พบกับปัญหาใหญ่ของภาษาอังกฤษในชีวิตของผม คือผมฟังชาวต่างชาติพูดภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ และไม่สามารถพูดโต้ตอบกับชาวต่างชาติได้เลย จึงทำให้ผมมีคะแนนวิชาภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างแย่(เป็นเครื่องยืนยันได้ทันทีว่า การเรียนภาษาอังกฤษจากโรงเรียนมัธยมต่างจังหวัดของผม ยังมีความบกพร่องในเรื่องการพูดและการฟัง)

จากเหตุการณ์ที่กล่าวถึงข้างต้น จึงส่งผลกระทบมาจนถึงชีวิตการทำงานของผมด้วยครับ หลายๆครั้งจึงทำให้ผมต้องพยายามหลีกเลี่ยงจากการพูดคุยภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติ แต่มันก็เหมือนเป็นเวรกรรมคอยติดตามตัวตลอด ยิ่งหนีก็ยิ่งเจอ สมัยที่ผมเริ่มทำงานครั้งแรก ก็เป็นเจ้าหน้าที่ประจำฟิตเนส มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ในฟิตเนสที่ผมทำงานตอนนั้นมีสมาชิกเป็นชาวต่างชาติถึงประมาณ 20% ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง จึงทำให้ทักษะในการพูดและการฟังภาษาอังกฤษของผม กระเตื้องขึ้นจากเดิมเล็กน้อย

เหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นจุดพลิกผลันครั้งสำคัญสำหรับภาษาอังกฤษในชีวิตของผม ก็เกิดขึ้นจากการสอนโยคะอีกนั่นแหล่ะครับ ตอนนั้นหลังจากที่ผมเริ่มสอนโยคะได้สักระยะหนึ่งแล้ว(ผมก็อาศัยช่วงเย็นในวันที่ผมเลิกงานเร็ว วิ่งออกมาสอนแบบพาร์ทไทม์) มีฟิตเนสใหญ่แห่งหนึ่งติดต่อให้ผมเข้าไปสอนโยคะแบบพาร์ทไทม์ ด้วยความดีใจ ค่าสอนไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก(แต่ก็ราคามาตรฐาน) ผมก็รีบตกลงรับงานทันที โดยหารู้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตการสอนโยคะของตนเองในขณะนั้น ไปสอนแรกๆผมก็มีความสุขและสนุกกับการสอนมากๆ พอเข้าสู่สัปดาห์ที่สองของการสอนความทุกข์ก็เริ่มมาเยือนครับ ดันมีสมาชิกชาวต่างชาติเข้ามาเรียนในคลาสผมสองคน ผมไม่เคยสอนโยคะเป็นภาษาอังกฤษครับ(ปกติในตอนนั้นแค่สอนเป็นภาษาไทยก็เกือบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว) เนื่องจากเขาไม่เข้าใจภาษาไทยเลย คลาสของผมยังไม่ทันจบชาวต่างชาติสองคนนั้นก็เดินไปบอกผู้จัดการฟิตเนสทันทีว่าผมไม่สอนโยคะเป็นภาษาอังกฤษ เขาฟังไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ เท่านั้นหล่ะครับ งานเข้าเลยครับ! พอผมสอนเสร็จ ไม่กี่นาทีผู้จัดการฟิตเนสก็ส่งคนมาเชิญผมเข้าไปพบทันที ผมจำได้ว่าผู้จัดการฟิตเนสเป็นผู้หญิงสัญชาติสก็อตแลนด์ เขาก็พูดภาษาอังกฤษใส่ผมเป็นชุด แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดสักเท่าไหร่นักเขาจึงเรียกลูกน้องของเขาคนหนึ่งมาช่วยเป็นล่ามแปลให้ฟัง ได้ใจความสำคัญว่า "ต่อไปหากมีชาวต่างชาติเข้าเรียน ก็ให้สอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย หากสอนเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ อาจจะต้องพิจารณาหาคนอื่นที่พูดภาษาอังกฤษได้มาสอนแทน" เท่านั้นหล่ะครับ ถึงกับเครียดมากถึงมากที่สุด เหมือนโดนขุดคุ้ยปมด้อยยังไงยังงั้นเลย จนทำให้ผมต้องคิดอย่างหนักว่าจะกลับไปสอนที่นี่ต่อหรือจะขอยกเลิกคืนรอบสอนให้เขาไปเลยดีกว่า...แต่ก็ยังลังเลใจ ว่างานและโอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้หากันง่ายๆ

ก็ต้องกลับเข้าสู่ การหาหนทางแห่งการดับทุกข์ของผมอีกครั้ง ผมจึงพยายามหาที่ปรึกษา ก็พี่ๆที่ทำงานด้วยกันที่ฟิตเนสหล่ะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือพี่ๆสมาชิกของฟิตเนสที่ผมทำงานอยู่(ส่วนใหญ่แนวคิดดีๆจะได้จาก พี่สมาชิกฟิตเนส เพราะสมาชิกหลายๆท่านมีพื้นฐาน ทางด้านภาษาอังกฤษค่อนข้างดี) ในที่สุดก็ได้พี่คนหนึ่ง ที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำให้ผมกลับมาพยายามตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้ง คือพี่ซิง พี่ซิงเป็นนักธุรกิจ(แต่ผมไม่เคยถามพี่เขาเลย ว่าธุรกิจอะไร?) รู้แต่ว่าพี่เขาเป็นนักเรียนนอก และใจดีมากๆ บางครั้งเขาก็จะพาครอบครัวมาออกกำลังกายด้วย จึงทำให้ผมทราบว่าลูกชายของพี่ซิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมแต่ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ(อเมริกา) และก็มีลูกสาวที่ยังเรียนอยู่ในระดับมัธยมปลาย(ในตอนนั้น ก็น่าจะประมาณปี พ.ศ.2543)  ผมจึงนำความหนักใจเรื่องของภาษาอังกฤษมาปรึกษาพี่ซิง แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ พี่ซิงมักเดินทางไปต่างประเทศบ่อยมากๆ เขาเลยซื้อหนังสือโยคะภาษาอังกฤษมาฝากผม(พูดตรงๆ เงินเดือนของผม ณ. ขณะนั้นไม่มีปัญญาซื้อหนังสือโยคะภาษาอังกฤษราคาขนาดนั้นได้แน่ๆ) พี่ซิงบอกต่อว่า พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าศัพท์เทคนิคต่างๆที่ใช้ในการสอนโยคะมีคำอะไรบ้าง ถ้ายังไงก็ลองไปดูก่อนแล้วจะได้มาฝึกวิธีการออกเสียง ผมพอที่จะจำแนก เทคนิคของพี่ซิงที่แนะนำผมได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1  คือการเลือกดูศัพท์ที่เราคิดว่า เราต้องใช้ในการสอน จากหนังสือโยคะภาษาอังกฤษ แล้วก็เขียนมาเป็น สคริ๊ปบทพูดที่ใช้ในการสอนสำหรับ คลาส 1ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 2 คือการนำสคริ๊ปบทพูดการสอนโยคะที่ผมคัดลอกและเรียบเรียงจากหนังสือโยคะภาษาอังกฤษ มาให้พี่ซิงช่วยปรับปรุงให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ การพูดภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้ฟังดูลื่นหูมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 พี่ซิงก็จะสอนผม ฝึกการออกเสียงคำต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้นเพื่อชาวต่างชาติจะได้ฟัง(สำเนียงต่างด้าวของผม)เข้าใจง่ายขึ้น อันนี้สำคัญ เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาพูดคุยและฝึกการออกเสียงกับพี่ซิงพักใหญ่ จนรู้สึกเกรงใจพี่เขามากๆ แต่ก็ได้เทคนิค ที่สำคัญมากๆมา ก็คือการที่เราจะต้องออกเสียงตัวสะกดที่ลงท้ายคำศัพท์แต่ละคำให้ชัดเจนที่สุด ตัวอย่าง เช่น First ก็ควรออกเสียง เฟิร์ส.สื่อ.ทื่อ อะไรทำนองนี้(ถึงแม้นว่ามันจะฟังดูเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ไม่เคยมีใครสอนเทคนิคแบบนี้ให้ผมมาก่อน)

ขั้นตอนที่ 4 ก็คือการบ้านของผมที่ต้องกลับไปท่องสคริ๊ปคำพูดให้แม่นยำ และหัดพูดออกเสียงบ่อยๆ จะได้เคยชินไม่เขินอาย แล้วพี่ซิงก็แนะนำว่า ถ้าวันไหนเจอชาวต่างชาติที่พูดภาษาไทยเก่งๆ ก็ลองขอคำชี้แนะจากเจ้าของภาษาโดยตรงอาจจะได้อะไรเพิ่มเติมมากกว่านี้ แล้วพี่ซิงก็ออกตัวว่า...ถึงแม้นว่าพี่ซิงจะเป็นนักเรียนนอกหรือไปต่างประเทศบ่อยครั้ง แต่ก็คงสู้เจ้าของภาษาตัวจริงไม่ได้แน่นอน ดังนั้นควรหาเพื่อนต่างชาติที่พูดภาษาไทยเก่งๆไว้บ้างก็ดี

