เรื่องเล่า...จากครูโยคะ

เรื่องเล่า...จากครูโยคะ เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์การสอนโยคะของครูจิมมี่ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ สอดแทรกอารมย์ขัน เหมาะกับผู้ที่สนใจในการฝึกโยคะ, ครูฝึกโยคะและทุกๆคน ทุกเพศทุกวัย



สำหรับทุกๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใช้บริการ อ่านบล็อก เรื่องเล่า...จากครูโยคะ โดยครูจิมมี่ สามารถเลือกคลิ๊กเข้าไปอ่าน บทความอื่นๆได้ ที่เดือนต่างๆ ซึ่งเรียงอยู่ทางด้านขวามือของบทความ ขอบพระคุณมากครับ



ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป...นมัสเต...





แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Jimmy Thai Yoga แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Jimmy Thai Yoga แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

อาจเป็นบททดสอบจากเบื้องบน..สำหรับคนสอนโยคะอย่างผม

อาจเป็นบททดสอบจากเบื้องบน..สำหรับคนสอนโยคะอย่างผม
(อาจจะเป็นอวตารแห่งพระศิวะแอบมาทดสอบครูสอนโยคะอย่างผมก็เป็นได้)

ผมมีประสบการณ์หนึ่งเกี่ยวกับการสอนโยคะของผมที่อยากจะแชร์ให้ทุกๆท่านได้อ่านครับ ผมยังคงจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างแม่นยำและไม่มีวันลืมเลือน...


เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นกับผม สักประมาณเมื่อ8-9ปีที่แล้วครับ  แน่นอนครับ ตอนนั้นผมเองก็เพิ่งจะเริ่มสอนโยคะได้ไม่นานล่ะครับ น่าจะสอนโยคะได้เพียงแค่2-3ปีเท่านั้น(เป็นช่วงที่กำลังร้อนวิชา...แต่ก็มีบาดแผลในใจพอประมาณจากการสอนโยคะแล้วล่ะครับ ณ ตอนนั้น) มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชื่อท่าฝึกโยคะอาสนะต่างๆที่ผมใช้สอนน่ะครับ คงพอจะเข้าใจใช่ไหมล่ะครับ ว่าท่าโยคะน่ะมีเย๊อะโคตรๆ เราก็ต้องเลือกเอาล่ะครับ ว่าเราจะเลือกจดจำชื่อท่าโยคะอาสนะแต่ล่ะท่าเป็น ภาษาอะไรดี ไทย / อังกฤษ / สันสกฤต ซึ่งระดับสติปัญญาอย่างผมก็คงจะจำชื่อท่าโยคะอาสนะได้เพียงบางท่าเท่านั้นล่ะครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นท่าหลักๆที่เรามักจะใช้สอนเป็นประจำน่ะครับ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่เรามักจะนำท่าโยคะอาสนะที่เราไม่รู้จักมาสอน เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศและสร้างความท้าทายให้กับผู้ฝึก แต่ก็ไม่ได้เป็นท่าที่โหดร้ายทารุณหรือดัดตัวกันจนหนักหนาสาหัสมากเกินไป...แล้วก็มักจะมีคำถามตามมาทันทีล่ะครับว่า "ครูๆ ไอ้ท่าโยคะที่ครูสอนวันนี้มันชื่อท่าอะไรน่ะครับ เอ่อ.ที่ครูสอนใหม่วันนี้น่ะครับ?" บางท่าที่เรามีการตระเตรียมการมาเป็นอย่างดี เราก็พอจะตอบได้ล่ะครับ...แต่มันเหมือนเป็นเวรกรรมตรงที่ว่าไอ้ท่าที่เขาชอบถามเราดันเป็นท่าที่เราไม่รู้ชื่อหรือจำชื่อไม่ได้(มันเป็นซะอย่างนั้น) อันนี้เกิดขึ้นกับผมเป็นประจำในช่วงนั้น ผมก็ทำเท่าที่สามารถทำได้ล่ะครับ ว่ากันตรงๆ ท่าไหนทราบก็บอก หากไม่ทราบก็บอกไปเลยว่าไม่ทราบแต่ถ้าเขายังอยากรู้อยู่ก็จะไปติดตามค้นคว้าเสาะแสวงหาให้


วันหนึ่ง เป็นวันที่ผมก็ต้องไปสอนโยคะตามปกติ ตามตารางชีวิตของผมนี่แหล่ะ ก็มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งรูปร่างกำยำล่ำสัน แต่ใส่แว่นตาดูเป็นประเภทคงแก่เรียนนิดๆ เข้ามาฝึกโยคะในคลาสของผมด้วย ส่วนใหญ่แล้วในคลาสโยคะที่ผมสอนโดยทั่วๆไป ประมาณ90เปอร์เซ็นต์จะเป็นสุภาพสตรีล่ะครับที่มาเข้าคลาส ส่วนอีก10เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นสุภาพบุรุษแท้บ้างไม่แท้บ้างประปรนกันไปตามแต่โอกาส สุภาพบุรุษท่านนี้พอจบคลาสแล้วก็เดินตรงปรี่มาหาผมทันทีเลยล่ะครับ มาพร้อมกับข้อสงสัยต่างๆนานาพอประมาณ แน่นอน เขาก็ถามชื่อท่าโยคะอาสนะที่เขาอยากทราบ...ซึ่ง ณ ตอนนั้นผมก็ไม่ทราบไอ้ชื่อนั้นซะด้วย พร้อมกับถามต่อถึงสรรพคุณต่างๆของท่าดังกล่าวด้วย...เมื่อผมไม่ค่อยทราบข้อมูลมากนักจึงตอบไปเท่าที่ทราบแล้วก็บอกว่าจะไปค้นคว้าข้อมูลมาตอบให้ในครั้งต่อไปของการเรียนการสอน...


เมื่อถึงการสอนครั้งต่อไปที่นี่เวลาเดิมสุภาพบุรุษท่านนี้ก็มาตามนัดเลยล่ะครับ มาเข้าร่วมคลาสตามปกติทำท่าโยคะอาสนะได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการฝึกเป็นอย่างมาก(ไม่เหมือนบางท่านที่มาเข้าคลาสโยคะเพียงเพราะตามกระแสนิยม) พอผมสอนเสร็จเขาก็รีบเดินเข้ามาหาผมทันทีและผมจึงบอกชื่อท่าโยคะอาสนะที่ติดค้างไว้ในครั้งที่แล้วให้เขาทราบพร้อมทั้งสรรพคุณต่างๆของท่าโยคะอาสนะนั้น เขาค่อนข้างแสดงออกทางสีหน้าถึงความพึงพอใจเป็นอย่างมากกับคำตอบที่ได้รับ ผมก็คิดว่าเรื่องคงจะจบแล้ว แต่ไม่ครับพี่แกเอ่ยปากก่อนผมจะเดินหันหลังว่า "ครูครับอีกนิดหนึ่ง" ณ ตอนนั้นผมคิดในใจแค่ว่า ไอ้ที่ว่าอีกนิดหนึ่งของแกนี่ สงสัยคงไม่ใช่งานง่ายสำหรับฉันอีกแล้วล่ะมั๊งเนี่ย...ดังที่คิดไว้พี่แกรีบถามตามมาทันทีว่า"แล้วท่าวันนี้ล่ะครับครู ท่านี้ผมทำให้ดูครู แล้วพี่แกก็ทำท่าให้ดู ตอนสอนท่านี้ครูไปค่อนข้างไวน่ะครับ ผมว่าครูยังไม่ได้บอกชื่อท่าแล้วก็มันช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนไหนน่ะครับ???" มันมาอีกแล้ว (ที่ฉันไม่บอกชื่อท่าและสรรพคุณต่างๆและไปค่อนข้างไปไวสักนิดหนึ่งในการทำท่านี้เพราะฉันไม่ค่อยทราบข้อมูลของท่านี้อ่ะซิว๊ะ) ผมคิดในใจแค่ว่าเอาอีกแล้ว โดนอีกแล้วเรา...เช่นเคยผมก็บอกเขาเท่าที่ทราบ ไอ้ที่ไม่ทราบจะกลับไปทำการบ้านหาข้อมูลมาบอกให้ในครั้งต่อไป แล้วผมก็คิดในใจเล่นๆว่าแล้วทำไมถ้าเขาอยากทราบแล้วไม่ไปหาข้อมูลเอาเองล่ะ? พอมาคิดไปคิดมามันก็น่าสนใจตรงที่ว่า ถ้าเขาฝึกโยคะแล้วมาถามชื่อท่าฝึกกับครูผู้สอนโยคะว่าท่านี้ชื่ออะไร? แล้วครูผู้สอนดันตอบเขาไม่ได้ แล้วจะให้เขาไปถามกับใครล่ะครับ???...ถ้าคิดดีๆแล้วมันเป็นการบ่งบอกถึงการไม่ค่อยได้เอาใจใส่ในอาชีพของเรา เขาอาจจะเข้าใจได้ว่าเราเป็นพวกสักแต่ว่าพอสอนได้ทำท่าโยคะอาสนะต่างๆได้..แล้วก็มาสอนไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับโยคะ ร่ำเรียนมาจากไหนก็ไม่รู้...



(หนังสือ Light on Yoga พี่ซิงซื้อมาฝากผมจากอินเดีย เมื่อวันที่๒๘สิงหาฯ๒๕๔๕) 

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาตำราโยคะต่างๆก็มักจะอยู่ไม่ห่างกายผมเลยล่ะครับ ช่วงนั้นเล่มยอดฮิตที่สุดของผมก็คือ Light on Yoga ของท่าน บีเคเอส ไอเยนคาร์ ที่เลือกเล่มนี้เพราะว่าเล่มเดียวสามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน ทั้งมีท่าเย๊อะ มีชื่อท่าครบถ้วน มีประโยชน์และข้อควรระวังต่างๆในแต่ละท่าอย่างชัดเจน และใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษที่ระดับความสามารถภาษาน้อยนิดอย่างผมพอเข้าใจได้ไม่ยากนัก ช่วงนั้นเล่มนี้ก็จะติดกระเป๋าเกือบตลอดเวลาเลยล่ะครับ(ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ก็ยังอยู่ในชั้นวางหนังสือของผม..ถึงแม้นสภาพของมันจะค่อนข้างเสื่อมโทรมไปพอสมควรกับการเวลาก็ตาม แต่เห็นทีไรมีคุณค่าทางจิตใจและทำให้ผมได้หวนรำลึกนึกถึงเรื่องนี้เสมอ) ผมท่องจำชื่อท่าโยคะอาสนะรวมจนถึงประโยชน์ต่างๆของแต่ละท่าอยู่หลายสัปดาห์ โดยที่สุภาพบุรุษท่านนี้ที่มักมาเข้าคลาสโยคะกับผมสัปดาห์ละ ๑-๒ครั้ง ก็ยังคงมีพฤติกรรมเช่นเดิม แต่ในครั้งหลังๆมานี้มันเกิดความเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากเดิมตรงที่ว่า ผมไม่ต้องกลับไปหาข้อมูลมาตอบแล้ว ผมสามารถตอบคำถามต่างๆเกี่ยวกับโยคะที่เขาอยากทราบได้แบบทันทีทันใด (ใครจะเชื่อว่า ณ ตอนนั้นผมสามารถจดจำชื่อท่าต่างๆเกือบทุกท่าแบบเป็นภาษาอังกฤษและภาษาสันสกฤตในหนังสือ Light on Yoga ได้จนหมดอย่างน่าอัศจรรย์ใจ)เขายิ้มอย่างพอใจแบบสุดๆและเป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขาจริงจัง, จริงใจและชื่นชม หลังจากนั้นมาผมก็ไม่เคยพบเจอสุภาพบุรุษท่านนีในคลาสโยคะของผมอีกเลย ทั้งๆที่เขาเคยมาเข้าคลาสโยคะกับผมหลายครั้ง(คิดว่าไม่น่าจะถึง๑๐ครั้ง)และคุยกันหลายครั้งแต่ผมก็ไม่เคยถามชื่อ และสอบถามว่าเขาเป็นใครมาจากไหนเลย...ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ผมก็ไม่เคยพบเจอเขาอีกเลย...


