เรื่องเล่า...จากครูโยคะ

เรื่องเล่า...จากครูโยคะ เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์การสอนโยคะของครูจิมมี่ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ สอดแทรกอารมย์ขัน เหมาะกับผู้ที่สนใจในการฝึกโยคะ, ครูฝึกโยคะและทุกๆคน ทุกเพศทุกวัย



สำหรับทุกๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใช้บริการ อ่านบล็อก เรื่องเล่า...จากครูโยคะ โดยครูจิมมี่ สามารถเลือกคลิ๊กเข้าไปอ่าน บทความอื่นๆได้ ที่เดือนต่างๆ ซึ่งเรียงอยู่ทางด้านขวามือของบทความ ขอบพระคุณมากครับ



ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป...นมัสเต...





วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สุริยนมัสการ 108 (กิจกรรมไหว้พระอาทิตย์เพื่อการกุศล) ในงาน Thailand Yoga Festival 2010.

(ครูทั้ง 12ท่านยืนโพสท่าเรียงกันตามลำดับการสอน)

สุริยะนมัสการ 108 (กิจกรรมไหว้พระอาทิตย์เพื่อการกุศล) ในงาน Thailand Yoga Festival 2010.

ก็ได้ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ สำหรับมหกรรมโยคะที่ถือว่าใหญ่ที่สุดของบ้านเรา Thailand Yoga Festival 2010. เสาร์ที่30  และอาทิตย์ที่31 ตุลาคม 2553 ซึ่งปีนี้ได้ใช้สถานที่ในการจัดงานที่โรงเรียน นานาชาติ บางกอกเปร็บ(ใกล้สถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ ปีที่แล้วก็จัดงานนี้ที่นี่แหล่ะครับ)

(ครูทั้ง 12ท่าน เตรียมความพร้อมก่อนการสอน)

กิจกรรมที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสีสันของงานนี้ก็คือ สุริยะนมัสการ 108 (กิจกรรมไหว้พระอาทิตย์เพื่อการกุศล) เพราะว่ารวบรวมครูโยคะถึง 12ท่านด้วยกันมานำสุริยะนมัสการในสไตล์ต่างๆกันตามความถนัดของครูแต่ละท่าน(ก็มีผมเป็นครู 1ใน12ท่านด้วยครับ) จากหมายกำหนดการเดิม กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นวันเสาร์ที่30 ต.ค.เวลา 18.00-20.00น. แต่ทางผู้จัดงานได้ขอเปลี่ยนแปลงเวลามาเป็น 13.00-15.00น.วันเดิม  ทุกอย่างก็เป็นไปแบบเรียบๆง่ายๆตามที่ฝ่ายจัดงานต้องการคือ ก็จัดลำดับการสอนของครูแต่ละท่านกัน มันตอนก่อนบ่ายโมงวันสอนจริงนั่นเลยครับ ก็ตื่นเต้นได้ลุ้นดีเหมือนกันเหมือนฟังผลสอบเอ็นทรานซ์ ครูทั้ง 12ท่านมายืนรวมตัวกันฟังผลว่าใครจะสอนก่อนสอนทีหลัง พอทราบผล ผมก็ต้องถึงกับเข่าอ่อนเลยล่ะครับ เมื่อฝ่ายจัดบอกว่าครูจิมมี่สอนก่อนเป็นคนแรก แต่ในความคิดของผมก็คือ ครูที่ควรจะเป็นผู้สอนเปิดงาน น่าจะต้องเป็นที่ยอมรับของผู้ฝึกโยคะทุกคนในงานนี้และมีความอาวุโสประมาณหนึ่ง สำหรับผมแล้วครูทั้ง 12ท่านที่ได้รับเชิญมาสอนในงานนี้ ผมถือว่าเป็นครูที่มีอายุน้อยที่สุด(จริงๆครับ ไม่ได้โม้) ผมจึงทำการถามประชามติของครูท่านอื่นๆทั้ง 11ท่าน จึงเห็นพร้อมตรงตามกันว่า ให้ครูเคน ฮารากูม่า เป็นผู้สอนเปิดพิธีน่าจะเหมาะสมที่สุด ผมจึงรอดตัวไป หลังจากนั้นครูบางท่านก็มีการขอสลับตำแหน่งลำดับการสอนกันไปมาพอประมาณจนฝ่ายจัดงานเกือบงง แต่ก็ลงตัวจนได้ในที่สุด สรุปผมได้สอนเป็นคนสุดท้าย(ไม่อยากเป็นคนแรก แต่ขอเป็นคนสุดท้าย ฮิๆๆ)

(ครูจิมมี่ ขณะที่กำลังสอน)