ทุกอย่างที่กล่าวมานั้น จากการแนะนำและช่วยเหลือของพี่ซิงทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย เริ่มมีความมั่นใจขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ เริ่มพูดสอนเป็นภาษาอังกฤษพอได้ แต่ถ้าชาวต่างชาติสงสัยเดินเข้ามาถามอะไรหลังเลิกคลาส ผมก็ยังฟังเขาเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างอยู่ดี(พูดประโยคยาวๆมาก็จะเข้าใจแค่ประมาณ 50%) ผมจึงตัดสินใจไปเรียนภาษาอังกฤษ ที่สถาบัน เอ.ยู.เอ. ราชประสงค์ เพราะคิดว่าราคาไม่แพง และดูหลักสูตร มันเป็นขั้นเป็นตอนดี มีตั้งแต่ระดับพื้นฐานมากๆ ไปจนถึงขั้นสูง ไอ้ส่วนที่เป็นหลักสูตรแบบพื้นฐานมากๆดูจะเหมาะกับคนสติปัญญาประมาณผมดี(โง่ดักดาน) จึงไปลงทะเบียนและสอบวัดระดับ ผมจำได้ว่าตอนที่ผมไปเรียน เขามี 15ระดับ ผมสอบวัดระดับได้คะแนนที่ควรจะเริ่มต้นเรียนในระดับที่3 ก็ถือว่าแย่ แต่ก็คงดูดีกว่า สตาร์ทที่ระดับแรก ผมพยายามไปเรียนอย่างต่อเนื่องและก็ไม่เคยสอบตกจนไปถึงระดับที่ 10 เนื่องจากภาระการสอนที่มีเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้ผมต้องหยุดเรียนที่ระดับนี้

การได้ฟังชาวต่างชาติพูดบ่อยๆ อย่างเช่นการที่ผมเรียนภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติที่เอ.ยู.เอ.ก็ช่วยทำให้ทักษะในการฟังเริ่มดีขึ้น ครูชาวต่างชาติคนหนึ่ง(ผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร) หลังจบคลาสผมเคยนำปัญหาของผมเกี่ยวกับความลำบากในการสอนโยคะด้วยภาษาอังกฤษ ไปปรึกษาเขา เขาจึงแนะนำผมเป็นภาษาไทยว่า "ปัญหาของคุณก็คือ เขินอาย ไม่กล้าพูดกลัวว่าจะพูดผิด แต่จริงๆแล้วคุณไม่ต้องกลัวอะไรเลย ดูอย่างผม ผมพูดภาษาไทยกับคุณผมก็พูดผิดๆถูกๆแต่คุณก็ไม่เคยว่าผมเลยแถมยังช่วยบอกอีกว่าจะต้องพูดยังไงให้ถูกต้อง มันเป็นเรื่องปกติ มันไม่ใช่ภาษาหลักที่คุณใช้ ดังนั้นจำไว้ว่า อยากจะพัฒนา ต้องพูดบ่อยๆโดยไม่ต้องกลัวว่าจะพูดผิด" จากนั้นมาผมก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นและกล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น จากที่เคยพูดเสียงเบาๆด้วยความกลัวว่าจะพูดผิด ก็เริ่มพูดเสียงดังขึ้น(เริ่มหน้าด้านมากขึ้น)

จนในที่สุดก็ทำให้ผมมั่นใจ จนกล้าที่จะเดินทางไปต่างประเทศเพียงลำพังคนเดียว(ก็การไปเรียนโยคะที่ประเทศมาเลเซียประมาณ 20วันเพียงคนเดียว)

 แม้ทุกวันนี้ผมจะไม่มีเวลาไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเลย แต่ก็ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ผมต้องสอนโยคะบางคลาสที่มีชาวต่างชาติเข้าเรียนเป็นภาษาอังกฤษ และก็ต้องสื่อสารกับคุณซูซาน(เจ้าของสถาบันฟิต)ต้นสังกัดของผม เป็นภาษาอังกฤษทุกวัน บางวันคุยน้อย บางวันคุยนานหน่อยแล้วแต่วาระการคุย  ภาษาอังกฤษของผมถือว่ามีการพัฒนาขึ้นมาพอควรแต่ ผมก็ยังแอบหวังไว้เสมอว่าหากมีโอกาสผมจะหาเวลาไปเรียนภาษาอังกฤษให้มันพัฒนาขึ้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผมจะสามารถทำได้

ก็ต้องขอขอบคุณพี่ซิงมากๆครับ สำหรับแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมยังมีความหวังในการใช้ภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น และขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านที่สอนภาษาอังกฤษให้ผม รวมจนถึงขอขอบคุณชาวต่างชาติทุกท่านที่อดทนสนทนาภาษาอังกฤษกับผม และที่สำคัญที่สุดต้องขอขอบพระคุณชาวต่างชาติทุกท่านที่อดทนเข้าเรียนโยคะกับผม

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความหวังในการพัฒนาภาษาอังกฤษของผม จะยังคงอยู่กับผมตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

จรรยาบรรณ...สำหรับครูสอนโยคะ


H.H. Sri Swami Guhabhaktanandaji Maharaj, Jimmy and Master Paalu Ramasamy in Sivanada Ashram Divine Life Society, Buta Caves, Malaysia.


จรรยาบรรณ...สำหรับครูสอนโยคะ...

เป็นระยะเวลาเกือบ 10ปีแล้ว ที่ผมสอนโยคะอยู่ในวงการ เท่าที่ผมจำได้ในตอนนั้นยังมีครูสอนโยคะเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สอนโยคะตามสถานที่ต่างๆแบบอิสระ ผมก็จัดเป็นครูสอนโยคะที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในตอนนั้นก็ว่าได้ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปีประชากรของผู้สอนโยคะก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งทุกวันนี้นับไม่ถ้วน(น่าจะมีการจัดระเบียบครูสอนโยคะบ้างได้แล้วครับ) คิดว่าน่าจะมีองค์กรใดก็ได้มาช่วยจัดระเบียบครูสอนโยคะ กำหนดมาตรฐานใบประกอบวิชาชีพแบบให้เป็นเรื่องเป็นราวสักที ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ใช่เพื่อใครอื่น...ก็เพื่อผู้บริโภคทุกๆคนจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะเราไม่สามารถหยั่งรู้ได้เลยว่าครูคนไหนได้ผ่านการฝึกมาอย่างถูกต้องตามแบบแผน หรือครูคนไหนเป็นแบบประเภทครูพักรักจำเอามาสอน หลายขั้นตอนที่ต้องผ่านการเรียนการฝึกมาตามแบบแผนจึงจะสามารถผ่านออกมาเป็นครูผู้สอนโยคะได้ และหัวข้อที่สำคัญมากๆสำหรับคนที่จะมาเป็นครูผู้สอนโยคะ ควรจะต้องผ่านการอบรมก็คือเรื่องของ จรรยาบรรณสำหรับครูสอนโยคะครับ เป็นสิ่งที่ครูสอนโยคะที่ดีพึงจะต้องระลึกอยู่เสมอถึงสิ่งๆนี้ เป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้เราเหลวไหลออกนอกลู่นอกทาง

ผมก็เป็นครูโยคะธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้เก่งอะไร และก็พยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโยคะอยู่เสมอๆถ้ามีโอกาส  ในสมัยที่ผมได้ไปฝึกโยคะอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผมเป็นอย่างดีตลอดมา คือ...มีอยู่วันหนึ่งมาสเตอร์ปาลู รามาซามี่(มาสเตอร์ที่สอนผม ที่มาเลเซีย) ก็ถามผมขึ้นมาว่า "จิมมี่!คุณอยากเป็นครูสอนโยคะที่เก่งหรือครูสอนโยคะที่ดี?" ผมตอบทันทีว่า "อยากเป็นครูสอนโยคะที่ดี แต่ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากเป็นทั้งครูที่เก่งและดี" มาสเตอร์ปาลู รวมทั้งเพื่อนๆทุกคนในคลาสเรียน ต่างหัวเราะ ยิ้มๆ แล้วมาสเตอร์ปาลูก็พูดต่อว่า ถ้าอย่างนั้นอย่าลืมปฏิบัติตนตามหลักของยมะ, นิยมะ ในมรรค8 แห่งโยคะ(ผมได้เคยกล่าวอ้างไว้อย่างละเอียดในบทความเรื่อง หัวใจแห่งโยคะ) และจงจดจำจรรยาบรรณสำหรับครูสอนโยคะไว้ให้ขึ้นใจ สิ่งนี้จะเป็นเหมือนดังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคอยปกป้องคุ้มครองพวกคุณตลอดไป ตราบเท่าที่คุณยังคงประพฤติปฏิบัติตนตามศีลธรรมจรรยาบรรณอันดีงามสำหรับครูสอนโยคะ และเหมือนกับว่าคำพูดดังกล่าวนี้ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของผมเสมอๆ

ผมพยายามแปลจรรยาบรรณสำหรับครูสอนโยคะเป็นภาษาไทยได้ใจความดังต่อไปนี้

จรรยาบรรณสำหรับครูฝึกโยคะ คงจะหนีไม่พ้นที่จะต้องหยิบยกคำว่า ยมะ, นิยมะ ในมรรค 8 แห่งโยคะซึ่งหมายถึง ระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งผู้ที่เลือกประพฤติและปฏิบัติตนตามแนวทางแห่งโยคะพึงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งก็คล้ายคลึงกันกับหลักคำสอนของ ท่าน ปตัญชลี ในโยคะสูตร ยมะได้กล่าวถึงคุณธรรม 5 ประการ สำหรับแนวทางแห่งโยคะ คือ การไม่เบียดเบียนชีวิต( อหิงสา ), การไม่พูดปลด พูดแต่ความจริง( สัตยะ ), ไม่ลักขโมยทรัพย์( อัสเตยะ), ไม่ประพฤติผิดในกาม ( พรหมจริยา), และไม่ฉวยโอกาส ไม่ละโมบ โลภมาก ( อปริคระหะ) ซึ่งคล้ายคลึงกับศีล 5 ตามแนวทางของพุทธศาสนา นิยมะ ได้กล่าวถึงทัศนคติที่เราควรนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราเอง 5ประการ คือ ความสะอาด บริสุทธิ์(เศาจะ), ความพอประมาณและรู้สึกพึงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่(สันโดษ), การทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพดีเสมอ(ตบะ), ศึกษาตัวตนของคุณเอง(สวาธยายะ), การวางการกระทำทุกอย่างของคุณไว้แทบเท้าของพระเจ้า( อิศวรประณิธาน)

หลักคำสอนและแนวทางต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็ยังคงใช้สอนสืบต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมอันดีงาม ที่นับวันจะค่อยๆเสื่อมหายไปจากสังคม

จรรยาบรรณสำหรับครูฝึกโยคะในปัจจุบันไม่ได้แตกต่างไปจากแนวทางเดิมมากนัก เพียงแต่ถูกปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้นเอง

ครูฝึกโยคะ พึงปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับ จรรยาบรรณสำหรับครูฝึกโยคะดังต่อไปนี้

1. ครูฝึกโยคะ ต้องเข้าใจในหลักและวิธีการสอนโยคะอย่างแท้จริง รู้จักหน้าที่ของตนเอง คือการสอนโยคะด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่มุ่งหวังผลประโยชน์แอบแฝงอื่นใด จากการสอนโยคะ มุ่งหวังให้ผู้อื่นมีสุขภาพที่ดี และได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการเรียนโยคะ

2. ครูฝึกโยคะ พึงดูแลรักษาความสะอาดทั้งร่างกาย และจิตใจ มีการแต่งกายที่สะอาดเหมาะสมกับการสอนโยคะ มีบุคคลิกที่ดูน่าเชื่อถือเหมาะสมกับการเป็นผู้นำทางด้านความรู้และสุขภาพ

3. ครูฝึกโยคะ พึงส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการฝึกโยคะในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำแนวทางในการฝึกโยคะมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นบุคคลที่มีคุณภาพของสังคมและประเทศชาติ

4. ครูฝึกโยคะ พึงรักษาระดับมาตรฐานการสอนของตนเอง และพัฒนาศักยภาพของตนเองโดยการหมั่นศึกษาหาความรู้ทางด้านโยคะเพิ่มเติมเสมอๆ

5. ครูฝึกโยคะ ควรอุทิศตนเพื่อการศึกษาและการพัฒนาความรู้ทางด้านโยคะ ในแขนงที่ตนเองสอนอยู่เสมอๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการสอน และการถ่ายทอดความรู้สู่ผู้อื่น

6. ครูฝึกโยคะไม่ควรข้องเกี่ยวกับสิ่งเสพติดและอบายมุขทุกประเภท หากยังข้องเกี่ยวกับสารเสพติดหรืออบายมุขต่างๆอยู่ ควรเลิกให้ได้เสียก่อนจึงค่อยเริ่มมาสอนโยคะ

7. ครูฝึกโยคะ ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน จริงใจ เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของนักเรียน ไม่นำข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนไปเปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้จนเป็นที่เสื่อมเสียและอับอาย

8. ครูฝึกโยคะ ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนโยคะมีพัฒนาการที่ดี ทั้งทางด้านร่างกาย, จิตใจ, อารมณ์, สังคม, ความคิดและทัศนคติในเชิงบวก

9. ครูฝึกโยคะ พึงหลีกเลี่ยงการแนะนำการใช้ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆให้กับนักเรียนผู้ฝึกโยคะ ในกรณีที่นักเรียนมีปัญหาทางด้านสุขภาพควรแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยตรง

10. ครูฝึกโยคะ พึงสอนโยคะอย่างเต็มความสามารถ โดยไม่คำนึงถึง เชื้อชาติ, ศาสนา, ภาษา, เพศ, อายุ, สีผิว, สถานภาพทางสังคมและการเงิน รวมจนถึงความบกพร่องทางร่างกายบางอย่าง

11. ครูฝึกโยคะ พึงยอมรับที่จะสอน นักเรียนที่มีความผิดปกติทางด้านร่างกาย โดยการประยุกต์หาเทคนิคและแนวทางในการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนกลุ่มดังกล่าว

12. ครูฝึกโยคะ พึงสอนโยคะด้วยการดูแลเอาใจใส่ผู้เรียน ไม่ปล่อยประละเลย แนะนำแนวทางในการป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ คำนึงถึงความปลอดภัยในการฝึกเป็นสำคัญ ใส่ใจในทุกรายละเอียด มุ่งหวังผู้เรียนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝึกโยคะ

13. ครูฝึกโยคะ ควรมีใจเป็นกลาง เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น และไม่นำความคิดเห็นที่แตกต่างกันของผู้เรียน มาสร้างความแตกแยกแบ่งพรรค, แบ่งพวก พยายามอย่านำความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาเป็นประเด็นพูดในขณะที่กำลังเรียนหรืออยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ เพราะอาจนำมาซึ่งความแตกแยกและอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงขึ้น ดังนั้นควรแนะนำให้นักเรียนทุกคนพึงระลึกเสมอว่า ถึงแม้ความคิดเห็นบางอย่างจะแตกต่างกันแต่ทุกคนก็มีจุดมุ่งหมายและแนวทางในการฝึกโยคะที่คล้ายคลึงกัน

14. ครูฝึกโยคะ ต้องไม่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้เรียน เกินเลยจากความเป็นศิษย์และครูผู้ถ่ายทอดศาสตร์แห่งโยคะ

15. ครูฝึกโยคะ พึงหลีกเลี่ยงการแสวงหาผลประโยชน์จากนักเรียน ซึ่งให้การยอมรับนับถือในการสอนของครูฝึกโยคะ

16. ครูฝึกโยคะ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจทางด้านโยคะอย่างแท้จริง เพื่อจะได้อธิบายไขข้อสงสัยต่างๆของนักเรียน ได้อย่างถูกต้อง, แจ่มแจ้งชัดเจน, หรือหากยังไม่สามารถตอบคำถามของนักเรียนได้ในขณะนั้น ควรขอเวลานักเรียนเพื่อไปค้นคว้าหาข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนมาอธิบาย และกลับมาตอบปัญหาข้อสงสัยนั้นๆโดยเร็วที่สุด เพราะการตอบปัญหาของครูฝึกโยคะทุกครั้ง ทั้งในเวลาที่สอนและนอกเวลาที่สอน มักจะมีผู้อื่นให้ความสนใจและจดจำคำอธิบายของเราพูดต่อกันไปเป็นทอดๆ หากข้อมูลที่เราอธิบายผิดก็จะมีผลกระทบกลับมาถึงเราทันที และจะลดความน่าเชื่อถือของเราลงไปทันที

17. ครูฝึกโยคะ ต้องมีความพากเพียร, พยายาม, อดทนอดกลั้นกับสิ่งยั่วยุต่างๆ รวมทั้งการนินทาว่าร้ายจากนักเรียนที่ไม่พึงพอใจในการสอนและเพื่อนร่วมวิชาชีพครูฝึกโยคะ รวมจนถึงความกดดันจากโรงเรียนที่สอนโยคะและนายจ้าง จงกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาและแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านั้น ด้วยสติปัญญาและความถูกต้อง ตามแนวทางแห่งโยคะที่ท่านได้ศึกษามา

จรรยาบรรณ สำหรับครูฝึกโยคะข้างต้นดังที่ได้กล่าวมานี้ พึงนำมาประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมกับ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และกฎหมายบ้านเมืองของแต่ละท้องถิ่น, แต่ละประเทศ เป็นสำคัญ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศีลธรรมจรรยาบรรณอันดีงาม จะอยู่กับครูผู้สอนโยคะและผู้ฝึกโยคะทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หัวใจแห่งโยคะ...

ภาพสัญลักษณ์แทน ท่านมหาโยคี ปตัญชลี


หัวใจแห่งโยคะ...