จึงทำให้ผมเกิดคิดขึ้นมาแบบอาศัยหลักความเชื่อต่างๆตามปรัชญาแห่งโยคะเข้ามาเชื่อมโยงว่า...สุภาพบุรุษท่านนี้อาจจะถูกส่งมาจากที่ใดสักที่หนึ่งและมีภารกิจคือทำให้ผมมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นในการสอนโยคะ...เมื่อเขาเห็นว่าผมผ่านบททดสอบดังที่เขาพอใจแล้วเขาก็จากไปและอาจจะกำลังไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกันนี้กับครูสอนโยคะท่านอื่นๆก็เป็นได้ ที่บรรยายมานี้อาจจะเป็นบททดสอบจากเบื้องบน..สำหรับคนสอนโยคะอย่างผม หรือสุภาพบุรุษท่านนี้อาจจะเป็นอวตารแห่งพระศิวะที่มามาทดสอบครูสอนโยคะอย่างผมก็เป็นได้...ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามแต่สิ่งที่ผมพอจะทำได้เพื่อเป็นการตอบแทนคือผมจะทำหน้าที่ในการเป็นครูสอนโยคะของผมอย่างสุดความสามารถและทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ สาเหตุก็ง่ายๆแค่เพียงเพราะว่าการสอนโยคะเป็นอาชีพที่ผมรักและศรัทธา...ผมทำอาชีพนี้แล้วผมมีความสุข...


จงอย่ากลัวที่จะล้มเหลว ในการทำในสิ่งที่คุณรักและศรัทธา...จงทำมันอย่างเต็มความสามารถ...ถึงแม้นว่าในบางครั้งคุณอาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้กับความล้มเหลว จนนำมาสู่ซึ่งความท้อแท้และสิ้นหวัง... แต่ตราบใดที่คุณยังมีความรักและศรัทธา ความล้มเหลวที่ผ่านมาจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ที่จะทำให้คุณแข็งแกร่งและก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หวาดหวั่น ในฐานะของผู้ที่มีประสบการณ์
(ความกลัวและความวิตกกังวลจนมากเกินไป ทำให้ความสามารถที่แทจริงของคุณลดลง)


ขอพลังแห่งโยคะ ความรักและศรัทธาจงอยู่กับคุณตลอดไป บุญรักษา พระคุ้มครอง


นมัสเต,


จิมมี่โยคะ


วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

ทำไมผู้ฝึกโยคะ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำท่าโยคะอาสนะเพื่อการบริหารและเปิดข้อต่อสะโพก


ทำไมผู้ฝึกโยคะ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำท่าโยคะอาสนะเพื่อการบริหารและเปิดข้อต่อสะโพก


ในชีวิตการฝึกโยคะของพวกเราทุกๆคน น่าจะมีอยู่บ้างล่ะครับ ที่หลายครั้งหลายคราของการฝึกโยคะ ทำให้เรามักจะมีคำถามต่างๆนานาเกิดขึ้นมาอย่างมากมายภายในจิตใจของเรา  ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งล่ะครับที่มักจะมีคำถามต่างๆในใจเสมอ มันเคยเกิดขึ้นกับผมเป็นประจำในขณะที่ผมกำลังฝึกโยคะ  ซึ่งแน่นอนครับ ณ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมเพิ่งจะเริ่มฝึกโยคะได้เพียงไม่นานสักเท่าไหร่นัก  

มีอยู่ครั้งหนึ่งในขณะที่ผมกำลังฝึกท่าโยคะอาสนะต่างๆตามที่ครูผู้สอนเขานำเสนอในคลาส มาจนกระทั่งถึงท่าอาสนะจำพวกที่จะต้องบริหารและเปิดข้อต่อสะโพก  ด้วยความที่ว่า ณ ตอนนั้นผมเองก็เป็นผู้ชายทั่วๆไปที่มีความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อสะโพกค่อนข้างที่จะน้อยถึงน้อยมากๆ ผมจึงมีปัญหาพอสมควรกับการทำท่าโยคะอาสนะในกลุ่มดังกล่าวนี้ และในเมื่อผมทำไม่ค่อยได้ มันก็เลยทำให้ผมเกิดความคิดต่อต้านท่าอาสนะในกลุ่มบริหารและเปิดข้อต่อสะโพกขึ้นมาจิตใจ และพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ค่อยอยากทำท่าอาสนะในกลุ่มดังกล่าวนี้ในขณะที่ไปเข้าคลาสเรียนโยคะหรือแม้นกระทั่งฝึกตามลำพังด้วยตนเองก็ตาม

 ณ ช่วงเวลานั้นเอง จึงทำให้ผมเกิดมีคำถามขึ้นมาในใจว่า “ทำไม๊...ทำไม..ผู้ฝึกโยคะอย่างเราๆเนี่ย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำท่าโยคะอาสนะเพื่อการบริหารและเปิดข้อต่อสะโพก” (คิดว่าหลายๆท่านที่ฝึกโยคะ ก็น่าจะมีความรู้สึกสงสัยเกิดขึ้นบ้างในบางช่วงจังหวะเวลาของการฝึกโยคะ อย่างที่ผมเคยเป็นนี้) จากคำถามในใจดังกล่าวนี้เอง จึงทำให้ผมพยายามศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล จนพอจะรวบรวมข้อมูลต่างๆมาประติดประต่อได้ว่า

หากพวกเราได้ศึกษาและทราบถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการฝึกโยคะแล้ว พวกเราก็คงจะพอทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า “ฌาณหรือสมาธิ คือเป้าหมายสูงสุดของโยคีผู้ที่บำเพ็ญเพียรฝึกโยคะในอดีตกาล” ดังนั้นท่าโยคะอาสนะที่มีความสำคัญและสนับสนุนส่งเสริมให้เราไปถึงเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะคงจะหนีไม่พ้น “ท่านั่งขัดสมาธิเพ็ชร” หรือ “ท่านั่งปัทมาอาสนะ” Padmasana (Lotus Sitting Pose)

ปัจจัยที่ทำให้ท่านั่งปัทมาอาสนะเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำพาผู้ฝึกโยคะไปสู่ฌาณสมาธิ ก็คือ การนั่งขาขัดกันในลักษณะดังกล่าวนี้ จะช่วยล็อคกระดูกอุ้งเชิงการ(กระดูกสะโพก)ของเราให้นิ่งมั่นคง  และช่วยทำให้แนวกระดูกสันหลังส่วนล่างของเราตั้งตรง ซึ่งเมื่อหลังส่วนล่างของเราถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่ตั้งตรงถูกต้องตามหลักสรีระวิทยาแล้ว ท่าทางดังกล่าวนี้จะช่วยลดแรงกดที่เกิดขึ้นกับแนวกระดูกสันหลังส่วนล่างอันเนื่องมาจากน้ำหนักของร่างกายส่วนบนผสมกับแรงโน้มถ่วงของโลก  ซึ่งส่งผลทำให้เราสามารถนั่งทำสมาธิในท่านี้ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยที่ไม่ปวดเมื่อยหลัง


นอกจากนี้แล้วยังมีองค์ประกอบอื่นๆอีกที่จะช่วยสนับสนุนให้เราสามารถนั่งในท่าปัทมาอาสนะได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน นั่นก็คือการที่เราจำเป็นจะต้องมีความแข็งแรงควบคู่กับความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆในร่างกายของเรา เช่น กล้ามเนื้อบริเวณขา, ลำตัว, ข้อเท้า, หัวเข่า, สะโพก และแนวกระดูกสันหลัง  ด้วยเหตุนี้เองบรรดาโยคีในอดีตกาลทั้งหลาย จึงมีแนวคิดในการที่จะค้นคว้าหาท่วงท่าต่างๆมาช่วยบริหารกล้ามเนื้อและข้อต่อในบริเวณดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการนั่งในท่าปัทมาอาสนะได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน

เป็นที่ยอมรับกันเป็นอย่างดีว่า ชาวเอเชียอย่างเราๆนี้มักจะมีพื้นฐานความสามารถของการยืดหยุ่นร่างกายที่ดีกว่าชาวทวีปอื่นๆ  ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอะไรเลยครับ หากวันหนึ่งเราพบว่าเพื่อนของเราบางคน สามารถนั่งในท่าปัทมาอาสะได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมด้วยการอบอุ่นร่างกาย และเพื่อนของเราคนนี้ก็อาจจะไม่เคยเรียนโยคะมาก่อนเลยด้วยซ้ำไป ซึ่งตรงข้ามกับบางคนที่อาจจะต้องใช้เวลาอย่างยาวนานมากๆกว่าจะประสบความสำเร็จในการนั่งในท่าปัทมาอาสนะ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ทำให้ผมกลับมาเพียรพยายาม ทำการฝึกท่าโยคะอาสนะเพื่อช่วยในการบริหารและเปิดข้อต่อสะโพกอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมุ่งหวังเพียงว่าผมจะสามารถนั่งทำสมาธิในท่าปัทมาอาสนะได้อย่างต่อเนื่องยาวนานแบบไม่ต้องมีอาการปวดหลัง ตัวผมเองนั้นก็ไม่ได้หวังว่ามันจะเป็นการทำให้ผมไปถึงขั้นของการบรรลุสู่ฌาณหรือสมาธิ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะหรอกน่ะครับ  เพียงเพราะว่าผมรู้สึกได้ถึง ความสุข ความอิ่มเอมใจ ที่ได้นั่งนิ่งสงบผ่อนคลายความคิดจิตใจอยู่ในท่าปัทมาอาสนะนี้  ซึ่งแน่นอนครับคุณเองก็สามารถสัมผัสถึงประสบการณ์ดังกล่าวนี้ได้อย่างไมยากเย็นอะไรนักหากคุณมีความตั้งใจจริง...

หากจะถามผมว่า มีท่าโยคะอาสนะพื้นฐานท่าใดบ้างที่จะช่วยเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความแข็งแรงควบคู่ไปกับความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อสะโพก เพื่อที่จะนำเราไปสู่การนั่งในท่าปัทมาอาสนะได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ผมต้องขอเรียนให้ทราบกอ่นเลยว่า เนื่องจากข้อต่อสะโพกของเราเป็นลักษณะของลูกบอลที่อยู่ในเบ้า(Ball and Socket Joint) ดังนั้นข้อต่อสะโพกจึงสามารถเคลื่อนไหวไปได้เกือบจะทุกฟังก์ชันของการเคลื่อนที่เลยครับ(หมุนไปได้หลายทิศทาง) บอกได้เลยว่าครอบคลุมท่าฝึกโยคะอาสนะอยู่มากมายหลากหลายท่าเลยล่ะครับ  แต่เนื่องจากผู้ฝึกโยคะแต่ละท่านก็จะมีข้อจำกัดต่างๆ โครงสร้างร่างกาย รวมจนถึงอาการผิดปกติหรืออาการบาดเจ็บในส่วนต่างๆของร่างกายที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นผมจึงอยากเรียนแนะนำให้ผู้ฝึกที่มีความสนใจในการฝึกโยคะอาสนะเพื่อการบริหารและเปิดข้อต่อสะโพก ควรจะฝึกภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญทางด้านการฝึกโยคะน่าจะเป็นผลดี และมีประสิทธิภาพในการฝึกที่ดีกว่า และเมื่อเราเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจนเข้าใจชัดเจนแล้วจึงค่อยกลับมาฝึกด้วยตัวเราเอง

ผู้ที่มีปัญหา อาการบาดเจ็บบริเวณ ข้อเท้า, หัวเข่า, สะโพก  ควรหลีกเลี่ยงการฝึกทำท่าโยคะอาสนะเพื่อการบริหารและเปิดข้อต่อสะโพก รวมจนถึงท่านั่งปัทมาอาสนะ  หรือควรฝึกภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการฝึกโยคะเท่านั้น