ตามข้อกำหนดคือ ครู 12ท่าน ผลัดกันสอนสุริยะนมัสการท่านละ 9รอบ คนแรกมีงานเพิ่มคือต้องนำวอร์มอัพ, อบอุ่นร่างกายด้วย และคนสุดท้ายก็ต้องรับหน้าที่เพิ่มด้วยเช่นกันคือการนำผ่อนคลายโยคะนิทราท่าศพอาสนะ(อันนี้ คืองานที่ผมได้รับเพิ่มล่ะครับ)

ครูบางท่านก็สอนด้วยความกระชับรวดเร็วว่องไว ครูบางท่านก็สอนแบบเรื่อยๆไม่ต้องรีบไม่ต้องเร่ง ตามหมายกำหนดการจริงๆเราเริ่มกิจกรรมตอนบ่ายโมงก็ควรจะเสร็จสิ้นกิจกรรมตอนบ่ายสามโมงตรง แต่พอถึงบ่ายสามโมงตรงเพิ่งสอนไปได้ประมาณ 8ท่านเองครับ จึงทำให้ผมต้องยืนเกร็งอยู่ว่าผมซึ่งสอนเป็นคนสุดท้ายจะได้สอนไหมเนี่ยะ? เพราะในห้องที่เราจัดกิจกรรมนี้ต้องมีคลาสต่อตอนเวลา 15.30น. ครูที่สอนในลำดับต้นๆ เมื่อหมดหน้าที่เขาก็ค่อยๆสลายตัวกันไปทีละคนสองคน แต่ก็ยังมีครูอีกหลายท่านที่รออยู่จนจบกิจกรรม และถือว่าเป็นการให้กำลังใจครูที่สอนในลำดับท้ายๆ

เนื่องจากกิจกรรมสุริยะนมัสการ 108นี้ใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน ดังนั้นผู้ฝึกบางท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมก็อาจจะค่อยๆสลายตัวไปบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง พอมาถึงคิวสอนของผมซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สอนคนสุดท้ายผู้ฝึกจึงบางตาลงไปเล็กน้อย จึงทำให้ครูคอร่า เวน แสดงสปิริตลงมาร่วมฝึกด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ผม นอกจากนี้ยังมี ครูประสาท รังเนกา(ชาวอินเดีย), ครูวีณา เศรษฐี, ครูเก๋ รสสุคนธ์ ซันจวน คอยยืนคุมเชิงให้กำลังใจอยู่ด้านข้าง เนื่องจากสอนในลำดับใกล้ๆกัน ซึ่งก็เหลือเวลาแค่ไม่ถึง10นาทีให้ผมสอน ดังนั้นจาก 9รอบ ผมจึงนำสุริยะนมัสการไปเพียง 3รอบเท่านั้น แล้วจึงนำทุกๆคนไปสู่การผ่อนคลายโยคะนิทราท่าศพอาสนะ ก็เป็นอันว่ากินเวลาของคลาสที่เขาจะต้องมาสอนต่อไปเล็กน้อยแล้วครับ

ภาพโดยรวมของกิจกรรมนี้ ก็ถือว่าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ถึงแม้นจะมีบางสิ่งบางอย่างยังขาดๆเกินๆอยู่บ้างก็ต้องถือโอกาสนี้กราบขอบพระคุณผู้ฝึกโยคะทุกๆท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมสุริยนมัสการ 108 เพื่อการกุศล,
ขอบคุณโยคะเจอร์น่อลไทยแลนด์ที่ได้ให้โอกาสทำให้ผมมีส่วนร่วมสำคัญในกิจกรรมครั้งนี้, ขอบพระคุณคุณครูทุกๆท่านที่มาร่วมสอนและร่วมเป็นกำลังใจให้กันและกัน

หวังว่าคงจะมีกิจกรรมดีๆแบบนี้ ให้ผู้ฝึกโยคะได้เข้าร่วมอีก ตามความเหมาะสมแก่เวลาและโอกาส

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับผู้ฝึกโยคะทุกๆคนและผมตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com. โดยค้นหาจาก คำว่า Jimmy Yoga หรือ e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

โยคะ กับภาษาสันสกฤต และพุทธประวัติ

โยคะ กับภาษาสันสกฤต และพุทธประวัติ

สิ่งหนึ่งในการฝึกโยคะของพวกเราทั้งหลาย คงจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นกับการที่จะต้องได้ยินได้เจอชื่อท่าโยคะอาสนะที่ฟังไม่ค่อยคุ้นหู ศัพท์ฟังดูคล้ายๆจะเป็นราชาศัพท์แต่ก็ไม่ใช่ ออกเสียงคล้ายๆภาษาไทยแต่ก็ไม่เชิง สิ่งนี้ก็คือภาษาสันสกฤตนั่นเอง