การฝึกโยคะของแต่ละคนก็คงจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป แต่เราเคยทราบถึงเป้าหมายที่แท้จริงของโยคะกันหรือไม่ มากน้อยเพียงใด หากทุกท่านได้อ่านบทความในหัวข้อโยคะคืออะไรไปแล้ว ก็คงจะพอทราบถึงที่มาที่ไปของโยคะประมาณหนึ่ง ในบทความนี้ผมต้องการที่จะนำผู้อ่านเข้าไป ให้ลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิมอีกสักนิดหนึ่ง  หนังสือที่มีบทบาทสำคัญที่สุดของการฝึกโยคะมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ คงต้องยกให้ "โยคะสูตร ของท่าน ปตัญจลี" ท่านได้เรียบเรียง นิยามต่างๆของการฝึกโยคะทิ้งไว้ ให้พวกเรารุ่นหลังได้ตีความโยคะสูตรของท่านไปในแนวทางต่างๆมากมาย  จริงๆแล้ว ปตัญจลีโยคะสูตร เป็นเพียงตำรา เล่มเล็กๆบางๆ เป็นการบันทึกนิยามสั้นๆเกี่ยวกับการฝึกโยคะด้วยภาษาสันสกฤต ซึ่งได้ถูกเรียบเรียงโดยท่านปตัญจลี เราสามารหาอ่านปตัญชลีโยคะสูตรภาคภาษาไทยได้จากหนังสือ หัวใจแห่งโยคะ ท่วงท่าและมรรคาแห่งโยคะ ที่แปลโดย อาจารย์ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์ กูรูทางด้านโยคะและอยุรเวทอีกท่านหนึ่งของเมืองไทย ที่ผมก็คอยติดตามผลงานของท่านเป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา ในนิตยสารโยคะเจอร์นอลภาคภาษาไทย

จากการที่ผมได้อ่านหนังสือที่มีคุณค่ากับผู้เรียนและผู้ฝึกโยคะมากๆเล่มดังกล่าว เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ตอนวางจำหน่ายครั้งแรกๆ ประกอบกับการค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตนเองบ้าง ก็พอจะสรุปใจความสำคัญหลักๆได้ว่า ทุกคนที่เรียนเกี่ยวกับโยคะหรือกำลังฝึกโยคะอยู่ในขณะนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะต้องทราบถึง มรรค 8 แห่งโยคะ ในมรรค 8 แห่งโยคะคือสาระสำคัญทั้งหลายทั้งปวงของการฝึกโยคะ จึงคิดว่าควรจะนำเรื่องของมรรค 8 แห่งโยคะมาเผยแพร่ให้ทุกๆท่านได้ทราบโดยทั่วกัน

อัษฎางค์โยคะ หรือพอจะแปลเป็นภาษาเป็นทางการแบบบ้านเราได้ว่า มรรค 8 ของโยคะ (ซึ่งชื่อนี้อาจจะไปตรงกับชื่อสไตล์การฝึกโยคะแบบ อัษฎางค วินยาสะโยคะ ที่สอนโดยท่า ศรี เค ปฐภี โชอิส)

ผู้สนใจโยคะเบื้องต้น มักเข้าใจว่า การฝึกทำอาสนะ คือ ทั้งหมดของการฝึกทำโยคะ! ในความเป็นจริง โยคะประกอบด้วยขั้นตอน 8 ประการ ที่เอื้อซึ่งกันและกัน ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากโยคะ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และฝึกองค์ประกอบทั้ง 8 ประการนี้ ควบคู่กันไป เราสามารถเปรียบอัษฎางค์โยคะกับกงล้อ 8 ซี่ของวงล้อ ล้อที่ประกอบด้วยกงที่สมบูรณ์เท่านั้น ที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ที่จะนำพาเราไปสู่เป้าหมายได้

1. ยะมะ หรือ Moral discipline (Yama)
คือศีลธรรมและจริยธรรม ที่จะช่วยให้คนอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข เป็นสังคมที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกันซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ

 การไม่ฆ่าฟันหรือทำร้ายผู้อื่น ต้องให้ความรักผู้อื่น

 ต้องรักษาความสัตย์ คิดและพูดสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์

 ไม่โลภ ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น ไม่อยากได้ หรืออยากมีเกินความเป็นจริง

 ทำงาน หรือทำหน้าที่ของตัวเอง ให้เต็มความสามารถ ฝึกจิตของตัวเอง ให้ควบคุมตัวเองในเรื่องของการคิด การพูดและการทำ

 ไม่สะสมสิ่งที่มีเกินความจำเป็น ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

2. นิยะมะ Self-restraint (Niyama) หรือความมีวิถีแห่งตนได้แก่

 การรักษาร่างกายให้สะอาดด้วยการอาบน้ำ การรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการฝึกโยคะ และฝึกลมปราณ

 ฝึกตนเองให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ จิตใจที่ไม่รู้จักพอจะขาดพลังจิต ขาดทิศทางและยากที่จะสงบลงได้

 ความเพียรพยายามในการควบคุมกาย วาจาและใจให้ทำในสิ่งที่ดีๆ

 ศึกษาเกี่ยวกับธรรมและตนเอง เพื่อที่จะหาทางแกไขปัญหาต่างๆได้อย่างเหมาะสม

 ฝึกปฏิบัติให้ลดความโลภ โกรธ หลง

3. อาสนะ Posture (Asana)
หมายถึงท่าในการฝึกโยคะ เป็นท่าสำหรับการบริหารร่างกาย ฝึกยืดกล้ามเนื้อกระตุ้นให้การทำงานประสาทและต่อมต่างๆ

4. ปราณายะมะ Breath control (Pranayama)
เป็นการฝึกกำหนดลมหายใจโดยเป็นการฝึกการหายใจเข้า การหายใจออก และการกลั้นหายใจ

5. ปรายาหาระ Sensory inhibition (Pratyahara)
หมายถึงการควบคุมความรู้สึกต่าง รู้สึกอยากได้ รู้สึกโกรธ เมื่อจิตใจไม่ติดยึดกับวัตถุหรืออารมณ์ ก็ทำให้จิตใจผู้นั้นบริสุทธิ์และมีพลังงานในการคิดหรือทำดี

6. ธารนะ Concentration (Dharana)
คือความมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กระทำอยู่ เมื่อกายอยู่ในท่าโยคะ ให้จิตใจสนใจแต่เรื่องลมหายใจ ไม่คิดเรื่องอื่น

7. ธยานะ Meditation (Dhyana)
คือการที่จิตใจที่เพ่งอย่างต่อเนื่องจนเกิดสมาธิ ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่าโยคะไปท่าใดผู้ฝึกก็ยังมีจิตใจไม่วอกแวก หากฝึกถึงขั้นนี้ร่างกายจะรู้สึกเบาสบาย มั่นคง จิตใจแจ่มใส

8. สมาธิหรือฌาณ Ecstasy (Samadhi)
เป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ ทางพุทธเรียกฌาณ ร่างกายจิตใจอยู่ในสภาวะพัก มีความสงบนิ่งสมดุล ผู้ฝึกจะมีสติและรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายของการฝึกโยคะ Raja-Yoga คือการปลดปล่อยตัวเองจากโลภ โกรธ หลงและมีสมาธิ

ผมคิดว่าอันนี้คงช่วยให้เราหายสงสัย ว่าที่แท้จริงแล้วทำไมหลายๆคนจึงหันมาฝึกโยคะกัน แล้วก็จะได้เข้าใจว่าการฝึกโยคะไม่ใช่แค่การทำตัวอ่อนท่าสวยแบบไร้สติ เราหลายๆคนรวมทั้งผมด้วย คงยังไปไม่ถึงข้อที่7-8 ของมรรค 8 แห่งโยคะหรอก (หากไปถึงขั้นนั้นได้  ป่านนี้คงไปบวชกันหมดแล้วครับ...พี่...น้อง...) 

อย่างไรก็ตามแต่ หากเราฝึกโยคะอย่างมีสติตามแนวทางแห่งโยคะที่แท้จริง เราจะรู้จักกับตัวเราเองมากยิ่งขึ้น เราก็คงจะได้พบกับสมดุลย์ของชีวิตเราเอง ไม่นำพาเราไปสู่การบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างกลมกลืนและมีความสุข

ขอมรรค 8 แห่งโยคะจงอยู่ในใจของผู้ฝึกโยคะทุกๆคนตลอดไป เทอญ

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก สถาบันโยคะวิชาการ http://www.thaiyogainstitute.com/

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กรรมะโยคะ...


กรรมะโยคะ...