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป  บุญรักษา  พระคุ้มครอง

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

อัญชลี มุทรา แรงอธิษฐาน, ภาวนาที่จะนำพาเราไปสู่เป้าหมายดังใจหวัง





ก่อนอื่น ผมคงต้องขอกล่าวคำว่า"สวัสดีปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๕"(ถึงแม้นว่าดูจะช้าไปสักหน่อยก็ตาม) บทความนี้ถือเป็นบทความแรกของปีนี้สำหรับการเขียนบล็อกโยคะ"เรื่องเล่า...จากครูโยคะ"ของผม เนื่องด้วยภาระหน้าที่การงาน+ครอบครัว+สังคม รวมจนถึงการโปรโมทและขายหนังสือ"เรื่องเล่า...จากครูโยคะ"ของผม ที่ทำให้ผมต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ผมไม่ค่อยมีเวลาในการเข้ามาเขียนบล็อก แต่ตอนนี้ผมเริ่มจะจัดสรรเวลาได้บ้างแล้วล่ะครับ และผมก็จะพยายามเผยแพร่บทความเกี่ยวกับโยคะในมุมมองของผมที่น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้ที่แวะเวียนผ่านเข้ามาอ่าน




อัญชลี มุทรา แรงแห่งอธิษฐาน, ภาวนาที่จะนำพาเราไปสู่เป้าหมายดังใจหวัง


อัญชลี มุทรา คืออะไรหว่า? ก่อนอื่นผมคงจะต้องขอกล่าวถึงคำว่า"มุทรา"ก่อนเพื่อให้ทุกๆท่านได้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นครับ "มุทรา" ก็คือการทำสัญลักษณ์มือแบบต่างๆ หรือสัญลักษณ์ของพระหัตถ์ (bodily posture or symbolic gesture) ซึ่งใช้กับเทวรูปต่างๆ ซึ่งมักพบในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ก่อนที่พุทธศาสนาจะอุบัติขึ้น เมื่อมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น การที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของพุทธประวัติ โดยใช้พระพุทธรูปนั้น การสร้างพระพุทธรูปในอิริยาบทต่างๆนั้นเพียงอย่างเดียว บางครั้งก็ง่าย บางครั้งก็ยาก จึงต้องมีการใช้ มุทรา ที่เป็นสัญลักษณ์ของมือ เข้ามาร่วมด้วย เพราะเป็นที่รู้จัก และเข้าใจในความหมายกันมาก่อนแล้ว การเห็นพระพุทธรูปจึงทำให้คนที่เห็นนั้น เข้าใจในองค์พระพุทธรูปนั้นๆ ว่าแสดง หรือแทน พระพุทธประวัติ ในช่วงใด
 

มุทรา โดยมือ มีหลายแบบที่ยังคงใช้มาจนปัจจุบัน โดยเฉพาะพระทางสายวัชรยาน ของธิเบต มักจะใช้ในการทำสมาธิ หรือแม้แต่การทำโยคะของพวกโยคีก็ใช้กัน


ดังนั้น ผู้ฝึกโยคะที่เริ่มจะศึกษาโยคะแบบลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆมักจะได้ยินคำว่ามุทรา เสมอๆ


อัญชลี มุทรา(การพนมมือ) Anjali Mudra or Namaskara Mudra : gesture of greeting and veneration or The Gesture of Prayer คืออีกหนึ่งสัญลักษณ์มือที่มีความสำคัญอย่างมาก เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการทักทาย หรือ การแสดงความเคารพ มุทรานี้จะไม่ได้ใช้กับพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้า แต่จะใช้กับพระพุทธรูปที่เป็นพระอรหันต์ หรือพระสาวกเท่านั้น เช่นรูปพระโมคคัลลา และพระสาลีบุตร ที่ยืนอัญชลีต่อหน้าพระพุทธรูปพระพุทธชินราช

นอกจากมือที่มีความหมายตามลักษณะต่างๆ แล้ว แม้แต่นิ้วมือ ก็มีความหมายด้วยเช่นกัน โดยนิ้วทั้ง 5 เป็นสัญลักษณ์ของ

1.ความกรุณา (Generosity)
2.ความมีศีลธรรม (Morality)
3.ขันติ ความอดทน (Patience)
4.ความมานะ พยายาม (Effort)
5.การตั้งมั่นในสมาธิ (Meditative concentration) 



สำหรับเมืองไทยของเรา ถือได้ว่าเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนาก็ว่าได้ การทำสัญลักษณ์พนมมือแบบนี้ในบ้านเราก็คือ การสวัสดี ซึ่งหมายถึง การทักทาย การต้อนรับด้วยมิตรภาพไมรตรีจิต การแสดงออกถึงการให้ความเคารพนับถือ ความนอบน้อม  รวมจนถึงการแสดงความขอบคุณ  นอกจากนี้แล้วเวลาทีเราสวดมนตร์ภาวนา อธิษฐาน วิงวอนขออะไรก็ตามแต่ กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่เราเชื่อถือศรัทธาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ  เราก็จะพนมมือขึ้นและภาวนาขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ


การพนมมือไหว้เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามและเป็นอะไรที่มหัศจรรย์มากๆเลยครับ ผมเองก็มีประสบการณ์ดีๆหลายต่อหลายครั้ง ที่เกิดขึ้นจากการพนมมือไหว้


ประสบการณ์ที่ผมจะถ่ายทอดให้ฟังมันมีอยู่ว่า...เช้าตรู่วันอาทิตย์ที่๑๘ธันวาคม๒๕๕๔ที่ผ่านมา เป็นวันดี เป็นวันที่ลูกชายผมได้ถือกำเนิดเกิดมาลืมตาดูโลกนี้ ในช่วงเวลาต่อจากนั้น๑-๒วันในขณะที่ภรรยาและลูกชายผมกำลังพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ทั้งๆที่ผมก็ยังคงไปสอนโยคะตามปกติในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ผมก็ยังจะต้องอาศัยเวลาช่วงว่างระหว่างวันจากการสอน ไปดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆของลูกชายผม ก็คือการออกสูติบัตรของทางโรงพยาบาล การรับรองบุตร และการขอย้ายบุตรเข้าไปในทะเบียนบ้าน เอกสารทุกๆอย่างมาเกือบครบ มีหมดยกเว้นก็แต่เพียงสำเนาทะเบียนบ้านของผม เนื่องจากชื่อของผมยังอยู่ในทะเบียนบ้านเดิมที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันมีคุณพ่อและพี่สาวของผมยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ ปัญหามันมีอยู่ว่า บ้านที่สุพรรณฯนี้เป็นบ้านที่ครอบครัวเราเช่าเขาอยู่(ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเองกับเขาสักทีอ่ะครับ) ดังนั้นสำเนาทะเบียนบ้านก็จะอยู่กับเจ้าบ้านซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่แท้จริง ส่วนผมและครอบครัวก็มีชื่ออยู่เป็นแค่ผู้อาศัยในทะเบียนบ้าน ตัวผมเองอยู่กรุงเทพฯก็เลยโทรไปถามพี่สาว ปรากฏว่าเจ้าของบ้านเขาไม่สะดวกจะถ่ายเอกสารส่งมาให้ในช่วงเวลาที่ผมต้องรีบเร่งที่จะใช้ เพราะเขาไปธุระที่ต่างจังหวัดยังไม่กลับ เขาจึงแนะนำให้ผมไปขอคัดลอกสำเนาทะเบียนบ้านที่สำนักงานเขตที่ใกล้ที่สุด มันก็ฟังดูปกติดีเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ปัญหาก็คือ ผมมีเวลาค่อนข้างจำกัดต้องทำเอกสารให้เสร็จภายในวันนั้นเพราะวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันที่ภรรยาและลูกชายของผมจะต้องออกจากโรงพยาบาลกลับมาอยู่ที่คอนโดฯของเรา  เอกสารก็ต้องทำให้เสร็จ งานสอนโยคะก็กังวล กลัวว่าจะวิ่งไปสอนไม่ทันหากไปดำเนินการขอคัดลอกสำเนาทะเบียนบ้านที่สำนักงานเขตแล้วต้องใช้เวลาเย๊อะ...


พวกเราเคยไปติดต่อราชการอะไรสักอย่างที่สำนักงานเขตไหมเอ่ย? พอจะจินตนาการได้ไหมครับ ว่าจะมีประชาชนอย่างเราๆนี้ไปใช้บริการมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน เรียนให้ทุกๆท่านทราบกันตรงๆเลยว่าถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆผมไม่อยากไปติดต่อราชการที่สำนักงานเขตหรอกครับ(ทุกๆท่านก็คงคิดเห็นเป็นเช่นเดียวกันกับผม) เพราะคิวค่อนข้างยาว และเจ้าหน้าที่ก็มักจะมีน้อยเสมอเวลาที่เราไปติดต่อราชการ(ไม่รู้ทำไม พอเราไปทีไรพนักงานเขามาทำงานกันน้อยทุกที) มิหนำซ้ำเจ้าหน้าที่ ที่จำนวนน้อยๆที่ว่าเนี่ยยังทำงานกันแบบใจเย็นม๊าก...กกๆอีกต่างหาก คงพอจะเข้าใจและจินตนาการตามได้นะครับ  ผมมีเวลาจำกัดเพราะมีคลาสโยคะที่ต้องกลับไปสอน แต่ก็คิดในใจว่าลองดูแล้วกันน่ะ เผื่อวันนี้คนที่ไปใช้บริการที่สำนักงานเขตจะมีไม่เย๊อะ


พอไปถึงสำนักงานเขตผมก็พบว่า มีคนไม่น้อยเลยล่ะครับที่ไปใช้บริการที่สำนักงานเขตในวันนั้น เขาก็กำลังนั่งรอคิวกันเป็นทิวแถวพอสมควรเลยทีเดียว ด้วยเวลาที่มีน้อยทำให้ผมต้องตัดสินใจล่ะครับ ว่าจะกลับก่อนดีหรือจะไปหยิบบัตรคิวแล้วไปนั่งรอคิวดี ในสมองตอนนั้นคิดอยู่สองอย่างคือ ประการแรกคิดว่าถ้าผมกลับไปมือเปล่าภรรยาของผมคงจะไม่ค่อยพอใจแน่ๆ(อันนี้เรื่องใหญ่) และที่สำคัญในวันอื่นผมก็จะต้องกลับมาอีกอยู่ดี ประการที่สองคิดว่าถ้ารอคิวนานจนเกินไปแล้วไปสอนไม่ทันล่ะ..ก็เสียหายอีกล่ะ(เสียรายได้ เสียงานเสียการ) แล้วจะทำไงดีล่ะจิมมี่??? ผมยืนตัดสินใจอยู่ไม่นานนัก เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แล้วผมก็มองเข้าไปตรงบริเวณที่พนักงานเขากำลังทำงานกันอยู่ ผมสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีสุภาพสตรีท่านหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตแห่งนี้นี่แหล่ะ แต่ไม่เห็นเขานั่งประจำโต๊ะทำงานเหมือนคนอื่นๆ ดูเขาเดินไปเดินมาในบริเวณนั้นอย่างอารมณ์ดี มิหนำซ้ำยังคล้ายๆว่าจะสั่งให้ผู้ที่นั่งในแต่ละโต๊ะทำโน่นทำนี่อีก ผมคิดว่าเธอน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสและมีอิทธิพลในออฟฟิศแห่งนี้ ผมตัดสินใจว่างั้นก็คนนี้แหล่ะ...ลองดู 


ผมพยายามทำตัวให้ดูสุภาพเรียบร้อยมากที่สุด เจียมเนื้อเจียมตัวมากที่สุด อธิษฐานและภาวนาในใจหวังว่าเธอจะให้ความเมตตา เข้าใจเห็นใจและช่วยเหลือผม  แล้วผมก็เดินตรงปรี่ไปหาสุภาพสตรีท่านดังกล่าวนี้ทันที ผมพนมมือ(อัญชลี มุทรา) และโน้มศรีษะอย่างนอบน้อม พร้อมกับกล่าวสวัสดี ด้วยถ้อยคำที่ว่า "สวัสดีครับพี่ ผมมาขอคัดลอกสำเนาทะเบียนบ้านครับ ผมเป็นครูสอนโยคะ คือว่าผมต้องรีบกลับไปสอนโยคะน่ะครับพี่ ผมรบกวนหน่อยน่ะครับ" เธอถามสวนกลับมาทันทีว่า"จะเอาไปทำอะไรล่ะ?" ผมจึงรีบบอกว่า"นำไปใช้เป็นเอกสาสำคัญในการรับรองบุตรและให้ทางโรงพยาบาลออกใบสูติบัตรให้กับลูกชายของผม ภรรยาของผมเพิ่งจะคลอดลูกน่ะครับ" ณ ตอนนั้นผมแค่ลองคิดในใจเล่นๆว่า ถ้าสุภาพสตรีท่านนั้นดันใช้มาตรการแข็งกร้าวกับผมและบอกว่า"ก็ไปกดบัตรคิวแล้วไปนั่งรอคิวสิ" ผมคงจะเซ็งมากๆและคงต้องรีบกลับทันที   แต่เธอหันไปมองที่โต๊ะทำงานของน้องผู้หญิงคนหนึ่งแล้วเดินไปที่โต๊ะนั้น เธอพูดกับน้องผู้หญิงคนนั้น สองถึงสามคำเท่านั้นแล้วหันมาแสดงสัญญาณมือเพื่อเรียกผมให้เดินไปที่โต๊ะนั้น ผมยิ้มในใจและรู้สึกได้ทันทีถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า..ผมมาถูกทางแล้วล่ะครับ