ด้วยความที่ว่าผมมีอาชีพเป็นครูสอนโยคะ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจคำศัพท์ชื่อท่าโยคะอาสนะต่างๆเหล่านี้บ้าง(ถึงแม้นจะเป็นแบบงูๆปลาๆก็ตาม) ซึ่งในเรื่องนี้ผู้ที่เป็นครูสอนโยคะทั้งหลายต่างก็คงพอจะทราบกันดีและปวดหัวกับสิ่งนี้ไม่ใช่น้อย  ครูบางคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงไม่พูดชื่อท่าอาสนะต่างๆเป็นภาษาสันสกฤตแต่ขอเรียกชื่อท่าเป็นภาษาอังกฤษแทน(ก็แล้วแต่ความถนัดล่ะครับ มันไม่ใช่อะไรที่เราคุ้นเคย) แต่บางคนก็เลือกที่จะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามแต่

โดยส่วนตัวของผมกับภาษาสันสกฤตนี้ ผมเลือกที่จะศึกษาด้วยตนเองและพยายามทำความเข้าใจกับมัน ก็เหมือนท่องศัพท์ภาษาอังกฤษตอนสมัยเด็กๆล่ะครับ พยายามออกเสียงศัพท์ต่างๆและความหมายของศัพท์ต่างๆเหล่านั้นควบคู่กันไป ซึ่งแน่นอนครับ การออกเสียงย่อมต้องมีความผิดเพี้ยนบ้างเป็นธรรมดาเนื่องจากมันไม่ใช่ภาษาที่เราคุ้นเคยแต่ผมก็พยายามจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผมสามารถทำได้

มีเหตุการณ์หนึ่ง(ประมาณ5-6ปีที่แล้ว) เรื่องมันมีอยู่ว่า วันหนึ่งหลังจากที่ผมได้สอนจบคลาส จากการสอนตามปกติของผมในตอนค่ำ ก็มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งที่เข้าร่วมคลาสกับผม มาถามผมถึงชื่อท่าที่ผมสอน ว่ามีอยู่ท่าหนึ่งที่เธออยากจะทราบชื่อท่าอาสนะท่านี้มากๆ จึงมาขอคำตอบจากผมให้หายสงสัย ผมบอกเธอไปแบบตรงๆว่าผมก็ไม่ทราบเหมือนกันแต่ครั้งหน้าที่เจอกันจะพยายามทำการบ้านไปค้นคว้าหาชื่อมาบอกให้ได้   ณ ตอนนั้นผมกลับมาคุ่นคิดอย่างหนัก และตระหนักว่าแน่นอนหากมาถามชื่อท่าโยคะอาสนะกับครูสอนโยคะแล้วครูสอนโยคะตอบไม่ได้...แล้วจะให้ไปถามกับใคร? คือมันเป็นอาชีพของเรา เราจึงจำเป็นจะต้องมีความก้าวหน้าและพัฒนาในวิชาชีพ ดังนั้นตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมจึงเริ่มท่องศัพท์ภาษาสันสกฤต

และวันหนึ่งในการสอนคอร์สครูโยคะ ผมก็ต้องสอนคำศัพท์และความหมายของภาษาสันสกฤตบางส่วนที่ครูสอนโยคะควรจะต้องทราบ ก็ได้มีการหยิบยกเอา คำว่า Ashtanga มาพูด ซึ่งคำว่าAshtanga มาจาก Ashta (อัษฎา)ที่แปลว่า แปด และ Ang(องค์) แปลว่า กิ่ง, แขนง, สาขา และอาจจะหมายถึงนิ้วมือ นิ้วเท้าก็ได้ ซึ่งรวมแล้วก็หมายถึง องค์8แห่งโยคะ หรือ มรรค8แห่งโยคะนั่นเอง  จากตรงนี้จึงมีการนำคำว่า องค์ มาพูดต่อว่า อ้อ! องคุลีมาล จอมมารที่คอยตัดนิ้วคนอื่นในพุทธประวัติ หลายท่านคงพอจะทราบดีแต่ถ้าไม่ทราบผมก็จะบรรยายให้ฟังโดยสังเขป(ผู้ที่ทราบแล้วก็ถือว่าเป็นการทบทวนความทรงจำแล้วกันนะครับ)

ก็อดที่จะพูดไม่ได้เพราะเราชาวไทยส่วนใหญ่นั้นนับถือศาสนาพุทธ(ผมด้วย) ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ในวัยเยาว์ จนถึงขั้นสอบได้ธรรมศึกษาเอก จากสำนัก วัดป่าเลไลย์วรวิหาร สุพรรณบุรี ก็เลยคิดว่าน่าจะมาแชร์เรื่องเหล่านี้บ้าง เพราะปัจจุบันความดีงามตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาดูเหมือนจะค่อยๆเสื่อมถอยไปจากวิถีชีวิตในสังคมไทยของพวกเรา