พอเราอ่าน คำว่า "กรรมะโยคะ" แล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ ฟังดูน่ากลัวใช่ไหมล่ะครับ อาจจะทำให้เราคิดไปถึงเรื่องเวรกรรม(ก็ไม่ผิด ถือว่าคิดไปถูกทางด้วยล่ะ) ชาวต่างชาติมักออกเสียงว่า "กามาโยคะ" แต่อย่าคิดไกลเลยเถิดไปถึงกามาสูตรนะครับ เดี๋ยวมันจะผิดประเด็นกันไปใหญ่ จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้มีความรู้ด้านภาษาสันสกฤตหรอกครับ อาศัยว่ามันใกล้เคียงกับภาษาไทย บวกกับการคอยสอบถามผู้รู้บ้าง และพยายามศึกษาเองบ้าง ก็เลยพอทราบความหมายของศัพท์สันสกฤตพื้นฐานบางคำ

กรรมะโยคะ ในที่นี้คนทั่วไปในวงการโยคะเขาจะเข้าใจกันว่ามันคือการทำอะไรเพื่อคนอื่น,ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจอันบริสุทธิและไม่หวังสิ่งใดๆตอบแทน บางสถาบันโยคะในอินเดีย อาจใช้คำที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นคือ คำว่า "Seva เสวะ" ก็คือการช่วยเหลือสังคม ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับสังคม พูดแล้วก็คือการทำบุญสร้างกุศลตามแบบของชาวพุทธเราดีๆนี่เอง ทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี และก็คงมีวิธีการสร้างบุญสร้างกุศลที่ใกล้เคียงคล้ายคลึงกัน เป็นสิ่งที่ดีมากๆสังคมเราจะน่าอยู่ หากเราคอยช่วยเหลือดูแลเกื้อกูลกัน

กรรมะโยคะ ในแนวทางโยคะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นการยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ  ในทางความคิดง่ายๆก็คล้ายๆ การเอาใจเขา...มาใส่ใจเรา... ในบางเวลา บางครั้ง เราต้องการความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากคนในสังคม แต่บางครั้งหรือหลายครั้งที่เราไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร แต่ในที่สุดก็มีคนใจดีมาช่วยเรา คนที่มาช่วยเราถือได้ว่าเขาได้ทำกรรมดี จัดเป็นกรรมะโยคะได้เช่นกัน  ในชีวิตเราทุกคนผมคิดว่าเราได้ทำกรรมดีมาแล้วอย่างมากมายนับไม่ถ้วน ในทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าการประกอบกรรมดีต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะเป็นอานิสงค์ ให้เราพบเจอแต่สิ่งดีๆในภายภาคหน้า(ทำดี ได้ดี...ทำชั่ว ได้ชั่ว) 

ผมว่าเป็นปรัชญาขั้นสูงสำหรับเรื่องของโยคะ เป็นอะไรที่เห็นผลทันที แต่เป็นผลที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเรานะครับ(ไม่ใช่ร่างกาย) ทุกครั้งที่เราทำกรรมะโยคะหรือกรรมดี เราจะรู้สึกสุขใจ อิ่มเอิบใจ อย่างชัดเจน ถึงแม้นบางกิจกรรมอาจจะเหน็ดเหนื่อยมากๆก็ตาม แต่เราก็ยินดีทำมันโดยไม่ปิปากบ่น และมีความสุขที่จะทำมัน  ในชีวิตผมก็มีทั้งด้านมืดและด้านสว่างในจิตใจ ก็คงเหมือนๆกับทุกๆคน แต่หวังว่าด้านที่สว่างจะมากกว่า(อย่าให้ด้านมืดในจิตใจครอบงำมากเกินไป จนกลายเป็น Lord Dark Weider ใน Star War) 

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่มักจะพยายามหากิจกรรมช่วยเหลือสังคมทำบ่อยๆ ที่ผมทำบ่อยมากๆเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมาก็คือ การไปวิ่งการกุศล10 กิโลเมตร เช้าตรู่วันอาทิตย์ ผมว่าเป็นอะไรที่เราเรียก "ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" คือได้ทำบุญทำกุศลพร้อมกับการได้ออกกำลังกายร่วมกับผู้คนมากมายในเวลาเดียวกัน  นักวิ่งแนวหน้าหลายๆท่าน น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาผมดี เพราะไปบ่อยมากๆ โดยผมร่วมทีมวิ่งกับธนาคารไทยพาณิชย์ ก็สุขใจทุกครั้งที่ได้ไป เขาก็จะนำเงินจากการสมัครวิ่งของเราไปทำการกุศลฯ ช่วงหลังภาระการสอนของผมเยอะมากๆและมีงานสอนตอนเช้าวันอาทิตย์ด้วย จึงเป็นเหตุให้ผม ต้องห่างหายจากการวิ่งการกุศลไปโดยปริยาย

ในโลกแห่งการสอนโยคะ ของผมก็เจอทุกรูปแบบล่ะครับ บางครั้งก็โดนเบี้ยวค่าสอนบ้างแต่ก็มีไม่มากและจำนวนเงินก็ไม่เกินหลักร้อย(ผมก็พอทำใจได้ไม่ยาก และคิดว่าไปทำบุญด้วยการสอนโยคะก็จบกันไป)  มีบางกรณี คือการไปสอนลูกค้าประเภทที่เรียกว่าส่วนตัว ที่ให้เราไปสอนให้ที่บ้านเขาเลย บางครั้งเขาก็พาเพื่อ,พาญาติมาเรียนกัน เพื่อเป็นการหารค่าใช้จ่าย ข้อดีของการสอนประเภทส่วนตัวแบบนี้ก็คือเราสามารถเรียกราคาค่าสอนได้ตามที่เราและเขาพอใจ ก็จะได้ค่าสอนมากกว่าที่เราไปสอนตามเฮลท์ครับหรือฟิตเนสทั่วๆไปอย่างแน่นอน  ข้อเสียคือบางครั้งเรากำลังเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปสอนเขาแล้วอยู่บนเส้นทางที่ใกล้จะถึงบ้านเขาแล้วหล่ะ บางครั้งถ้าซวยหน่อยคือไปถึงหน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว  ดันโทรมาของดเรียนแบบกระทันหัน ซึ่งตรงนี้สำหรับผมถ้าไม่ได้สอนก็ไม่กล้าที่จะไปคิดเงินค่าเดินทางอะไรกับเขาเดี๋ยวเขาจะหาว่าเรา ยุ๋มยิ๋ม, คิดเล็กคิดน้อย, เขี้ยว หลายๆครั้งพยายามทำความเข้าใจ แบบเอาใจเขา มาใส่ใจเรา (แต่สุดท้ายคนที่เสียความรู้สึกมากที่สุดก็คือตัวผมนี่เอง) ทั้งๆที่ผู้มีประสบการณ์หลายท่านในวงการโยคะต่างก็บอกว่า ควรขอเก็บเงินล่วงหน้า หากเกิดการงดเรียนต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน 24ชั่วโมง มิเช่นนั้นจะถูกหักเงิน 50% ของการจ่ายค่าสอนครั้งนั้นๆเป็นค่าเสียเวลาของครูผู้สอนผมก็ไม่เคยทำตามที่เขาแนะนำหรอก แบบว่าเป็นประเภทขี้เกรงใจมากๆ  ก็เลยคิดตามแนวทางพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นการปลอบใจตัวเอง ว่าชาติที่แล้วเราอาจจะเคยติดค้างเขาไว้เลยต้องชดใช้ในชาตินี้(แหม! พ่อพระแท้ๆ) แต่เพื่อเป็นการดับเหตุแห่งทุกข์ผมจึงค่อยๆเลิกรับงานสอนลักษณะส่วนตัวไป จนกระทั่งไม่รับเลยในที่สุด ผมเลือกที่จะสอนตามฟิตเนส, เฮลท์คลับ เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะได้ค่าสอนน้อยกว่านิดหน่อยแต่ก็ค่อนข้างแน่นอนและชัดเจน มีการทำงานที่เป็นระบบ แบบแผนมากกว่า ประกอบกับช่วงหลังผมมา ทำเทรนนิ่ง คือสอนคนอื่นเพื่อไปเป็นครูสอนโยคะอีกทีหนึ่ง ก็เลยรับงานสอนน้อยลง แต่มาทำเทรนนิ่งมากขึ้น ที่กล่าวมาทั้งหมดก็เป็น(เวร)กรรมของผมเกี่ยวกับการสอนโยคะล่ะครับ