พอผมเดินมาถึงโต๊ะทำงานของเธอ ผมก็ไม่ลังเลใจที่จะยกมือไหว้น้องเจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนนี้ทั้งๆที่ดูแล้วเธอน่าจะมีอายุน้อยกว่าผมอย่างแน่นอน น้องเจ้าหน้าที่ผู้หญิงท่านนี้รีบพนมมือขึ้นรับไหว้ทันทีแล้วบอกผมว่าไม่ต้องยกมือไหว้เธอก็ได้ และก็ยกมือพนมขึ้นเพื่อไหว้ขอบคุณ คุณพี่ผู้หญิงที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสอีกครั้งเพื่อขอบพระคุณ พี่ผู้หญิงท่านนี้บอกว่าเดี๋ยวให้น้องเขาช่วยจัดการให้แล้วกันนะ พอพูดจบเธอก็เดินไปที่โต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ จากนั้นน้องพนักงานผู้หญิงเธอก็รีบจัดการทำเอกสารให้ผมทันที เธอถามผมว่ามีสำเนาบัตรประชาชนมาเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ซึ่งผมมีจัดเตรียมไปอยู่แล้ว แค่ไม่ถึงสามนาทีผมก็ได้รับสำเนาทะเบียนบ้านของผม(เร็วมากๆ เร็วโคตรๆ) เธอรีบออกใบเสร็จค่าธรรมเนียมให้ผม เมื่อผมจ่ายเงินไปตามใบเสร็จ(น่าจะ๑๐หรือ๒๐บาทเท่านั้น) ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย  จากนั้นผมก็ยกมือพนมไหว้ขอบคุณสุภาพสตรีทั้งสองท่านอีกครั้งเพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้ผม พร้อมทั้งลากลับทันที


คงจะปฏิเสธไม่ได้ ว่าด้วย อัญชลี มุทรา การพนมมือไหว้และอธิษฐานจิตภาวนา มีส่วนทำให้ผมสำเร็จลุล่วงในภารกิจเร่งด่วนนี้ของผมอย่างน่ามหัศจรรย์  อัญชลี มุทรา เป็นสัญลักษณ์มือที่ทรงพลานุภาพอย่างยิ่ง ผู้ที่ได้พบเห็นจะสัมผัสได้ถึงพลังและมักจะต้องตอบโต้ด้วยมิตรภาพไมรตรีจิต ให้ความช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล ตามกำลังแห่งความศรัทธา
แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เราคงต้องย้อนกลับไปมองว่าเรื่องราวต่างๆที่ผมได้พร่ำพรรณนามาทั้งหมดนี้คงจะสำเร็จลุล่วงไปเสียไม่ได้แน่ๆ หากพวกเราทุกๆคนไม่ได้ถูกปลูกฝังมาให้มีพื้นฐานทางด้านจิตใจที่ดีงาม ตามวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ดังที่บรรพบุรุษของเราได้พยายามพร่ำสอนพวกเรามา ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้พวกเราได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นบนโลกใบนี้ด้วยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจ, เข้าใจ และเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีความสุข


ตราบใดก็ตาม ที่บนโลกใบนี้ของเรายังคงมีความหวัง อธิษฐาน ภาวนา ศรัทธา ความจงรักภักดี และความดีงามในจิตใจ สัญลักษณ์การพนมมือ แบบอัญชลี มุทรา ก็จะยังคงอยู่กับพวกเราต่อไปตราบนานเท่านาน


ป.ล. ผมขอฝากชาวโยคะทุกๆท่านไว้ด้วยก็แล้วกันนะครับว่า ติดต่อราชการ งานราช งานหลวง งานน้อย งานใหญ่  ครั้งใด โปรดจงเชื่อมั่นใน อัญชลี มุทรา...แรงแห่งอธิษฐาน, ภาวนาที่จะนำพาเราไปสู่เป้าหมายดังใจหวัง


ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป...บุญรักษา...พระคุ้มครอง...


นมัสเต,


จิมมี่โยคะ




ขอขอบพระคุณข้อมูลเรื่องมุทราจาก http://ufokaokala.com/index.php?topic=5145.0 


และสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุทรา ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของมุทราต่างๆได้ที่ http://ufokaokala.com/index.php?topic=5145.0

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Thailand Yoga Festival 2011และช่วงเวลาดีๆในชีวิตของครูจิมมี่





Thailand Yoga Festival 2011และช่วงเวลาดีๆในชีวิตของครูจิมมี่


อย่างที่ได้ทราบกันเป็นอย่างดีครับ สำหรับสาวกโยคะทุกๆท่าน ว่างานไทยแลนด์โยคะเฟสติวัล มหกรรมโยคะที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย มักจะจัดขึ้นในช่วงใกล้ๆปลายปีของทุกๆปี โดยปกติแล้วในปีนี้งานจะต้องถูกจัดขึ้นสุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม แต่เนื่องจากมหาวิกฤตภัยน้ำท่วม จึงทำให้งานโยคะมีอันต้องเลื่อนมาจัดเป็น เสาร์ที่๑๗ และอาทิตย์ที่๑๘ธันวาคม ๒๕๕๔ และเปลี่ยนสถานที่ในการจัดงาน จากที่ตั้งใจจะจัดที่ปิยรมณ์สปอร์ตคลับ ก็มีอันต้องกลับมาจัดที่โรงเรียนนานาชาติบางกอกเปร็ป อีกครั้ง(ที่เดิม ที่จัดงานทั้งสองปีที่ผ่านมา)


และจากการเลื่อนงานออกไปนี้ จึงมีผลทำให้ครูสอนโยคะชาวต่างชาติหลายต่อหลายท่านไม่สามารถจะมาสอนได้ เนื่องจากมีคิวงานสอนในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ จึงทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนคลาสและตัวครูผู้สอนพอสมควรเลยทีเดียวสำหรับฝ่ายจัดงาน


ไทยแลนด์โยคะเฟสติวัลปีนี้ ผมได้รับเกียรติครั้งสำคัญในชีวิตเลยล่ะครับ โดยการได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในวิทยากร ครูสอนโยคะ ที่ขึ้นสอนโยคะ ในงานโยคะที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย...ทางฝ่ายจัดงานคือนิตยสารโยคะเจอร์น่อลไทยแลนด์ จัดให้ผมสอนในวันเสาร์ที่๑๗ธันวาฯ เวลา๙.๔๕-๑๑.๔๕น. ซึ่งเป็นคลาสที่สองของวันแรกในงานนี้ โดยทางฝ่ายจัดเสนอให้ผมสอนในหัวข้อที่ไม่เคยสอนที่ไหนมาก่อน เพื่อจะได้สร้างความสนใจให้กับผู้ที่เคยฝึกและเคยเรียนโยคะกับผม ผมจึงเลือกที่จะสอนในหัวข้อ "โยคะอาสนะเพื่อการบริหารข้อต่อสะโพก" โดยแนวคิดของผมก็คือ ต้องการให้ผู้ฝึกเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการฝึกท่าโยคะอาสนะเพื่อการบริหารข้อต่อสะโพก ซึ่งก็คือ การพัฒนาร่างกายของเราโดยเฉพาะบริเวณข้อต่อสะโพก ให้มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นที่ดีขึ้นเพื่อจะได้ทำให้เรา สามารถนั่งสมาธิในท่าปัทมาอาสนะ ได้อย่างต่อเนื่องยาวนานขึ้น เพื่อเป็นการเกื้อหนุน และนำเราไปสู่เป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ คือ ฌาณหรือสมาธินั่นเอง


แรกๆผมก็หวั่นใจนิดๆ เนื่องจากมหาวิกฤตภัยน้ำท่วม เกรงว่าคนในคลาสของผมจะน้อยจนเงียบเหงา ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น ก็มีคลาสหยินโยคะของครูเซบัสเตียนด้วย เนื่องจากข้อจำกัดของสถานที่ในการจัดงานทั้งสองห้องที่ใช้ในการสอนจึงมีขนาดไม่เท่ากัน ห้องหนึ่งเป็นยิมเนเซี่ยมขนาดใหญ่เลยล่ะครับ(สนามบาสเก็ตบอลในร่ม น่ะครับ...ใหญ่มากๆ) ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นคล้ายๆห้องเรียนที่มีพื้นที่กว้างพอสมควร และพื้นห้องถูกออกแบบให้ใช้งานได้แบบเอนกประสงค์แต่ก็มีขนาดเล็กกว่าห้องยิมเนเซี่ยมแน่นอนครับ...ทางฝ่ายจัดงานจัดแบ่งการใช้ห้องดังกล่าว โดยการดูจากจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าคลาส หากว่าสอนในเวลาเดียวกัน ครูคนไหนมีจำนวนผู้เลือกเข้าคลาสเย๊อะกว่าก็จะถูกจัดให้ไปสอนในห้องขนาดใหญ่กว่า ซึ่งแน่นอนครับผมได้ไปสอนที่ห้องใหญ่ ใจหนึ่งก็รู้สึกแอบดีใจว่ามีคนเลือกเรียนกับเราเย๊อะกว่าอีกคลาสหนึ่ง แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าไอ้ที่เย๊อะกว่าอีกคลาสหนึ่งน่ะ อาจจะเย๊อะกว่าแค่สามคนหรือห้าคนก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆล่ะก็ คงจะนั่งกันเหงาเลยล่ะครับ







พอมาถึงเวลาที่จะต้องสอนจริงๆ เมื่อคนค่อยๆเริ่มทยอยกันเข้ามาในห้องยิมเนเซี่ยมขนาดใหญ่ ก็เล่นเอาผมตื่นเต้น ขาสั่น เสียงสั่นเล็กน้อยเลยเหมือนกันครับ เพราะคนมาเย๊อะกว่าที่ผมคิดไว้ ผมแอบนับคร่าวๆได้ที่ประมาณ ๗๐คน เลยล่ะครับ ที่มาเข้าเรียนในคลาสของผม ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ตามมาในการสอนของผมก็คือ ผมไม่เคยสอนคลาส ๒ชั่วโมงน่ะครับ ผมมักจะเคยชินกับการสอนคลาสในแบบ ๑ชั่วโมง, ๑ชั่วโมงครึ่ง หรือเป็นเวิร์คชอฟแบบ ๓ชั่วโมงไปเลย สิ่งทีผมอยากนำเสนอมีเย๊อะมาก แต่เนื่องจากเวลามันมีจำกัดแค่ ๒ชั่วโมงเท่านั้น จึงเล่นเอาผมเกือบจบไม่ลงเหมือนกันล่ะครับ สอนเกินเวลาไป ๑๕นาที แต่ทุกอย่างในการสอนของผม ก็สามารถผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น เรียบร้อยครับ






                                      (ครูจิมมี่ และครูที.เจ.เพ็ง)




                            (ครูจิมมี และคุณป๊อป, อารียา)




                               (ครูจิมมี่ และครูอุ้ม, สุชาวดี)




                                 (ครูจิมมี่ และครูอิโด้)