เรื่องย่อของ องคุลีมาล มีดังต่อไปนี้

ณ ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว อหิงสกะ ได้ถือกำเนิดขึ้นในวรรณะพราหมณ์ ซึ่งถือกันว่าเป็นวรรณะของผู้มีบุญชั้นสูงสุด แต่ชะตาของทารกกลับถูกสวรรค์ลิขิตไว้ว่า เมื่อเติบโตขึ้นจะกลายเป็นมหาโจร สนองคืนผู้มีคุณด้วยความตาย

เพราะเชื่อในลิขิตแห่งฟ้า บิดามารดาจึงส่งอหิงสกะ ไปร่ำเรียนวิชชากับสำนักทิศาปาโมกข์แห่งเมืองตักกสิลา บิดานั้นเพียงคิดโยนปัญหาไปให้ไกลตัวไกลๆ แต่ฝ่ายมารดากลับมุ่งหวังว่า สาติพราหมณ์  ผู้เป็นเจ้าสำนักทิศาปาโมกข์ เป็นผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วว่าจะเป็นผู้บรรลุธรรม เป็นเจ้าแห่งศาสดา อาจจะสามารถช่วยนำพาให้อหิงสกะ หลุดพ้นไปจากปัญหาทางโลกย์ได้

สาติพราหมณ์หาได้สอนวิชชาใดๆ ให้แก่อหิงสกะไม่ เพราะตรวจชะตาล่วงรู้ว่า ผู้มีคุณแก่อหิงสกะจะมีเคราะห์ เด็กน้อยจึงกลายมาเป็นคนเลี้ยงแพะ เพื่อนำไปฆ่าสังเวยในพิธีบูชายัญ ตามความเชื่อของผู้คนในสมัยนั้น เวลาผ่านไป จนอหิงสกะเติบโตเป็นหนุ่ม ในขณะที่ศิษย์คนอื่นๆ ฝึกฝนวิชชา อหิงสกะต้องนั่งนับจำนวนแพะอยู่กลางทุ่ง หารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้น เป็นการฝึกสมาธิโดยธรรมชาติ แล้ววันหนึ่ง อหิงสกะก็สามารถเข้าถึงปฐมฌานได้ด้วยตนเอง

ในกาลนั้น ข่าวของศาสดาองค์ใหม่ ผู้ซึ่งบรรลุธรรมอันยิ่งใหญ่ ก็ได้มาถึงเมืองตักกสิลา ศาสดาท่านนี้เดิมคือ เจ้าชายแห่งศากยะวงศ์ ผู้สละราชบัลลังก์ออกแสวงหาธรรม สาติพราหมณ์รู้สึกไม่พอใจ ที่พระราชาในแคว้นต่างๆ พากันหันไปนับถือศาสดาใหม่ จึงได้ส่งบรรดาศิษย์เอกของสำนัก ออกเดินทางไปลบล้างทำลายลัทธิใหม่นี้ แต่ศิษย์ของสาติพรหมณ์ทุกคน ล้วนแล้วแต่หายสาบสูญไป ไม่กลับมาแม้สักคนเดียว

ชีวิตของอหิงสกะที่สงบเงียบ เริ่มผันแปรไปในคืนวันวิวาห์ ของสาติพราหมณ์กับเจ้าสาวคนใหม่ นามว่า นันทาพราหมณี สาติได้พบความลับว่า ภรรยาคนใหม่นี้ ที่แท้จริงเป็นจัณฑาล หรือคนที่ถือกำเนิดจากพ่อแม่ที่ต่างวรรณะ ซึ่งถือกันว่าเป็นพวกที่ต่ำช้า นำความเสื่อมมาให้คนทั่วไป ความเชื่อนี้ ทำให้สาติต้องหาทางกำจัดนันทา แต่กลับถูกอหิงสกะช่วยเหลือไว้ สาติจึงกล่าวหาว่า อหิงสกะฉุดคร่านันทาไป และประกาศให้ทุกคนทราบ ถึงดวงชะตาของอหิงสกะ ที่ถูกลิขิตไว้ว่าจะต้องเป็นมหาโจร