มีครั้งหนึ่ง ผมได้นำนักเรียนในคอร์สครูฝึกโยคะ 200ชั่วโมง จากสถาบัน ฟิต ที่ผมรับผิดชอบการเทรนนิ่ง ไปทำกิจกรรมพิเศษ ด้วยการไปสอนโยคะให้กับคนตาบอด เป็นกรรมะโยคะที่ต้องจดจำไปตลอดชีวิต วันนั้นมีนักเรียนไปช่วยผมหลายคน ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน แรกๆก็แบ่งกันดีเลยเชียว ว่าใครจะสอนตรงไหน พอทำไปทำมา กลายเป็นว่า ผมสอนเกือบหมด เพราะต้องอธิบายให้ละเอียดมากกว่าปกติแบบที่ไม่เคยทำที่ไหนมาก่อน นักเรียนที่ไปร่วมสอนกับผมหลายๆคนประสบการณ์ในการสอนยังไม่มากนักจึงไม่รู้ว่าจะพูดแบบไหนดีที่จะทำให้คนที่มองไม่เห็น เข้าใจและทำท่าตามที่เราต้องการได้ ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน มันทำให้ผมพอจะเข้าใจว่าควรจะต้องอธิบายเขาแบบไหนดี ทั้งๆที่ผมก็ไม่เคยสอนคนตาบอดมาก่อน พอสอนเสร็จผมรู้สึกว่าเหนื่อยมากกว่าการสอนโยคะปกติสองหรือสามเท่าเพราะต้องพูดตลอดเวลาจริงๆ แล้วก็ต้องคอยมองพวกเขาตลอดเวลาว่าทำตามทีผมพูดได้อย่างถูกต้องหรือไม่ การสาธิตด้วยการทำท่าโยคะอาสนะไม่มีความหมายเลยสำหรับที่นี่ (เพราะนักเรียนกลุ่มนี้มองไม่เห็นครูผู้สอน) คนสอนทำได้แค่พูดและพูดให้เขาเข้าใจมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้เท่านั้น มันเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทายผมมากๆ  ผมใช้พลังเยอะมากๆในการสอนครั้งนี้  สอนเสร็จคอแห้งมากๆและมีคราบขาวๆรอบๆขอบปากผม เป็นสัญญาลักษณ์บอกให้ทราบถึงการขาดน้ำ เพราะในขณะที่สอน ผมได้ดื่มน้ำน้อยมากๆ  แต่เพียงแป๊บเดียว ความรู้สึกเหนื่อยร้าทั้งหมดของผมก็หายไปโดยสิ้นเชิงหลังจากที่ได้เห็นรอยยิ้มแห่งความสุขจากกลุ่มของคนตาบอดที่มาเข้าฝึกโยคะกับพวกเราในครั้งนี้ พอเสร็จคลาสก็เป็นช่วงเวลาของการรับประทานอาหารกลางวัน ก็เลยถือโอกาสช่วงที่รับประทานอาหารกลางวันด้วยกันได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มคนตาบอด คนตาบอดบอกว่าชอบมากๆ หากเป็นไปได้ก็อยากให้ไปสอนพวกเขาบ่อยๆ ปกติเขาก็เคยมีการฝึกโยคะอยู่บ้างแล้วก่อนหน้านี้ แต่ที่พิเศษก็คือวันนี้ได้ไหว้พระอาทิตย์(สุริยะนมัสการ)เนื่องจากเขาไม่เคยไหว้พระอาทิตย์มาก่อนเลย  กลุ่มคนตาบอดที่มาฝึกโยคะกับพวกเราดูมีความสุขมากๆ แต่พวกเขาจะรู้หรือไม่ว่าผมและคณะที่มาช่วยร่วมสอนทุกคนก็มีความสุขมากๆไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าพวกเขาเลยเช่นกัน (ผู้ให้ย่อมสุขใจกว่าผู้รับ)

การได้ไปสอนโยคะให้กับคนตาบอดของผมในครั้งนั้น เป็นกรรมะโยคะที่ผมรู้สึกประทับใจและคงไม่มีวันลืมได้ คิดถึงสิ่งนี้เมื่อไหร่ ก็รู้สึกสุขใจ อิ่มเอิบใจทุกครั้ง...

แล้ววันนี้คุณได้ประกอบกรรมะโยคะบ้างหรือยัง?

ขอพลังแห่งกรรมะโยคะจงอยู่กับผมและผู้ที่มีศรัทธาในกรรมะโยคะทุกคนตลอดไป เทอญ

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โยคะ...คืออะไร?...


โยคะ...คืออะไร?...

ผมได้พูดถึงเรื่องหลายเรื่อง เพื่อเป็นการเล่าประสบการณ์ต่างๆเกี่ยวกับโยคะของผมให้ทุกท่านได้อ่าน แต่จริงๆแล้ว มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆของโยคะเพียงเท่านั้น ส่วนโยคะที่แท้จริงแล้วเป็นฉันใด? ดังนั้นในบทความนี้ก็เลยอยากให้ทุกๆท่านได้ทราบถึงความเป็นมาเป็นไปของโยคะ เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

โยคะคือภูมิอันนิรันดร์ของอินเดีย มีหลักฐานเกี่ยวกับโยคะตั้งแต่สมัยอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ เมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสต์กาล นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าโยคะมีมากกว่า 5,000 ปีแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาโยคะยังคงเป็นศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของวัฒนธรรมอินเดีย และยังคงมีบทบาทสำคัญ มีคุณค่าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของยุคสมัย


โยคะถือกำเนิดจากอินเดีย โดยมีความผูกพันอยู่กับปรัชญาและศาสนาฮินดู หากแต่สาระสำคัญของโยคะได้แยกออกจากความเชื่อทางศาสนาโดยสิ้นเชิง ทั้งโยคะยังไม่เคยเรียกร้องหรือกล่าวอ้างถึงความเชื่อใด ๆ โยคะเป็นศาสตร์ที่เปิดกว้างต่อมนุษย์โดยไม่ขึ้นกับศาสนา ไม่ขึ้นกับชาติพันธุ์ใด ๆ แก่นของโยคะอยู่ที่การแสวงหาทางจิตวิญญาณ ด้วยความปรารถนาที่จะเข้าใจลึกลงไปถึงความหมายของชีวิต รวมทั้งองค์ประกอบโดยรอบ

คำว่าโยคะซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า “รวม, เต็ม หรือ Integration” กล่าวคือโยคะหมายถึงกระบวนการที่มนุษย์เรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอย่างเป็นองค์รวมให้ได้มากที่สุด ซึ่งรวมไปถึงการทำความรู้จักตัวตนของตนเองและการลดทอนหรือขจัดสภาวะต่าง ๆ ที่บั่นทอนความเป็นองค์รวมนี้

ด้วยคำจำกัดความเช่นนี้ โยคะเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง จำเป็นต้องหมั่นตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา และเกี่ยวโยงกับทุก ๆ แง่มุมของชีวิต

ในการอยู่อย่างเป็นองค์รวม โยคะให้ความสำคัญกับเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้มนุษย์รู้จักมูลเหตุทุกชนิดที่ขาดความสมดุล อันเกิดความเจ็บป่วย และจัดปรับให้มันคืนสู่ความเป็นปกติ ดังนั้นโยคะอันเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วย พัฒนาการทางด้านจิตของมนุษย์ จึงเป็นศาสตร์ทางด้านกาย ทางด้านการบำบัดรักษาไปพร้อม ๆ กัน

โยคะคืออะไร?

ในเบื้องต้น เราพอจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า โยคะคือวินัยต่อร่างกายและจิตใน มุ่งไปที่การประสานกลมกลืนกันของระบบต่าง ๆ ของชีวิต โดยอาศัยเทคนิคหลาย ๆ อย่างประกอบกัน ทั้ง อาสนะ (การฝึกท่าทางกาย), การหายใจ, และสมาธิ ฯลฯ

สภาวะ 3 ประการของโยคะ

1. การรวมกาย – จิต เข้าด้วยกัน อันหมายถึงการมีสติ รู้อยู่กับ กาย ตลอดเวลา

2. ความสมดุล โยคะคือการสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ทั้งสมดุลภายในตนเอง และสมดุลระหว่างตนเองกับสิ่งรอบตัว

3. การพัฒนาจิต กระบวนการของโยคะเป็นการฝึกจิต โยคะทำให้จิตเข้มแข็ง ตลอดจนยกระดับจิตให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

หากเราสามารถผสานโยคะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เราจะพบว่าโยคะไม่เพียงคลายปัญหาต่าง ๆ ให้เราโยคะยังเปิดหนทางใหม่ของการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข


อาสนะ ทำไม และ อย่างไร?

แปลและเรียบเรียงจาก คำนำ หนังสือ Asana How & Why โดย Sri O.P. Tiwari พิมพ์โดย Kaivalyadhama, India

หนังสือ “ทำไมเราต้องฝึกอาสนะ และฝึกอย่างไร” นี้ ไม่เคยมีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือเพราะผู้เขียนเชื่อว่าตนเขียนได้ดีกว่า หากเป็นเพราะผู้เขียนรู้สึกว่าเราควรมีหนังสือเกี่ยวกับอาสนะที่เขียนด้วยภาษาง่าย ๆ อ่านเข้าใจกันได้ทุกคน

ในความเป็นของผู้เขียน หนังสือ Asana โดย สวามี กุลวัลยนันท์ น่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับอาสนะที่ดีที่สุด หนังสือดังกล่าวตีพิมพ์ในปัจจุบัน ได้รับอานิสงค์มาจากหนังสือดังกล่าวรวมทั้งหนังสือ “ทำไมเราต้องฝึกอาสนะและฝึกอย่างไร” เล่มนี้ด้วย

ชื่อหนังสือเล่มนี้ มาจากคำถามยอดนิยมที่นักเรียนชอบถาม “ทำไมเราต้องฝึกอาสนะและฝึกอย่างไร” เรารับรู้ว่าการทำอาสนะเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่มีใครอธิบายให้ฟังได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ปัจจุบัน มีการสอนโยคะกันมากครูแต่ละท่านก็อธิบายแตกต่างกันไป บ่อยครั้งก่อให้เกิดความสับสน จึงจำเป็นที่ผู้เรียนควรจะรู้ ควรจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงเทคนิคต่าง ๆ ของอาสนะ ว่ามันจำเป็นอย่างไร

ก่อนอื่นคงต้องอธิบายว่าอาสนะคืออะไร อาสนะคือท่านั่งพักเฉพาะตัวของสัตว์แต่ละชนิด ซึ่งมีทั้งหมด 84,000,000 (แปดสิบสี่ล้าน) ท่า ตามจำนวนของสัตว์ทั้งหมด 84 ล้านชนิด