ภายในงานไทยแลนด์โยคะเฟสติวัลนี้ เนื่องจากทางสถาบันฟิตของเราก็ได้มาออกบู๊ทด้วยเป็นประจำทุกปี ผมจึงได้อาศัยนำหนังสือของ"เรื่องเล่า...จากครูโยคะ"ผม และเสื้อยืดโยคะการกุศล นำเงินรายได้ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม มาวางจำหน่ายที่บู๊ทของสถาบันฟิต พร้อมทั้งแจกลายเซ็นต์ให้ผู้ที่ซื้อหนังสือจากผมทุกคนเลยครับ(ซึ่งก็ไม่ค่อยจะแน่ใจเหมือนกัน ว่าท่านต่างๆเหล่านั้นที่ซื้อหนังสือไป ต้องการลายเซ็นต์ของผมหรือไม่ อิๆๆ) บรรยากาศที่บู๊ทของสถาบันฟิตก็สนุกสนานเลยล่ะครับ ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันรวมจนถึงผู้ที่มาเข้าร่วมงานในครั้งนี้ต่างก็แวะเวียนกันเข้ามาที่บู๊ทของเรา นอกจากนี้ก็ยังมีบู๊ทจำหน่ายสินค้ารวมจนถึงโยคะสตูดิโอต่างๆอีกพอประมาณ แต่ผมรู้สึกว่าบรรยากาศของงาน รวมถึงการเดินเลือกซื้อสินค้าที่บู๊ทขายสินค้าต่างๆของผู้เข้าร่วมงานและผู้สนใจที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมงาน ค่อนข้างจะเงียบเหงากว่าทุกๆปีที่ผ่านมา









                      (ครูเอก, สรวิชญ์ Singing Yogi และครูจิมมี่)




                                (ครูหนู, ชมชื่น สิทธิเวช และครูจิมมี่)




                                (ครูจิมมี่, คุณยุ้ย, ครูวีณา, ครูเซบัสเตียน)



                                (ครูโจนัส และครูจิมมี่)




    (ทีมครูจาก It's Yoga เดวิด, ครูจิมมี่, ครูริคาโด้ และครูจอย)




                                (ครูไอช่า และครูจิมมี่)




                               (ครูอี๊ด สวนลุมฯ และครูจิมมี่)




                            (ครูจิมมี่, ครูมาร์ค และคุณแตง Lullaby Yoga)

และหลังจากงานวันแรกกำลังผ่านพ้นไป ผมก็เดินทางกลับมาพักผ่อนยังที่พักของผม เพราะตั้งใจว่างานในวันที่สอง ผมก็จะไปนั่งประจำที่บู๊ทเพื่อโปรโมทคอร์สครูฝึกโยคะของสถาบันฟิต และหนังสือ"เรื่องเล่า...จากครูโยคะ"ของผม  สิ่งที่ไม่คาดคิดก็ค่อยๆปรากฏสัญญาณเตือน เมื่อภรรยาของผมที่กำลังตั้งครรภ์ได้เกือบจะ ๙เดือนแล้ว บอกกับผมว่ามีการเกร็งภายในช่องท้องเป็นระยะๆจนทำให้รู้สึกปวดหน่วงๆ คุณหมอที่ผมและภรรยาไปฝากครรภ์ไว้ท่านได้แนะนำว่า หากในช่วงก่อนที่จะครบกำหนดครรภ์ ๙เดือนนี้ ภรรยาผมมีการเจ็บเกร็งภายในช่องท้องอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกๆ๑๐นาที ยาวนาน ๒-๓ชั่วโมง โดยที่อาการเกร็งที่ว่านี้จะทำให้รู้สึกปวดหน่วงๆและถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนเราเริ่มรู้สึกว่าอาการปวดค่อยๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็ให้รีบมาที่โรงพยาบาลทันที...จากการสังเกตการณ์ ตั้งแต่ห้าทุ่มไปจนถึงตีสอง ก็พบว่าใช่แน่ๆแล้ว ผมจึงรีบพาภรรยาไปโรงพยาบาลทันที ซึ่งจริงๆแล้วคุณหมอได้กำหนดวันคลอดไว้เป็นวันพฤหัสฯที่ ๒๒ ธันวาฯ ๒๕๕๔


และในเวลา๐๓.๔๑น. ของเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ ๑๘ธันวาคม ๒๕๕๔ ลูกชายของผม(น้องขุน) ก็ได้ถือกำเนิด ลืมตามาสู่โลกนี้ ด้วยน้ำหนักตัว 3,095กรัม ถือได้เลยว่าเสาร์ที่๑๗ และอาทิตย์ที่๑๘ ธันวาฯ ที่ผ่านมานี้เป็นวันดีๆมากๆเลยครับสำหรับผม  ถึงแม้นว่าผมจะต้องอดตาหลับขับตานอนก็ตาม(ดีมากๆเลยนะครับที่ลูกชายคนนี้รู้จังหวะเวลา มาคลอดหลังจากที่ผมสอนงานใหญ่เสร็จพอดี หากคลอดคืนก่อนที่จะต้องขึ้นสอนล่ะก็ คงจะจินตนาการไม่ถูกเลยล่ะครับสำหรับผม) ช่วงนี้ผมก็เลยต้องมีการงดการสอนในบางคลาสบ้างพอประมาณ เพื่อมาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับภรรยาของผมและคอยแบ่งเบาภาระบางส่วนในการเลี้ยงลูกน้อย สมาชิกใหม่ของครอบครัวเรา








                               (ครูจิมมี่ กับน้องขุนแรกเกิด)

ช่วงเวลาดีๆของผมกับการสอนโยคะ มิตรภาพอันงดงามจากเพื่อนๆครูโยคะและผู้มาร่วมเข้าเรียนโยคะในคลาสของผม ความรักและกำลังใจที่แสนงดงามและยิ่งใหญ่จากครอบครัวอันเป็นที่รักของผมจนทำให้ผมได้มีสมาชิกใหม่ของครอบครัวอีก ๑คน 


แล้วพบกันใหม่ ในงานไทยแลนด์โยคะเฟสติวัล ปีหน้านะครับ ซึ่งก็ยังไม่มีอะไรแน่นอนว่าจะจัดที่ไหน เมื่อไหร่ และก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ว่าผมจะได้รับเกียรติให้ขึ้นสอนอีกหรือไม่...แต่ที่แน่ๆก็คือว่าปีหน้าผมและภรรยาไม่มีทายาทเพิ่มแน่นอนครับ อิๆๆ

ขอพลังแห่งโยคะ, วันดีๆ, ความรัก, ความศรัทธา จงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ


วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โอกาสอะไร...ที่พวกเราได้รับจากโยคะ


โอกาสอะไร...ที่พวกเราได้รับจากโยคะ

จากการที่ผมได้มีโอกาสรู้จักกับคุณอิทธิฤทธิ์ ประคำทอง บรรณาธิการของสื่อโยคะออนไลน์ "อรุโณทัย" จึงทำให้ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องโยคะกับคนอื่นๆมากขึ้น ซึ่งคุณอิท มักจะมีการตั้งหัวข้อ หรือเปิดประเด็น ที่จะให้พวกเราได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในวงการโยคะเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลต่างๆที่ได้รับจากคนในวงการโยคะไปเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆเลยล่ะครับ

ล่าสุด หัวข้อ หรือ ประเด็นที่คุณอิทได้หยิบยกขึ้นมาก็คือ "โอกาสที่เราได้รับจากโยคะ" ผมว่าเป็นหัวข้อที่ดีมากๆและหลายๆคนคงมีความทรงจำดีๆและความประทับใจต่างๆอย่างมากมายเกี่ยวกับโยคะ ซึ่งผมเองก็เลยถือโอกาตรงนี้ ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นในหัวข้อนี้ตามมุมมองของผมดังต่อไปนี้ 

โดยส่วนตัวแล้ว โอกาสที่ผมเองได้รับ หลังจากที่ผมได้เริ่มรู้จักกับโยคะและเริ่มฝึกโยคะนั้นมีเยอะเสียจนผมจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยล่ะครับ ผมขอจำแนกเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

1.โอกาสที่สำคัญมากๆในชีวิตการทำงานของผมมาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือการที่ผมได้เลือกตัดสินใจที่จะมาเป็นครูสอนโยคะ หลังจากที่รู้สึกดีมากๆกับการฝึกโยคะครั้งแรกของผมเมื่อ12ปีที่แล้ว ในสมัยที่ผมเพิ่งจะเริ่มทำงานใหม่ๆด้วยการเป็นครูฝึกในฟิตเนส มันเป็นการทำให้ผมได้มีโอกาสนำเอาความสามารถที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในตัวผมออกมาสร้างประโยชน์อย่างมากมายให้กับตัวเองและผู้อื่นอย่างไม่น่าเชื่อ

 

2.เป็นโอกาสที่สำคัญมากๆ ที่ทำให้ผมได้ค้นพบกับอาชีพที่ผมรัก อาชีพที่ผมทำแล้วมีความสุข และยังคงเลือกที่จะพัฒนา, ก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งกับอาชีพนี้(ณ จุดนี้ทำให้ผมเลือกที่จะลาออกจากงานประจำ เพื่อมาสอนโยคะแบบอิสระจนถึงทุกวันนี้) มันไม่ใช่เรื่องง่ายครับที่เราจะใช้เวลาเพียงไม่นานนักค้นพบกับสิ่งที่ตนเองทำแล้วรัก ทำแล้วมีความสุข และสามารถนำมาเป็นอาชีพได้ ดังนั้นผมถือว่านี่เป็นโอกาส+โชคดีครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผม
 

3.เป็นโอกาสดีๆ ที่ทำให้ผมได้เดินทางไปเข้าฝึกอบรมและสอนโยคะในสถานที่ต่างๆ มากมายและได้พบกับผู้คนมากมายในหลายๆสาขาวิชาชีพที่มีใจรักในการฝึกโยคะ ทำให้ผมได้พบกับมิตรภาพ และได้รับประสบการณ์ต่างๆอย่างมากมายในชีวิตการตระเวนสอนโยคะแบบอิสระ(มีครบทุกรสชาติเลยล่ะครับ)

และสำหรับทุกๆคนแล้วโอกาสสำคัญมากๆที่เราได้รับจากโยคะก็คงจะคล้ายคลึงกัน คือการที่โยคะได้มอบโอกาสให้กับพวกเราทุกคนด้วยการสอนให้เราอยู่อย่างมีความสุข, สอนให้เราเรียนรู้ที่จะปรับตัวและอยู่กับธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม กลมกลืน ลงตัว, สอนให้เรารู้จักพอเพียงและเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แบ่งปัน, สอนให้เราเข้าใจผู้อื่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข

และในเมื่อโยคะได้ให้โอกาสกับพวกเรามากมายขนาดนี้ ผมเองก็คงจะต้องใช้โอกาสที่ได้รับมานี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับตนเอง ผู้อื่น สังคมและประเทศชาติ ตามกำลังความสามารถของผมโดยผมเลือกที่จะแบ่งปันเรื่องราวที่คิดว่าน่าจะเป็น ประโยชน์กับผู้อื่นผ่านบล็อโยคะของผมhttp://jimmyhathavinyasayoga.blogspot.com/ รวมจนถึงการสอนโยคะการกุศลเพื่อรวบรวมเงินไปสมทบทุนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนในโอกาสต่างๆ ภายใต้ชื่อโครงการ "Shanti to Thailand with Karma Yoga, We can do it Together" ผมถือว่านี่คือการส่งต่อโอกาสไปสู่ผู้อื่นที่ผมพอจะสามารถกระทำได้

"เมื่อเราเป็นผู้ที่เคยได้รับโอกาส เราเองก็ควรจะเป็นผู้ที่มอบโอกาสหรือส่งต่อโอกาสให้ผู้อื่นบ้างเช่นกัน"

สามารถเข้าไปอ่านความคิดเห็นของคนในวงการโยคะท่านอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ 

http://issuu.com/ittirit/docs/arunothai10

ขอพลังแห่งโยคะและโอกาสที่เราพึงปรารถนาจงอยู่กับเราทุกๆคนตลอดไป

นมัสเต,


จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

หนังสือ "เรื่องเล่า...จากครูโยคะ" โดยครูจิมมี่


หนังสือ "เรื่องเล่า...จากครูโยคะ" โดยครูจิมมี่

"สัมผัสเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของครูโยคะ  ในมุมที่คุณอาจคาดไม่ถึง"

จากบทความในบล็อกโยคะของผม ณ ตอนนี้ได้นำไปถูกจัดรวมเรียบเรียงเป็นหนังสือ พร้อมสู่สายตาทุกๆท่านเรียบร้อยแล้วครับ