อหิงสกะพานันทา หลบหนีเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และบนยอดเขาแห่งหนึ่ง เขาก็ได้พบกับ พญามาร ผู้อ้างตนว่าเป็นเทพ ณ ที่แห่งนั้น พญามารเล่าว่า ในโลกนี้ยังมีคนบางพวก ที่ไม่นับถือบูชาเทพบนสวรรค์ ทางที่จะปลดปล่อยให้คนเหล่านี้ หายจากความหลงผิดมีเพียงวิธีเดียว ซึ่งไม่เรียกว่าการฆ่า แต่เป็นการบูชายัญคนชั่ว ถ้าเมื่อใดอหิงสกะสร้างกุศล โดยการบูชายัญชีวิตคนครบ 1000 คน เมื่อนั้นผลบุญที่ก่อ จะทำให้เขาบรรลุธรรม หลุดพ้นจากเวรกรรมในอดีตทั้งปวง อหิงสกะเริ่มหนทางสู่การบรรลุธรรม ด้วยการเข่นฆ่าพวกโจรป่า ที่ดักปล้นฆ่าคนเดินทาง เมื่อฆ่าโจรป่าจนหมดสิ้น อหิงสกะก็ก้าวหน้าต่อไป ด้วยการฆ่าคนที่ลบหลู่ ไม่บูชาเทพเทวดา จนสุดท้ายก็ถลำตัวไปสู่การฆ่าฟันโดยไม่เลือก เพราะเขาได้เข้าใจว่า สิ่งทั้งปวงมีแต่ความทุกข์ การที่เขาฆ่าคน จึงเป็นการปลดปล่อยคนเหล่านั้นให้พ้นทุกข์

นันทาพยายามคัดค้าน มิให้อหิงสกะฆ่าคน แต่อหิงสกะมั่นใจว่า สิ่งที่ตนทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะยิ่งฆ่าคน ดวงจิตของเขาก็มีพลังมากขึ้น เขาจึงมั่นใจว่าหนทางสู่การบรรลุธรรมของตนเอง ใกล้จะสำเร็จแล้ว ในช่วงนั้นเองอหิงสกะได้ค้นพบความจริง เกี่ยวกับพญามารว่า มิใช่เทพดังอ้าง เขาได้ปราบพญามารลง แล้วจึงเข้าใจว่าไม่ใช่แต่เพียงมนุษย์เท่านั้น ที่ต้องทนทุกข์ แม้เทวดา มาร พรหม ก็อยู่ใต้กฎเดียวกัน ตั้งแต่นั้นอหิงสกะ จึงหันมาบูชาแต่เพียงดวงจิตของตนเอง โดยเขาได้นำนิ้วของคนที่ถูกฆ่าตาย มาร้อยเป็นพวงมาลาคล้องคอ อันเป็นที่มาของชื่อมหาโจรนาม องคุลิมาล

อหิงสกะพานันทาเดินทางลงใต้ และฆ่าคนจนใกล้จะครบ 1000 แล้ว อหิงสกะมั่นใจว่า เมื่อตนบรรลุธรรมแล้ว จะสามารถเอาชนะศาสดาองค์ใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่นันทานับถือเหนือกว่าตน ในคืนวันหนึ่งท่ามกลางซากศพ ของผู้ที่ถูกอหิงสกะฆ่าตาย นันทาตัดสินใจ ใช้ยาพิษปลิดชีพของอหิงสกะและตนเอง เพื่อหยุดยั้งการฆ่า แต่อหิงสกะสามารถทนต่อพิษได้ ส่วนนันทาโดนพิษบางส่วน ทำให้กลายเป็นคนหมดสติ หลับไม่ตื่น เหลือเพียงลมหายใจ ที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิต

อหิงสกะมุ่งมั่นที่จะช่วยนันทา และหนทางที่ตนคิดว่าจะทำได้ก็คือ เร่งฆ่าคนให้ครบจำนวน ที่จะทำให้ตนเองบรรลุธรรม มีอำนาจเหนือธรรมชาติ อหิงสกะหารู้ไม่ว่า เหยื่อรายสุดท้ายที่ตนกำลังจะปลิดชีพให้ครบ 1000 นั้นคือ มันตานี  ผู้มารดาของตนเอง ที่กำลังพยายามตามหาบุตรชาย ที่ได้กลายเป็นมหาโจรไปแล้ว ขณะที่อหิงสกะจะยิงศร ไปสังหารผู้เป็นมารดานั่นเอง ที่มหาโจรกลับถูกขัดขวาง โดยศัตรูคนสำคัญ นั่นคือ ศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า พระผู้ตื่นแล้ว หรือ พระพุทธเจ้า อหิงสกะจึงวิ่งไล่ตามไปเพื่อฆ่า วิ่งไปเพื่อจะได้พบความสำเร็จ ที่ตนมุ่งมั่นมานานแสนนาน

แต่วิ่งเร็วแค่ไหน ก็ตามพระพุทธเจ้าไม่ทัน จึงร้องเรียกให้พระพุทธองค์ หยุด จึงเป็นที่มาของคำว่า "เราหยุดแล้ว ท่านนั่นแหล่ะที่ยังไม่หยุด"