นักประวัติศาสตร์พบรูปปั้นคนทำอาสนะ ในทวีปอเมริกาใต้ (ประเทศเม็กซิโก) มีอายุราว 3500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อาสนะ ได้รับความสนใจ และเผยแพร่ออกนอกอินเดีย สำหรับผู้เขียน ประโยชน์ของอาสนะ จึงมิใช่เพียงการสอนมนุษย์ให้รู้จักนั่งอย่างไรเท่านั้น หากยังสอนให้เรามีสุขภาพดี ทำให้ปราณ หรือพลังชีวิตภายในไหลเวียนได้ดี นักประพันธ์ชาวอินเดียได้เขียนไว้เมื่อราวปี ค.ศ. 300 ว่า “หากเราไม่สามารถเข้าถึงการหลุดพ้นตามวิถีพุทธ ให้ลองพยายามแบบวิถีโยคะ” สรุปได้ว่าอาสนะคือ การสอนให้เรานั่งให้ตรง ทำให้ร่างกายแข็งแรง ให้ปารณไหลเวียนได้ดี เพื่อพาเราไปสู่การหลุดพ้น อันคือเป้าหมายทางจิตวิญญาณของมนุษย์

ทุกวันนี้ เรากล่าวเรื่องประโยชน์ของอาสนะต่อสุขภาพกันมาก สวามี กุลวัลยนันท์ อธิบายไว้ดังนี้ “อวัยวะของมนุษย์ล้วนทำจากเนื้อเยื่อ สุขภาพของมนุษย์จึงขึ้นกับสุขภาพของเนื้อเยื่อ ตามหลักสรีระวิทยา ความแข็งแรงของเนื้อเยื่อขึ้นกับหลัก 3 ประการ คือ

1. มีสารอาหารที่เหมาะสมมาหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ และมีฮอร์โมนมาหล่อเลี้ยง

2. มีการขจัดของเสียออกจากเนื้อเยื่ออย่างมีประสิทธิภาพ

3. ระบบประสาทที่เชื่อมโยงมาตามเนื้อเยื่อทำงานได้ดี

ทีนี้มาดูกันว่าอาสนะทำหน้าที่ 3 ประการนี้ได้อย่างไร ในสองข้อแรก สารอาหารที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นกับอาหารที่เรารับเข้าไปเท่านั้น หากขึ้นกับประสิทธิภาพของการย่อยและการดูดซึมด้วย โดยมีเลือดเป็นตัวนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย นั่นคือระบบไหลเวียนของโลหิตก็ต้องดี อาสนะทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดี อาสนะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง ทั้งอาสนะยังทำให้อวัยวะในช่องท้องวางตัวในตำแหน่งที่ถูกต้อง ช่วยให้การขจัดของเสียเป็นไปด้วยดี

ระบบไหลเวียนของโลหิตขึ้นกับหัวใจซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุด โยคะช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ท่าอาสนะบางท่ายกกระบังลมขึ้นสูง เป็นการนวดกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรง นอกจากนั้น ระบบโลหิตยังขึ้นกับสุขภาพของหลอดเลือด อาสนะที่กลับเอาเท้าชี้ฟ้า ช่วยลดปัญหาเส้นเลือดขอด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้หัวใจ และวาล์วในหลอดเลือดได้มีโอกาสพัก

สุขภาพที่ดีของเนื้อเยื่อยังขึ้นกับออกซิเจน อาสนะทำให้ระบบหายใจทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ระบบหายใจกับความแข็งแรงของปอด และกล้ามเนื้อรอบ ๆ ท่าอาสนะหลายท่าทำให้เราต้องสูดหายใจเข้าลึก บ้างต้องกลั้นหายใจซักครู่ ทำให้ปอดรับออกซิเจนได้เต็มที่ บางอาสนะก็เป็นการช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพของโพรงจมูกโดยตรง

ระบบฮอร์โมน ที่ดีมีผลโดยตรงต่อสุขภาพที่ดี อาสนะช่วยบริหารต่อมไทรอยด์ ต่อมพิตูอิตารี และต่อมไพเนียล อาสนะทำให้อวัยวะในระบบสืบพันธุ์ เช่น รังไข่ มีสุขภาพแข็งแรง

ในข้อที่สาม เรื่องของระบบประสาท เนื้อเยื่อทุกชิ้นต่อเชื่อมกับระบบประสาท ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อทำงานได้ระบบประสาทที่ดี ก็จะทำให้เนื้อเยื่อทำงานได้ดี อาสนะหลายท่าทำให้เลือดไหลไปหล่อเลี้ยงสมองได้ดี ส่งผลให้เส้นประสาททั้งหลายดีไปด้วย และอาสนะทุกท่าทำให้สร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกสันหลัง อันเส้นทางเดินของระบบประสาทจากสมองที่เชื่อมไปยังอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย

นอกจากประโยชน์ของอาสนะเพื่อการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายแล้ว อาสนะยังให้ประโยชน์ในเรื่องของการเข้าสู่สภาวะแห่งสมาธิ ท่าอาสนะเพื่อสมาธินี้ได้รับการจัดแบ่งไว้เป็นอีกหนึ่งกลุ่ม อาสนะในกลุ่มนี้ฝึกให้แนวกระดูกสันหลังตรง ลดแรงกดในบริเวณช่องท้อง ให้เลือดไหลเวียนมาบริเวณกระดูกเชิงกรานมากขึ้น หล่อเลี้ยงประสาทปลายกระดูกก้นกบ ทั้งยังลดการเคลื่อนไหวของร่างกาย อันเป็นการลดการใช้พลังงานของร่างกาย นำพาร่างกายเข้าสู่ภาวะสงบนิ่ง เป็นสมาธิ

ปตัญชลีระบุว่า “อาสนะทำให้ชีวิตสงบ และเป็นสุข” ทั้งยังตีความได้ว่า อาสนะคือท่าที่ทำให้เรานิ่ง และสบาย ศรี สวาตะมาราม กล่าวว่า “อาสนะจะต้องเป็นไปเพื่อความสงบ, ปราศจากโรค ขณะเดียวกันก็เพื่อ ความเบาสบาย และความสุข หาไม่แล้วท่าต่าง ๆ ที่เราฝึกก็เป็นเพียง การออกกำลังกายชนิดหนึ่ง” เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามต่อมาก็คือ ถ้าเช่นนั้น เราจะฝึกอาสนะอย่างไร โดยปตัญชลีตอบว่า “ขณะทำอาสนะ การใช้แรงให้เป็นไปจะเหนือกว่าฝึกแบบอาสนะ โดยไม่มีความสงบทั้งร่างกาย และจิตใจ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกคนจะเข้าใจกับโยคะมากขึ้น และนำการฝึกโยคะมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้อย่างเหมาะสม

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่ผมและผู้ฝึกโยคะทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ขอขอบคุณ ข้อมูล: โยคะคืออะไร จาก สถาบันโยคะวิชาการ http://www.thaiyogainstitute.com/

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มีคนเคยบอกว่า ฝึกโยคะแล้วใบหน้าจะดูเยาว์วัย, ความจำก็จะดี (((?)))



(จิมมี่ในท่าศรีษะอาสนะและสรวางคอาสนะ)

มีคนเคยบอกว่า ฝึกโยคะแล้วใบหน้าจะดูเยาว์วัย, ความจำก็จะดี (((?)))

เมอร์รี่ คริสต์มาส ครับ สาวกโยคะทุกๆท่าน ที่ผ่านเข้ามาอ่านบทความ วันนี้ 25 ธันวาคม 2552

กูรูทางด้านโยคะ หลายต่อหลายท่านถึงแม้นว่าอายุอานามจะค่อนข้างมากโขแล้ว แต่ก็ยังดูสุขภาพแข็งแรง เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกันบางครั้งอาจดูอายุน้อยกว่า ที่สำคัญยังมีความจำที่ดีเยี่ยมอีกต่างหาก หลายๆคนจึงฟันธงว่าอาจเป็นเพราะการฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องของท่านแน่ๆ แล้วหลายๆคนก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า แล้วมันมีโยคะท่าไหนบ้าง? ที่จะช่วยทำให้เราดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอและไม่ขี้หลงขี้ลืม จากเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนี่เองสาวน้อยสาวใหญ่หลายคนจึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการหันมาฝึกโยคะแบบทุ่มสุดชีวิต(อนิจจา)

จากบทเกิ่นนำตอนต้น ที่ยังคงทิ้งคำถามที่หลายคนเฝ้าตามหามาตลอดว่า ฝึกโยคะท่าไหน? แบบไหน? จึงจะดูเยาว์วัย และความจำดี จากตำราหลายๆเล่มที่ผมเคยอ่าน จากคำบอกเล่าของอาจารย์หลายๆท่านที่พูดต่อๆกันมา รวมจนถึงประสบการณ์ตรงของผู้ฝึกโยคะหลายๆท่าน ต่างกล่าวไว้ใกล้เคียงคล้ายคลึงกันว่า...ท่าโยคะอาสนะที่มีผลกับระบบไหลเวียนเลือดที่บริเวณใบหน้า,ศรีษะและสมอง มักเป็นท่าที่ทำในลักษณะเท้าชี้ฟ้าหัวทิ่มดินต่างๆ(Inversion Pose) เช่น ศรีษะอาสนะ(Head Stand), นิราลัมภะ ศรีษะอาสนะ(Tri Pot), สรวางคอาสนะ(Shoulder Stand) นอกจากนี้ก็ยังมีท่าโยคะอาสนะ ที่เราทำให้ศรีษะต่ำกว่าสะโพกอีก เช่น อโดมุกขะ สวานาสนะ(Down ward Facing Dog Pose), อุตตะนาสนะ(Standing Forward Bend Down), ประสาริตตะ ปาโดตะนาสนะ(Standing Leg Wide Forward Bend Down), ซาซาคาสนะ(Rabbit Pose) นอกจากนี้ก็ยังคงมีท่าโยคะอาสนะอื่นๆอีกมาก ที่มีผลกับใบหน้า ศรีษะและสมอง