หลังจากที่ผมได้เขียนบทความผ่านบล็อกโยคะมาเกือบ 2ปี มีบทความจำนวนมากมายในบล็อกของผม มีผู้แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมและอ่านบทความเกี่ยวกับโยคะของผมจำนวนไม่น้อย จนทำให้เกิดเป็นกระแสแนะนำจากหลายๆท่านให้รวบรวมเรื่องราวต่างๆที่ผมถ่ายทอดผ่านบล็อกมารวมเป็นเล่ม ซึ่งตอนนี้ผมและทีมงานก็ได้จัดทำหนังสือเล่มนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

เป็นหนังสือเกี่ยวกับโยคะที่ไม่ได้สอนท่าโยคะอาสนะ แต่เล่าถึงประสบการณ์ต่างๆจากการเรียนและการสอนโยคะของผมอย่างยาวนาน ด้วยสไตล์การเขียนแบบเป็นกันเอง สนุกสนานน่าติดตามไม่เครียด สอดแทรกสาระ หลักการ จริยธรรม จรรยาบรรณ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจโยคะ และเข้าใจหัวอกของครูสอนโยคะ

คำนิยมหนังสือ จาก ครูเดวิด สเวนสัน(สุดยอดครูอัษฎางคโยคะ ระดับโลก), อาจารย์กวี คงภักดีพงษ์(ผู้อำนวยการสถาบันโยคะวิชาการ), คุณซูซาน ฮอสลี่ย์(ผู้อำนวยการสถาบันฟิต)

หนังสือ " เรื่องเล่า...จากครูโยคะ" โดย ยุทธนา  พลเจริญ (ครูจิมมี่)
เนื้อหาในเล่มประกอบด้วยบทความโยคะของผม 48เรื่อง
หนังสือเล่มนี้มี  231หน้า
พิมพ์ครั้งที่1  ตุลาคม 2554
พิมพ์จำนวน 1,500 เล่ม
พิมพ์ที่ บริษัท ส เจริญ การพิมพ์ จำกัด
ราคาขายที่สันปก 179 บาท

เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ผู้เขียน(ครูจิมมี่)และทีมงาน เป็นผู้จัดทำเองทั้งหมดโดยไม่มีสปอนเซอร์และสำนักพิมพ์ใดๆที่ร่วมสนับสนุนการจัดทำ  จึงไม่ได้มีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป ดังนั้นสำหรับผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อได้ที่สถาบันฟิต หรือโทร.สั่งซื้อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณเปิ้ล 0860212845


นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลผ่านทางเฟสบุ๊คได้ที่

ครูจิมมี่ http://www.facebook.com/jimmy.yoga

คุณเปิ้ล http://www.facebook.com/#!/profile.php?id=100000090250623&sk=wall


หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือ"เรื่องเล่า...จากครูโยคะ" จะเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในใจของคนในวงการโยคะ

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

Shanti to Thailand with Karma Yoga "We can do it Together!"


Shanti to Thailand with Karma Yoga "We can do it Together!"
ขอสันติสุขกลับคืนสู่เมืองไทย เรามาร่วมด้วยช่วยกันด้วยกรรมโยคะ

"ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ อิ่มบุญ สุขใจ ไปกับการฝึกโยคะ"

เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศชาติบ้านเมืองเรา ณ ตอนนี้ หากผมจำไม่ผิดเหตุการมันเริ่มมาตั้งแต่ประมาณ กรกฎาคม ๒๕๕๔  ผมรู้สึกสลดหดหู่ใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก ซึ่ง ณ เวลานั้นเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นในต่างจังหวัดเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมจึงคิดว่ามีอะไรบ้าง ที่ผมพอจะสามารถทำได้ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเดือดร้อนอยู่จากอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศเราก็ว่าได้

จึงทำให้ผมคิดที่จะสอนโยคะและจัดกิจกรรมโยคะเพื่อการกุศล(มีทั้งผมเป็นผู้สอนเองและเชิญครูท่านอื่นมาช่วยสอน)เพื่อนำเงินรายได้ทั้งหมดไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยบริจาคเงินทั้งหมดผ่าน สำนักบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย โดยกิจกรรมแรกของเรามีดังต่อไปนี้

 วันเสาร์ที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๙.๐๐-๑๒.๐๐น. สถาบันฟิตของเราได้เชิญ อาจาย์กวี คงภักดีพงษ์ มาบรรยายเรื่องประวัติความเป็นมาของโยคะและปตัญชลีโยคะสูตร ให้กับนักเรียนคอร์สครูสอนโยคะของสถาบันฟิต ผมจึงถือโอกาสนี้แจ้งให้บุคคลภายนอกที่มีความสนใจสามารถเข้ามาร่วมฟังบรรยายในครั้งนี้ได้ด้วย เพียงแค่ร่วมบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา ก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี


(บรรยากาศในคลาสของ ครูกวี คงภักดีพงษ์)


เสาร์ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา ๙.๐๐-๑๒.๐๐น. สถาบันฟิตของเราได้เชิญ  ครูเล็ก, เอกชัย มาสอนเรื่อง โยคะเพื่อการบำบัดผู้ที่มีความผิดปกติทางด้านโครงสร้างร่างกาย ให้กับนักเรียนคอร์สครูสอนโยคะของสถาบันฟิต ผมจึงถือโอกาสนี้แจ้งให้บุคคลภายนอกที่มีความสนใจสามารถเข้ามาร่วมฟังบรรยายในครั้งนี้ได้ด้วย เพียงแค่ร่วมบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา ก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี


(บรรยากาศในคลาสของ ครูเล็ก, เอกชัย)

 
อาทิตย์ที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔ ทางชมรมศิษย์เก่าหลักสูตรครูสอนโยคะของสถาบันฟิตเราได้ร่วมกับฟิตสตูดิโอ จัดคลาสโยคะการกุศล โดย เวลา ๙.๐๐-๑๑.๓๐น.ครูจิมมี่ สอน หฐะวินยาสะโยคะ แบบโฟล์วคลาส ส่วนเวลา ๑๓.๓๐-๑๖.๐๐น. ครูสุธรรม สอนเรื่องโยคะและการจัดระเบียบร่างกายและจิตใจ โดย เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปที่สนใจสามารถมาเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยบริจาคเริ่มต้นที่ท่านละ๕๐๐บาท ก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี
 
 
 
 
อาทิตย์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ ครูจิมมี่ ร่วมกับ บัลลัมโยคะย่านลาซาล จัดคลาสโยคะการกุศล สอนโดยครูจิมมี่ เวลา ๙.๐๐-๑๐.๓๐น. สอนเรื่องเทคนิคและวิธีการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืน เวลา ๑๐.๓๐-๑๒.๐๐น.การทำท่าบิดตัวสำหรับการฝึกโยคะอาสนะ โดยเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปที่สนใจสามารถมาเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยร่วมบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา ก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี
 

 
 
จริงๆแล้วในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๔ ผมได้นัดหมายกับครูอุ้ม สุชาวดี เฉลิมวงศาเวช เพื่อจะเปิดคลาส อัษฎางคโยคะ ไพรมารี่ซีรี่ย์ การกุศล ที่ฟิตสตูดิโอ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์น้ำท่วมที่เคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพ ไม่น่าไว้วางใจจึงทำให้เราตัดสินใจเลื่อนกิจกรรมดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนดแต่ก็สัญญาว่าจะกลับมาจัดอีกอย่างแน่นอนครับ ซึ่งจากสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาสู่กรุงเทพนี้เองยังส่งผลกระทบไปถึงการจัดกิจกรรมไทยแลนด์โยคะเฟสติวัลอีกด้วย ทำให้มหกรรมโยคะที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทยจำเป็นจะต้องย้ายไปจัดในวันที่ ๑๗-๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๔(จากที่ตั้งใจจะจัดในวันที่๒๙-๓๐ตุลาคม ๒๕๕๔)
 
อาทิตย์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ครูจิมมี่ ร่วมกับ เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท เชียงใหม่ จัดกิจกรรมโยคะการกุศลเพื่อนำเงินบริจาคไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เวลา ๙.๐๐-๑๑.๓๐น. การฝึกโยคะอาสนะสำหรับคนที่นั่งทำงานออฟฟิศ เวลา ๑๓.๓๐-๑๖.๐๐น. เทคนิคการทำท่าอาร์มบาลานซ์สำหรับการฝึกโยคะอาสนะ(ซึ่งสำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ผมจะนำข้อมูลมาอั๊พเดตให้ทราบ ทางเฟสบุ๊ค)
 
และก็คิดว่าคงจะมีกิจกรรมการกุศลช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติคล้ายๆแบบนี้อีกตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวยครับ


มาจนถึงปัจจุบันนี้จะเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ แล้ว ก็ยังไม่ค่อยมีทีท่าว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะดีขึ้น ผมชักเริ่มกังวลใจนิดๆเสียแล้วล่ะครับว่า จากการที่ผมพยายามทำกิจกรรมการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ต่อไปอาจจะถึงเวลาที่ผมจะต้องช่วยเหลือตนเองเข้าแล้ว เพราะตอนนี้สถานการณ์น้ำท่วมได้เคลื่อนตัวเข้าใกล้ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร และเข้ามาใกล้ระแวกที่พักอาศัยของผมมากๆ ถึงแม้รัฐบาลประกาศให้วันที่๒๗-๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ เป็นวันหยุดราชการ เพื่อหวังให้ชาวกรุงได้เตียมตัวออกจากเมืองไปอยู่ต่างจังหวัดกัน เพื่อหลบภัยน้ำท่วมที่กำลังเข้ามาสู่เมืองกรุง แต่บริษัทเอกชนหลายๆแห่งในกรุงเทพก็ยังคงเปิดกิจการกันตามปกติ จึงทำให้จนถึงวินาทีนี้ทั้งผมและภรรยาต่างก็ยังคงมีภาระการงานอยู่ในกรุงเทพและยังคงเฝ้าสังเกตการณ์สภาวะน้ำท่วมที่กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ได้แต่เฝ้าภาวนาหวังว่าทุกๆคนและครอบครัวของผมคงจะปลอดภัยและผ่านพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้ในเร็ววัน

ขอพลังแห่งโยคะและกรรมโยคะ จงช่วยให้ชาวไทยทุกๆคน สามารถผ่านพ้นจากอุทกภัยครั้งร้ายแรงนี้ไปได้ในเร็ววัน เทอญ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมยามว่างของก๊วนโยคีในเมืองกรุง(ก๊วนโยคีรวมตัวเตะบอล)

                       (ลีลาการเตะบอลของครูจิมมี่)

กิจกรรมยามว่างของก๊วนโยคีในเมืองกรุง(ก๊วนโยคีรวมตัวเตะบอล)

แน่นอนงานหลักเพียงอย่างเดียวของผมก็คือการสอนโยคะครับ หลังๆมา เนื่องจากผมรับงานสอนแบบทุกวันไม่มีวันหยุดก็เลยคิดว่าน่าจะมีวันหยุดประจำสัปดาห์อยู่กับครอบครัวบ้าง เดี๋ยวลูกเมียจะจำหน้าไม่ได้เอา ผมก็เลย  จัดให้วันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของผม ซึ่งในบางอาทิตย์มันก็จะเหงาหงอย เนื่องจากคนมันไม่เคยหยุดถึงแม้นจะหยุดอยู่กับครอบครัวก็ตาม ก็เลยคิดว่าในบางอาทิตย์น่าจะมีอะไรที่เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ทำกันบ้างในหมู่เพื่อนครูสอนโยคะและลูกศิษย์ของผม

มีวันหนึ่งพี่สุธรรมที่เป็นครูสอนโยคะด้วยกัน ก็ชวนผมและลูกศิษย์ของผมไปเตะบอลด้วยกัน(พี่เขาอายุรุ่นเดียวกับคุณอาของผมเห็นจะได้ แต่ด้วยวงโคจรของการสอนโยคะจึงทำให้ผมและพี่สุธรรมรู้จักและสนิทสนมกัน)  เนื่องจากพี่สุธรรมได้ย้ายที่พักอาศัยมาอยู่ที่คอนโดฯแถวย่านห้วยขวาง ซึ่ง ณ คอนโดฯ นั้นเองก็มีการทำธุรกิจสนามฟุตบอลให้เช่าหลายสนามทีเดียว จึงทำให้พวกเราเกิดแนวคิดกันว่าน่าจะรวมตัวกันสัปดาห์ละครั้งเพื่อมาเตะฟุตบอลด้วยกัน