อหิงสกะหารู้ไม่ว่า การไล่ตามพระพุทธเจ้าในครั้งนั้น เขาได้ก้าวเข้าไปสู่หนทาง ที่จะนำไปสู่ความสุขสว่าง ทางที่จะทำให้เขามองเห็นความหลงผิดทั้งปวง ทางที่จะสามารถช่วยเหลือนันทา ให้รอดพ้นได้อย่างแท้จริง และทางที่มารดาของเขา ใฝ่ฝันให้เขาก้าวไป เพื่อบรรลุสิ่งอันประเสริฐสูงสุดของมนุษย์ นั่นก็คือ 'นิพพาน'
(ข้อมูลเรื่องย่อ จากบทภาพยนตร์องคุลิมาล  http://www.nangdee.com/title/html/m285.html)

การผิดพลาดบางอย่างด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือด้วยอวิชชา แต่เมื่อได้มารู้จักผิดชอบชั่วดี หรือสิ่งที่ถูกสิ่งที่ควรในภายหลัง แล้วรีบกลับตัวกลับใจ สังคมก็พร้อมที่จะยอมรับและให้อภัย และนี่ก็คือข้อคิดจากเรื่ององคุลิมาล

จากเรื่องของการฝึกโยคะส่งต่อไปสู่การใช้ภาษาสันสกฤตสำหรับโยคะและมาเชื่อมโยงยาวไปเข้ากับพุทธประวัติ ก็เป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกอิ่มเอมใจไปกับโยคะและธรรมะอีกรูปแบบหนึ่ง

ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และมีการใช้กันในย่านชมภูทวีปสืบเนื่องยาวนาน ภาษาหลายๆภาษาในเอเชียก็ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาสันสกฤต รวมจนถึงศัพท์หลายๆคำในภาษาไทยของเราด้วย ผมอยากให้เพื่อนๆร่วมวิชาชีพครูสอนโยคะพูดชื่อท่าอาสนะเป็นภาษาสันสกฤตบ้างเท่าที่มีโอกาสเพราะอย่างน้อยที่สุดก็ถือว่าเป็นการให้ความเคารพต้นตำหรับแหล่งกำเนิดของศาสตร์แห่งโยคะ และเป็นความภาคภูมิใจของชาวเอเชียอย่างเราๆ และยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของการฝึกโยคะ ทั้งๆที่การฝึกโยคะในยุคปัจจุบันนี้จะแตกต่างจากการฝึกโยคะในแบบต้นตำหรับอย่างมากมาย แต่ทุกครั้งที่ผมได้พูดภาษาสันสกฤตออกไปในขณะที่สอนโยคะ มันก็ยังคล้ายๆว่าพอจะยังมีบางสิ่งบางอย่างของศาสตร์แห่งโยคะแบบต้นตำหรับ ยังไม่เลือนลางหายไปจนหมดสิ้น...

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการศึกษาภาษาสันสกฤตขั้นพื้นฐาน จะอยู่ในความใส่ใจของครูผู้สอนโยคะทุกๆคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com. โดยค้นหาจาก คำว่า Jimmy Yoga หรือ e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ครูจิมมี่ ในนิตยสารโยคะเจอร์น่อลไทยแลนด์(ฉบับ เดือนกันยายน-ตุลาคม 2553)


ครูจิมมี่ ในนิตยสารโยคะเจอร์น่อลไทยแลนด์
(ฉบับ เดือนกันยายน-ตุลาคม 2553)

หลังจากที่นิตยสารโยคะเจอร์น่อลไทยแลนด์ ฉบับ เดือนกันยายน-ตุลาคม 2553 ได้ออกวางจำหน่าย ก็มีเสียงตอบรับเข้ามาพอสมควร เกี่ยวกับผม ผู้ที่เรียนและฝึกโยคะกับผมต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ฉบับนี้ลงเต็มๆเลยน๊ะ ครูจิมมี่

หน้าที่ 7 กับการเป็น Brand Ambassador ให้กับเสื่อโยคะ แมนดูกะ
ผมได้รับเกียรติ จากโยคะโอม ผู้นำเข้าเสื่อโยคะแมนดูกะเจ้าเดียวในเมืองไทย คัดเลือกให้เป็น Brand Ambassador คนที่สามของเมืองไทย เขาก็ลงโปรโมทให้เกือบเต็มหน้าเลยล่ะครับ  หากถามว่าเขามีเกณฑ์ในการคัดเลือกอย่างไร? ผมคิดว่าอาจจะเป็นในเรื่องของรูปร่างหน้าตา แน่ๆเลยครับ (ช่างกล้าพูด)