เนื่องจาก ท่าโยคะอาสนะต่างๆดังที่ได้กล่าวมานั้น เป็นการทำให้ศรีษะของเราเปลี่ยนลงมาอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าตำแหน่งของหัวใจ ซึ่งโดยปกติแล้ว ท่ายืนของมนุษย์นั้น ศรีษะจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าหัวใจ จึงทำให้การสูบฉีดเลือดเพื่อไหลเวียนจากหัวใจไปสู่ศรีษะต้องออกแรงต่อต้านแรงดึงดูดของโลก หัวใจของเราจึงทำงานหนักเสมอเพื่อส่งเลือดไหลเวียนไปยังตำแหน่งที่สูงกว่า ดังนั้นการที่เราทำให้ศรีษะของเราเปลี่ยนลงมาอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าตำแหน่งของหัวใจ นอกจากจะช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจผ่อนคลายชั่วขณะแล้ว ยังเป็นการเพิ่มปริมาณเลือดที่ส่งไปสู่ใบหน้า,ศรีษะและสมองอีกด้วย

ในร่างกายของเรามีองค์ประกอบที่แยกย่อยออกเป็นเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆมากมาย และเซลล์ต่างๆเหล่านั้นก็ต้องการสารอาหาร เพื่อมาหล่อเลี้ยง บำรุง ซ่อมแซม รักษา ส่วนที่สึกหลอต่างๆในร่างกายของเรา การที่เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอก็มีผลทำให้ร่างกายของเราอาจจะต้องเสื่อมสภาพไปก่อนวัยอันควร    ระบบการไหลเวียนเลือดของเราก็เป็นส่วนหนึ่งในการนำสารอาหารบางประการไปสู่เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกายของเรา ดังนั้นการที่เราทำท่าโยคะอาสนะที่ศรีษะลงมาอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าหัวใจ จึงมีผลให้เลือดของเราและอ็อกซิเจนไหลเวียนไปสู่ใบหน้า ศรีษะและสมองอย่างเต็มที่  เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆบริเวณใบหน้าศรีษะและสมองของเราก็จะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่เพียงพอด้วย  ซึ่งตามข้อสันนิษฐานดังกล่าวนี้เองอาจมีผลทำให้ช่วยชลอการเสื่อมลงของเซลล์บริเวณใบหน้า, ศรีษะและสมอง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราอยากจะมีใบหน้าเยาว์วัยหรือความจำดี ก็ให้ไปทำแต่ท่าต่างๆเหล่านี้ที่ผมกล่าวมา โดยแคร์อะไรทั้งนั้นนะครับ มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมายครับ เช่น

- การรับประทานอาหารและการพักผ่อนที่เหมาะสมเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

- มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในการฝึกโยคะอาสนะที่ค่อนข้างดี

- มีการแต่งกายที่เหมาะสมสำหรับการฝึกโยคะ

-ในขณะที่ฝึกควรท้องว่าง หรือรับประทานอาหารก่อนที่จะฝึกอย่างน้อย2-3ชั่วโมง

- ฝึกในสถานที่ ที่มีอากาศถ่ายเท สะดวก

- ควรมีเสื่อโยคะ หรือผ้าห่มผืนใหญ่พับสองทบ มารองร่างกายในขณะที่เราฝึกโยคะอาสนะ

- ปิดอุปกรณสื่อสาร และตัดขาดจากสิ่งรบกวนทั้งภายในและภายนอกจิตใจ ในขณะที่ทำการฝึก เพราะในบางท่าอาสนะต้องใช้สมาธิอย่างมาก

- ควรมีการอบอุ่นร่างกายอย่างถูกต้อง เหมาะสม และเพียงพอ ก่อนที่จะไปทำท่าโยคะอาสนะต่างๆข้างต้นที่ได้กล่าวมาแล้ว

- ไม่มีโรคประจำตัวหรืออาการบาดเจ็บตามส่วนต่างๆของร่างกายซึ่งเป็นอุปสรรคในการฝึก รวมไปจนถึง ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือมีประจำเดือนก็ไม่สมควรฝึกท่าต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น หรืออาจปรึกษาแพทย์ก่อนการฝึก (พึงระลึกไว้เสมอว่าครูสอนโยคะไม่ใช่หมอ เพื่อความแน่ใจและถ้าจำเป็นปรึกษาแพทย์ไว้ก่อนเป็นดีที่สุด)

- ท่าโยคะอาสนะบางท่าต้องใช้ทักษะพอสมควรดังนั้น ต้องรู้จักการประมาณตน ควรประเมินตนเองให้ดีเสียก่อนว่าอาสนะไหนเราสามารถทำได้อาสนะไหนควรหลีกเลี่ยงเพราะไม่มีใครจะมารู้จักตัวของเราได้ดีเท่ากับตัวของเราเอง

- ควรได้รับการฝึกภายใต้การแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทางด้านการฝึกโยคะ สำหรับการฝึกครั้งแรกๆพยายามมาฝึกกับครูผู้เชี่ยวชาญ พอฝึกบ่อยครั้งจนชำนาญแล้วจึงอาจจะค่อยไปเริ่มกลับไปฝึกด้วยตนเอง

- ความพร้อมในการฝึกทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของเราในแต่ละวันไม่เท่ากัน ดังนั้นควรมีการประเมินขีดความสามารถของร่างกายเราแบบคลาสต่อคลาส หรือวันต่อวัน อย่าใช้แค่ความเคยชินเพียงอย่างเดียว

- อย่าให้ความเข้าใจผิดๆในการฝึกโยคะ มาเป็นสิ่งที่ทำร้ายตัวคุณเอง(จงเปิดใจให้กว้าง) อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ แบบไร้เหตุผล

แล้วถ้าสิ่งที่กล่าวมาเนี่ยมีทั้งหมด ทำได้(ก็เข้าสู่สภาวะที่เขาเรียกกันว่า ขั้นเทพ ดีๆนี่เอง) แต่ก็ยังไม่ได้เห็นผลอะไรที่ชัดเจน ที่ควรเกิดขึ้นกับใบหน้าและสมอง อันนี้เป็นพวกเดียวกับผมครับแต่ว่าผมยังไม่ใช่ขั้นเทพก็เท่านั้น สิ่งที่เกิดกับผมคือใบหน้าผมคงที่(หน้าตาดูสูงวัยแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว เลยดูแก่คงที่), เส้นผมเริ่มลดน้อยหายไปเรื่อยๆ และก็ดูว่าจะหายไปเร็วกว่าปกติ(ไม่รู้มันจะรีบไปไหน), เรื่องของความคิดความจำส่วนใหญ่ผมว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่นานๆทีก็มีบางเรื่องที่ลืมเอาดื้อๆก็มีเหมือนกัน(แล้วถ้ามีโอกาสจะเล่าให้ฟังถึงการหลงลืม ที่ต้องจดจำไปตลอดชีวิตของผม)  โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันน่าจะมีเรื่องของพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะตระกูลฝั่งทางคุณพ่อของผมส่วนใหญ่ผมน้อยก่อนวัยอันควรกันทั้งนั้น อีกอย่างก็เรื่องของความบ่อยถี่ในการฝึก ในตำนานกล่าวไว้ว่าโยคะสามารถฝึกได้เป็นประจำทุกวันประหนึ่งว่าเป็นกิจวัตรประจำวัน หรืออย่างน้อยก็ควรฝึกสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณไม่ต่ำกว่า 30 นาที

ของบางอย่าง บางทีก็ต้องใช้เวลา และเวลาที่ใช้ของแต่ละคนก็คงไม่เท่ากัน(บางคนอาจต้องใช้เวลาตลอดทั้งชีวิต)

ความพอดีสำหรับบางคนดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจและยังหากันไม่เจอสักที อย่างไรก็ตามแต่ผมก็พึงพอใจมากๆกับสิ่งที่ผมได้รับจาการฝึกโยคะมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อย้อนกลับไปทบทวนความจำครั้งแรกที่ผมเริ่มฝึกโยคะ ผมก็เป็นผู้ชายธรรมดาที่ตัวแข็งคนหนึ่ง ก้มตัวไม่ค่อยลง ปัจจุบันตัวผมอ่อนพอประมาณ(ปัญญาก็เริ่มจะอ่อนตามตัวแล้วตอนนี้) ต้องบอกตรงๆว่าผมคงหันไปทำอาชีพอื่นไม่ได้นอกจากสอนโยคะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลังแห่งโยคะจะช่วยให้ผู้ฝึกโยคะทุกท่านมี ใบหน้าที่ดูเยาว์วัยและมีความจำที่แม่นยำไปอีกนานแสนนาน

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ป้ายกำกับ

Powered By Blogger