       (ครูสุธรรม, ครูเปรม, ครูปอนด์, ครูปีเตอร์ และครูจิมมี่)

แรกๆเราก็รวมตัวกันมาเตะกับทีมของทางสนาม ก็เล่นกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ในบางครั้งก็ไปขอเล่นรวมกับทีมอื่นๆที่มาเช่าใช้สนามเลยล่ะครับ จนทำให้กลายมาเป็น “ก๊วนโยคีเตะบอล” ของพวกเรา จะว่าไปแล้วทักษะของพวกเราแต่ละคนก็สุดๆด้วยกันทั้งนั้นล่ะครับ พี่สุธรรม เคยมีดีกรี เป็นนักฟุตบอลของบริษัท ในสมัยที่พี่เขาทำงานใหม่ๆ(สุดยอดจริงๆ) ครูปอนด์ ลูกศิษย์ของผม เคยมีดีกรีเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลเยาวชนตัวแทนจังหวัด และเล่นฟุตบอลบ้างในบางครั้ง(สุดยอด) ครูเปรม ลูกศิษย์ของผม เคยเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อของวิทยาลัย และเล่นฟุตบอลบ้างในบางครั้ง(สุดยอด) ปีเตอร์ เป็นทั้งลูกศิษย์ของผมและพี่สุธรรม มีดีกรีเป็นนักกายภาพจากประเทศโปรแลนด์ ที่มีใจรักในการออกกำลังกายและก็เล่นฟุตบอลบ้างนานๆที(สุดยอด) ส่วนตัวผมเองเคยมีดีกรีเป็นถึงนักฟุตบอลตัวแทนโรงเรียนประจำจังหวัดในสมัยเรียนมัธยมฯปลาย(สุดยอด) แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีดีกรีสุดยอดทั้งนั้น แต่นั่นน่ะมันนานมาแล้ว พอมาถึง ณ ตอนนี้ สภาพแต่ละคนก็อย่างที่คิดไว้แหล่ะครับ ช่วงแรกๆก็วิ่งกันคึกคักดี ผ่านไป15นาที แทบจะคานออกจากสนามกันเป็นแถว  แต่ในที่สุดเมื่อรวมตัวมาเตะบอลกันบ่อยครั้งเข้า พวกเราก็เล่นกันเป็นชั่วโมงเกือบทุกครั้งที่ได้มาเตะบอลด้วยกัน

ผลที่ได้รับของการรวมตัวกันเตะบอลในแต่ละครั้งก็มีเย๊อะแย๊ะมากมายครับ นอกจากความสนุกสนานความมันส์ในหมู่คณะของพวกเราแล้ว ก็ยังมีสิ่งอื่นๆที่พวกเราได้รับอย่างชัดเจนคือ ตัวผมเองเกิดการมีปัญหากับรองเท้าเล็กน้อยจึงทำให้เล็บเท้าหลุดและมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อบ้างพอประมาณ, พี่สุธรรมเคยถึงกับข้อเท้าบวม หน้าแข้งปูดจากการปะทะกัน, ส่วนคนอื่นๆก็มีฟกช้ำบ้างแผลทะหลอกบ้าง ซึ่งทุกๆคนในก๊วนของเราต่างก็สอนโยคะด้วยกันทั้งนั้น พูดกันง่ายๆก็คือได้ไม่คุ้มเสียล่ะครับ

คนอื่นก็ไม่ค่อยเท่าไหร่หรอกครับ ผมกับพี่สุธรรมต่างก็มีครอบครัวกันแล้ว พอกลับถึงบ้านก็จะได้รับการต้อนรับจากศรีภรรยา ล่ะครับ เนื้อหาใจความก็สรุปได้ประมาณว่า “อย่าให้รู้น๊ะว่าต้องงดคลาสสอนหรือหาคนไปสอนแทนเพราะเจ็บตัวจากการไปเล่นบอลมา ไม่ใช่เด็กๆแล้วน๊ะคุณ”  อันนี้คือด่านแรกของผมกับพี่สุธรรม  ด่านที่สองคือเหล่านักเรียนของพวกเราแหล่ะครับ พอพวกเราต่างก็มีอาการแปลกๆตอนเดิน จึงทำให้ได้รับคำถามจากนักเรียนเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไปทำอะไรมาครู? ดูเดินแปลกๆน่ะ” 555.. พอทราบคำตอบลูกศิษย์ก็มักจะมองผมแปลกๆและถามต่อว่า “เตะบอลเป็นด้วยเหรอครู?” ผมก็คิดในใจว่า อ้าวพูดแปลกๆรูปร่างเราไม่เหมาะกับการเตะบอลเลยหรืออย่างไรกัน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ผมคิดว่าการบาดเจ็บจากการเตะฟุตบอลของพวกเรามีผลกระทบพอสมควรเลยทีเดียวกับอาชีพการสอนโยคะ หากวันหนึ่งวันใดเกิดโชคร้ายขาแข้งหักกันขึ้นมาคงไม่ดีแน่ๆ ผมจึงตัดสินใจประกาศแขวนรองเท้าเตะบอลให้ทุกคนในกลุ่มทราบและต่อมาอีกไม่นานก๊วนโยคีเตะบอลของพวกเราก็ล่มสลายไปในที่สุด และก็คิดว่าพวกเราน่าจะหากิจกรรมอย่างอื่นทำกันดีกว่าที่จะฝืนสังขารกันไปเตะบอล

และนี่ก็คือ กิจกรรมครั้งหนึ่งของพวกเราเหล่าโยคีในเมืองกรุง พอมาถึง ณ ตอนนี้พวกเราบางคนต่างก็มีภาระการสอนโยคะกันอย่างมากมายจึงทำให้การรวมตัวเจอกันในแต่ละครั้งค่อนข้างจะลำบาก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาสพวกเราก็จะไม่พลาดรวมตัวกันเพื่อรับประทานอาหารหรือเสวนากันตามประสาก๊วนครูโยคะ

มิตรภาพของพวกเราที่มีวิชาชีพเดียวกันนั้นเป็นสิ่งที่งดงาม ยากที่จะหาสิ่งใดมาเทียบได้ พวกเราก็เฝ้าหวังว่าเราจะยังคงเก็บรักษามิตรภาพอันดีงามระหว่างพวกเราไว้ตราบนานเท่านาน
  
ขอพลังแห่งโยคะและมิตรภาพอันดีงามจงอยู่กับพวกเราทุกๆคนตลอดไปเทอญ


นมัสเต,


จิมมี่โยคะ

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Jason Crandell เทพบุตรแห่งวงการโยคะ

Jason Crandell เทพบุตรแห่งวงการโยคะ

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมโยคะเวิร์คชอฟที่ต่างประเทศหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน รวมจนถึงเอเชียโยคะคอนเฟอร์เร้นท์ที่ประเทศฮ่องกงด้วยครับ มีครูโยคะท่านหนึ่งที่ผมมักจะได้พบเจอกับเขาเป็นประจำ  เขาคือ Jason Crandell(เจสัน แครนเดลล์) ครูสอนโยคะคนนี้จริงๆแล้วอายุอานามของเขาก็ถือว่าไร่เรี่ยสูสีกับผมเลยล่ะครับ  เจสันเป็นครูสอนโยคะรุ่นใหม่ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เขามักได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรสอนโยคะในระดับนานาชาติเสมอๆ

จากการที่ผมได้เคยเข้าคลาสของเขาบ้าง ได้เคยพูดคุยกับเขาบ้าง จึงทำให้พอจะทราบได้ทันทีเลยว่าทำไม Jason Crandell(เจสัน แครนเดลล์) ถึงได้ถูกเลือกให้มาสอนในงานโยคะระดับชาติ-ระดับโลกเป็นประจำ เขาเป็นคนที่สุภาพมากๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอัธยาศัยไมรตรี เป็นกันเอง อ่อนน้อมถ่อมตน มีชีวิตเรียบง่าย ชอบทำตัวกลมกลืนกับคนทั่วๆไปไม่โดดเด่น พูดง่ายๆว่า ถ้าเดินสวนกัน กับเจสัน แครนเดลล์ ตามท้องถนน คงไม่ทราบแน่ๆว่าเขาเป็นครูสอนโยคะ เขามักสวมใส่เสื้อยืดคอปกสีพื้นๆ กางเกงยีนส์ทรงธรรมดาๆทั่วๆไป รองเท้าผ้าใบในสไตล์แบบที่เรียบๆง่ายๆ และกระเป๋าสะพายข้างสไตล์เดียวกับที่พนักงานส่งเอกสารบ้านเรามักนิยมใช้กัน

                                         (ครูจิมมี่และครูเจสัน แครนเดลล์)

ส่วนสไตล์การสอนของ Jason Crandell(เจสัน แครนเดลล์) เขาสอนในสไตล์ หฐวินยาสะโยคะ(ขั้นพื้นฐาน-ขั้นกลาง) สอนแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่รีบไม่เร่ง พร้อมกับทรอดแทรกเทคนิคต่างๆในแต่ละท่าโยคะอาสนะอย่างน่าสนใจ จนทำให้ท่าฝึกธรรมดาๆกลายเป็นท่าที่น่าติดตามขึ้นมาทันที และที่สำคัญคือการใช้คำพูดและโทนเสียงของเขา ค่อนข้างผ่อนคลาย ชวนฟัง จึงทำให้คลาสของเขาได้รับความสนใจในกลุ่มผู้ฝึกโยคะที่ต้องการเรื่องของเทคนิควิธีการ ท่าไม่ถึงกับหนักมากแต่ก็ไม่ได้เบาเกินไปด้วยในเวลาเดียวกัน(เรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดาครับ)
 
 Jason Crandell(เจสัน แครนเดลล์)เรียนรู้ศาสตร์แห่งโยคะจากครู Rodney Yee(ร็อดนี่ย์ ยี) และครูโยคะที่มีชื่อเสียงอีกหลายต่อหลายท่านด้วยกัน  เขาเป็นที่รู้จักในวงการโยคะอย่างกว้างขวางเนื่องจาก เขามีผลงานร่วมกับโยคะเจอร์น่อล(อเมริกา) หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดความรู้ต่างๆทางด้านโยคะ ผ่านนิตยสารโยคะเจอร์น่อลและเว็บไซต์ของโยคะเจอร์น่อล มากกว่า13บทความ บทความทั้งหมดเป็นที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจนถูกเผยแพร่และแปลเป็นภาษาอื่นๆอีกมากมายหลายภาษา นอกจากนี้เขายังมีผลงานดีวีดี การสอนโยคะร่วมกับโยคะเจอร์น่อล 2ชุด คือ Yoga Journal DVDs, Yoga for Wellbeing และ Your Complete Home Practice Companion: Yoga for Morning, Noon, and Night.