หน้าที่ 13 โฆษณา หลักสูตรครูสอนโยคะ ของ สถาบันฟิต
โดยปกติ สถาบันฟิต ของเราก็จะลงโฆษณาในนิตยสารโยคะเจอร์น่อลเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็มักจะไม่ได้หยิบยกเอารูปของผมมาเป็นจุดเด่น  แต่ก็มักจะมีคนถามเสมอๆว่าผู้สอนคือใครมีความเป็นมาเป็นอย่างไร มันก็เลยถึงเวลาที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกันโปรโมทผู้อำนวยการหลักสูตรอย่างจริงจัง และฉบับนี้ก็ถึงคิวได้ลงเต็มหน้าเสียด้วย มันก็เลยเข้าทาง

หน้าที่ 56 ในแถบทึบที่เป็นรูป ลูกศรสีน้ำตาล ก็มีการแนะนำเกี่ยวกับเวิร์คชอฟ ของครูจิมมี่ ที่ ฟิต สตูดิโอ

หน้าที่ 65 ในกล่องเล็กๆ ช่วงท้ายสุดของหน้า ที่มีรายชื่อของครูที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมสอนโยคะการกุศล สูริยนมัสการ 108 ในงานไทยแลนด์โยคะ เฟสติวัล ที่จะมีขึ้นในวันที่ 30-31 ตุลาคม 2553 ก็มี ชื่อ ยุทธนา พลเจริญ ด้วย

คนที่เขาช่างอ่าน ช่างสังเกต ก็ต่างร่วมด้วยช่วยกัน นำความมาบอกและวิภาควิจารณ์กันต่างๆนานาแบบพอหอมปากหอมคอ
คำถามสุดฮิตก็คือ แล้วไอ้ท่าโยคะอาสนะที่ครูทำในหน้า 7 กับหน้า 13 เขาเรียกว่าท่าอะไรกันบ้างล่ะ?
หน้าที่ 7 คือท่า Yoga Dandasana(Yogic Staff Pose) 
หน้าที่ 13 คือท่า Yoga Nidrasana(Yogic Sleeping Pose)

ขอขอบพระคุณ

กำลังใจที่สำคัญมากๆของทุกๆคนในครอบครัวของผม

สถาบันฟิต ที่คอยช่วยผลักดันให้ครูสอนโยคะธรรมดาๆคนนี้ได้มีโอกาสมาจนถึงทุกวันนี้

ทีมงาน ฟิต สตูดิโอ นำโดยคุณพี่วิจิตรา โอสถศิลป์ ที่คอยให้คำปรึกษาดีๆ เสมอๆ

โยคะโอม ผู้นำเข้าเสื่อโยคะแมนดูกะเสื่อโยคะระดับโลก ที่ให้เกียรติครั้งสำคัญในการเลือกให้ผมเป็น Brand Ambassador ในเมืองไทย

นักเรียนผู้น่ารักทุกๆท่าน ที่ติดตามผลงานและคอยให้กำลังใจครูผู้สอนโยคะคนนี้เสมอมา

นิตยสารโยคะเจอร์น่อลไทยแลนด์ นิตยสารโยคะฉบับแรกของเมืองไทย


ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับผู้ฝึกโยคะทุกๆคนและผมตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com. โดยค้นหาจาก คำว่า Jimmy Yoga หรือ e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กรรมโยคะ ของครูคี้ท เคมปิส (ครูชีวมุกติโยคะ ชาวออสเตรเลีย)

กรรมโยคะ ของครูคี้ท เคมปิส (ครูชีวมุกติโยคะ ชาวออสเตรเลีย)

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2553 เป็นอีกวันหนึ่ง ที่ ฟิต สตูดิโอ ของเรามีโยคะเวิร์คชอฟ ซึ่งเป็นเวิร์คชอฟพิเศษที่จัดแบบเต็มวัน ตั้งแต่ 9.30-16.00น. เงินรายได้หลังจาก การหักค่าใช้จ่ายแล้ว ครูคี้ท เคมปิส จะนำไปซื้ออุปกรณ์ดนตรีให้กับนักเรียนโรงเรียนดอนบอสโก้ เขาหลัก พังงา ที่เคยได้รับความเดือดร้อนจากภัยซึนามิ

ซึ่งโดยปกติแล้วคุณพ่อ, คุณแม่บุญธรรมของครูคี้ทและครูคี้ทมักจะมาทำกิจกรรมการกุศลที่เขาหลักนี้เป็นประจำต่อเนื่องทุกๆปีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะเกิดภัยซึนามิเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การศึกษา การส่งเสริมการประกอบอาชีพต่างๆ จึงทำให้ครูคี้ทเดินทางมาเมืองไทยบ่อยครั้ง