ผมก็ไม่ค่อยจะแน่ใจสักเท่าไหร่นัก ว่าสาวกโยคะชาวไทยเราจะมีสักกี่คนกัน ที่เคยได้ยินชื่อเสียงหรือพอจะรู้จักคุ้นหูกับครูสอนโยคะที่ชื่อ Jason Crandell(เจสัน แครนเดลล์)

แต่ก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ที่ เทพบุตรแห่งวงการโยคะคนนี้ อาจจะแวะเวียนมาเปิดโยคะเวิร์คชอฟให้กับสาวกโยคะในเมืองไทยของเราได้สัมผัสประสบการณ์โยคะระดับโลก

สามารถติดตามผลงานของ ครูเจสัน แครนเดลล์ ได้ในช่องทางดังต่อไปนี้

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภักติโยคะ การเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดี

( Jimmy in Kukkuttasana )

ภักติโยคะ การเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดี

ผมไม่ได้เขียนบทความใหม่ส่งขึ้นบล็อกให้ได้อ่านมานานพอควร เนื่องจากภาระหน้าที่การงานที่ค่อนข้างวุ่นวายและยุ่งเหยิง ต้องขออภัยแฟนๆบล็อกทุกๆท่าน มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ 


มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะแชร์ให้ทุกๆท่านได้อ่านก็คือ ประสบการณ์จากการรับงานสอนโยคะของผม ที่น่าจะเป็นเครื่องช่วยเตือนใจและทำให้ผมได้ตระหนักถึงหลักและแนวทางของภักติโยคะ มากยิ่งขึ้น ดังนั้นก่อนอื่นผมคงจะต้องขอ กล่าวถึงความหมายและที่มาของคำว่า "ภักติโยคะ" เสียก่อน


ในยุคอุปนิษัท  ได้พัฒนาเรื่องหลักกรรมในยุคพระเวทเพื่อเป้าหมายคือการเข้าสู่ปรมาตมันโดย อาศัยวิธีการ  3  ประการ คือ  กรรมโยคะ  ภักติโยคะ   และชญาณ  โยคะ  
  
กรรมโยคะ  (กรรม+โยคะ)  หมายถึงการกระทำอะไรก็ตามที่จะนำไปสู่ความดีความชอบและมีผลตามความต้องการ
  
ภักติโยคะ  (ภักติ+โยคะ) หมายความถึงความศรัทธา  ความจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า  
  
ชญาณโยคะ  (ชญาณ+โยคะ)   หมายถึงตัวความรู้ชั้นบรมสัจจะ  มิใช่ความรู้อื่นที่นำไปสู่สภาวะดังกล่าว  สภาวะเช่นนี้จะเกิดได้จากการที่คนเราสามารถหยั่งรู้สภาวะอันแท้จริงของตน เองว่ามันมีสภาวะจริง  ๆ   เป็นเช่นไร

              ทรรศนะเรื่องกรรมในศาสนาพราหมณ์นี้  ชี้ให้เห็นว่ากรรมเป็นเครื่องปรุงแต่งสัตว์ทั้งหลาย   กรรมเป็นเครื่องผูกพันให้มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิด    มนุษย์ทุกคนตกอยู่ในอำนาจของกฎแห่งกรรมที่เขาทำไว้จะหลีกหนีไม่พ้น   คือทำกรรมใดไว้ก็จะได้รับผลแห่งกรรมนั้น  ทำดีย่อมได้รับผลดี  ทำชั่วก็ย่อมได้รับผลชั่ว



เรื่องของผมมันมีอยู่ว่า หลังจากที่ผมสอนโยคะมาได้สัก2-3ปี (ก็คงจะต้องย้อนกลับไปสักประมาณเกือบจะ 10ปีที่แล้ว) งานสอนโยคะผมก็ค่อยๆเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากที่เคยสอนวันละ 2คลาส ก็ค่อยๆเพิ่มมาเป็น วันละ 3-4 คลาส แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นกับชีวิตของผม (ซึ่งจริงๆแล้วมันก็เป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆที่คอยกวนใจเราน่ะครับ) ปัญหาที่ว่าก็คือ พอผมมีงานสอนโยคะเพิ่มมากขึ้น คนก็ค่อยๆเริ่มรู้จักกับผมเพิ่มมากขึ้น และมีคนติดต่อให้ผมไปสอนโยคะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ทราบกันดีว่า คลาสโยคะส่วนใหญ่ก็จะ เป็นช่วงเวลาเย็น ถ้าเป็นงานสอนตาม


หน่วยราชการต่างๆ ส่วนใหญ่เราน่าจะสามารถรับงานสอนได้ที่เวลา 16.30น. หรือ 17.00น.


หน่วยงานเอกชนหรือบริษัท ห้างร้านต่างๆ ส่วนใหญ่เราน่าจะสามารถรับงานสอนได้ที่เวลา 17.30น. หรือ 18.00น.  


ฟิตเนสและเฮลท์คลับต่างๆ เราจะสามารถรับงานสอนได้เกือบทั้งวันสำหรับฟิตเนสและเฮลท์คลับใหญ่ๆ แต่เวลาที่เขาต้องการส่วนใหญ่คือ ตั้งแต่6.30น.เช้าหรือ 7.00น.เช้า ส่วนช่วงเย็นก็เป็น 18.00น. ไปจนถึง 20.30น.เลยทีเดียว 


สำหรับเวลาอื่นๆก็คงเป็นรอบสอนแบบส่วนตัวที่นัดเวลากันตามสะดวกของทั้งผู้สอนและผู้เรียน


ดังนั้นงานในช่วงเย็นก็จะมีค่อนข้างเย๊อะกว่าช่วงเวลาอื่นๆ จนบางครั้งก็มีคนติดต่อให้ผมไปสอนช่วงค่ำในเวลาที่ผมมีงานสอนอยู่แล้ว ซึ่งข้อเสนอง่ายๆเพื่อต้องการได้ผมไปสอนก็คือให้ค่าสอนมากกว่าที่เดิม ต้องบอกกันตามตรงเลยครับว่ามีบ้างในบางครั้งที่กิเลสและความโลภของผมก็จะแว๊บเข้ามาในด้านมืดของจิตใจ และเคยทำให้ผมเคยตัดสินใจผิดพลาดไปเกี่ยวกับเรื่องนี้


การที่เราจะขอยกเลิกงานสอนจากสถานที่แห่งหนึ่ง ที่เราเคยสอนอยู่แล้วไปรับงานสอนยังที่ใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายครับในบางครั้ง หากทางสถานที่นั้นๆเขาหาคนมาสอนแทนเราไม่ได้ เราก็อาจจะต้องเป็นฝ่ายช่วยหาคนมาสอนแทนเราให้กับสถานที่นั้นๆ และแน่นอนครับหากเขาทราบว่าเราทิ้งเขาไปรับงานที่ใหม่เขาก็คงไม่ค่อยพอใจอย่างแน่นอน 


ประสบการณ์การรับงานสอนของผมครั้งหนึ่งมันมีอยู่ว่า เขาต้องการให้ไปสอนช่วงค่ำแต่ว่า ในวันดังกล่าวน่ะผมก็มีงานสอนของผมอยู่แล้ว เนื่องจากเขาให้ค่าสอนมากกว่าที่เก่า กิเลสและความโลภของผมก็จะแว๊บเข้ามาในด้านมืดของจิตใจ จึงทำให้ผมหาคนรู้จักมาสอนแทนที่เดิมที่เคยสอน(ยกคลาสให้เขาไปเลย)และนำพาตัวเองไปรับงานที่ใหม่ที่คิดว่าได้ค่าตอบแทนที่ดีกว่าที่เดิม ทั้งๆที่ในสถานที่เดิมนั้นผมสอนมาอย่างยาวนานหลายปีโดยไม่เคยมีปัญหาอะไร 

และพอผมไปสอนให้กับที่ใหม่ได้เพียงไม่ถึงปีกิจการเขาก็มีปัญหาทำให้ต้องปิดกิจการลงไป..เวรกรรม..เวรกรรม... ก็เท่ากับว่าผมต้องตกงาน ที่เก่าก็ยกให้คนอื่นไปสอนแล้ว จะกลับไปขอเอารอบสอนคืนก็คงไม่ได้แน่ๆ อันนี้คือบทเรียนสำคัญ ของการไม่พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ กิเลสความโลภที่บางครั้งมันเข้ามาคลอบงำจิตใจของเรา ทำให้เราอยากได้มากขึ้น อยากมีมากขึ้น จนทำให้เราหลงลืมเรื่องของความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่สถานที่นั้นๆมีให้กับเราเสมอมา  มันเปรียบได้ดั่งเวรกรรมที่ตามทันเรา(อาจจะว่าผม งมงาย แต่ผมก็เชื่อในเรื่องของกฏแห่งกรรมครับ) เมื่อเราเป็นฝ่ายที่ทอดทิ้งเขาไปด้วยเหตุอันไม่สมควร เขาก็คงได้รับผลกระทบพอประมาณจากการกระทำของเรา มันก็คงเปรียบได้กับการที่เราได้สร้างเวรกรรมเอาไว้ ดังนั้นในไม่ช้าไม่นานเวรกรรมนี้มันก็จะตามกลับมาหาเรา ให้เราได้ชดใช้กรรมนี้ในที่สุด


หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็จะตระหนักถึงเรื่องของเวรกรรมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และพยายามนำ "ภักติโยคะ" การเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดี มาปรับใช้กับชีวิตและการงานที่ผมได้ทำอยู่  รู้จักถึงความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ พอเพียง ไม่โลภมาก 


มีหลายเรื่องราวที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและพอจะยกตัวอย่างให้เห็น ในเรื่องของความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ซื่อสัตย์ จงรักภักดี และแน่นอน พวกเขาเหล่านี้เปี่ยมล้นไปด้วยศรัทธา  ดังเช่น     
 พันท้ายนรสิงห์ (จากเรื่อง พระเจ้าเสือ) ที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนเองในการถวายงานรับใช้พระเจ้าเสือ ด้วยข้อผิดพลาดอันสุดวิสัยแต่ด้วยหน้าที่รับผิดชอบของตนจึงทำให้พันท้ายนรสิงห์ต้องสละชีพของตน ทิ้งไว้เป็นตำนานให้พวกเรารุ่นหลังได้รับรู้สืบต่อถึงความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อหน้าที่ ของท่านพันท้ายนรสิงห์


แฮร์รี่ พอตเตอร์และผองเพื่อน ที่ได้ทำตามหน้าที่ของตน เพื่อกำจัดภัยมืด ผดุงไว้ซึ่งความสันติสุข ของชาวฮ็อกวอด ถึงแม้นว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง


กวนอู (จากเรื่อง สามก๊ก) ที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อเล่าปี่ ถึงแม้นว่าตนเองจะต้องตกไปเป็นเชลยศึกของฝ่ายโจโฉ แม้นกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีที่กวนอูมีต่อเล่าปี่ได้ จนท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ของชาวจีน


หนุมาน พญาวานร (จากเรื่อง รามเกียรติ์) ที่มีความจงรักภักดีต่อพระราม, หนุมานทำหน้าที่ของทหารเอกได้อย่างยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน ผดุงไว้ซึ่งความถูกต้อง


อรชุน (จากเรื่อง สงครามมหาภารตยุทธ/ภควัตคีตา) ที่ได้ทำหน้าที่ของตนเพื่อวงศาคณาญาติ ในมหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งชมภูทวีป, อรชุน เกือบจะเดินหนีจากสมรภูมิรบในการรบครั้งสุดท้าย แต่ด้วยการเตือนสติจาก กฤษณะ(อวตารของพระวิษณุ) ทำให้อรชุน ได้ตระหนักถึงหน้าที่ของตนและความถูกต้อง จึงทำให้อรชุนเปลี่ยนใจกลับมารบ จนได้รับชัยชนะเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง

อย่างไรก็ตามแต่ พวกเราควรนำหลักของ "ภักติโยคะ" การเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดี ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับชีวิตของเราและควรอยู่ภายใต้ การนำไปใช้อย่างมีสติ และเป็นไปตามความถูกต้องตามครรลองครองธรรม ซึ่งถ้าเรานำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมคงจะเป็นผลดีต่อพวกเราทุกๆคนอย่างแน่นอน...

เมื่อการที่เรา เชื่อมั่น ศรัทธา และจงรักภักดี ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  เราก็แอบหวังไว้ลึกๆเช่นกันว่า สิ่งนั้นจะไม่ทำให้เราต้องผิดหวัง และสูญสิ้นซึ่งความรักและศรัทธา
 
"ที่สำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่​ากันก็คือ จงอย่าทำให้ผู้อื่นต้องสูญส​ิ้นซึ่งศรัทธาที่มีต่อเราด้​วยเช่นกัน และสุดท้ายที่สำคัญมากๆก็คื​อ จงอย่าสิ้นศรัทธาหมดหวังกั​บตัวเราเอง"

และเมื่อไรก็ตามแต่ ที่เราต้องผิดหวังจนสูญสิ้นซึ่ง ความเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดีไป นั่นหมายถึง...จงเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีและจงพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังเข้ามาสู่ชีวิตของเราแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้...

... เราจะอยู่อย่างไร หากต้องอยู​่อย่างไร้ซึ่งศรัทธา...


ขอพลังแห่ง "ภักติโยคะ" การเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดี จงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ป้ายกำกับ

Powered By Blogger