หลังจากที่ผมรู้จักกับครูคี้ท ก็เลยคิดว่าทุกครั้งที่ครูคี้ท มาเมืองไทยผมจะต้องให้เขามาสอนที่สตูดิโอของผมทุกครั้ง(ทั้งๆที่ตอนนั้น ผมไม่ทราบด้วยซ้ำว่าการสอนของเขาเป็นเช่นไรบ้าง) มันเป็นคำมั่นสัญญาระหว่างครูสอนโยคะชาวไทยกับครูสอนโยคะชาวออสเตรเลีย  พอได้เห็นครูคี้ท สอนครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ก็ต้องยอมรับเลยว่า เขาเป็นครูโยคะ ที่ครูสอนโยคะชาวไทยอย่างพวกเราน่าจะต้องไปเรียนด้วยมากๆ

เขาสอนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ทุกท่วงท่าของโยคะที่เขาสอน จะมีการสอดแทรกถึงตำนานและที่มาที่ไปของท่าโยคะอาสนะต่างๆเหล่านั้นอย่างน่าสนใจ และชวนให้ต้องติดตาม ในเวลาเดียวกันก็ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการฝึกท่าอาสนะต่างๆให้กับผู้ฝึกทุกๆคน การสร้างแนวคิดและทัศนคติในเชิงบวกสำหรับการฝึกโยคะ  ผมคิดว่าการสอนแนวแบบนี้แหล่ะที่น่าจะเหมาะกับคนไทยในยุคนี้ สมานฉันท์ สร้างแรงบันดาลใจ ไม่เครียด แถมยังมีดนตรีควบคู่ไปกับการสวดมนตราอีกด้วย จึงทำให้ทุกๆคนที่มาเข้าร่วมเวิร์คชอฟในวันนั้นต่างก็หลงรักการสอนของครูคี้ท ไปตามๆกัน(ถึงแม้นว่าในวันนั้นจะมีคนมาเข้าเวิร์คชอฟของครูคี้ท ไม่มากก็ตาม แต่ บรรยากาศก็สนุกมากๆครับ)





ครูคี้ท บอกว่าในการสอนโยคะสไตล์ชีวมุกตินี้ ดนตรีมีความสำคัญมากๆ ดนตรีจะช่วยทำให้ผู้ฝึกรู้สึกผ่อนคลายจิตใจ และสร้างความรู้สึกดีๆให้กับผู้ฝึก จึงทำให้ผมต้องไปวิ่งหาหยิบยืมเครื่องเล่นอิเล็คโทรน มาให้ครูคี้ท ได้ใช้ประกอบการสอนในเวิร์คชอฟครั้งนี้ ผมคิดว่าจึงน่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญ ที่ทำให้ครูคี้ท เลือกที่จะนำรายได้ทั้งหมดที่เขาได้รับจากการสอนในครั้งนี้ไปซื้อเครื่องดนตรีให้กับเด็กๆ เพราะครูคี้ท และชาวชีวมุกติโยคะทุกคนเชื่อว่าดนตรีช่วยทำให้คนมีจิตใจที่ดีงาม ซึ่งเด็กๆในวันนี้ก็ควรจะเติบโตด้วยพื้นฐานจิตใจที่ดีงามและเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า

แน่นอนครับ ผู้ให้ย่อมจะสุขใจมากกว่าผู้รับเสมอ...นี่คืออีกเศษเสี้ยวหนึ่งที่การฝึกโยคะมักสอนให้เราทำอะไรดีๆเพื่อผู้อื่นและสังคมเสมอๆ



(อุปกรณ์ดนตรี ที่ครูคี้ท ซื้อและนำไปบริจาค)

ก็ต้องขอขอบพระคุณผู้ที่เข้าร่วมเวิร์คชอฟทุกๆท่านในวันนั้น ทีมผู้บริหารฟิต สตูดิโอ ที่ได้มาร่วมกันฝึกโยคะและร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบกรรมโยคะ ซึ่งมีครูคี้ท เคมปิส (ครูชีวมุกติโยคะ ชาวออสเตรเลีย) เป็นผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้มีโอกาสได้มาร่วมกันทำกิจกรรมดีๆแบบนี้อีก ที่ ฟิต สตูดิโอ

ขอพลังแห่งกรรมโยคะ จงอยู่กับผู้ฝึกโยคะทุกๆคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com. โดยค้นหาจาก คำว่า Jimmy Yoga หรือ e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

Super Asana Adjustments Workshop by Kru Jimmy & Kru Sutham เวิร์คชอป การแนะนำและช่วยเหลือผู้อื่นในการจัดระเบียบร่างกายสำหรับการฝึกโยคะอาสนะ

-
(ครูจิมมี่ กับการ Adjustments ท่า Hand Stand)


(ครูสุธรรม กับการ Adjustments ท่า Eka Pada Raja Kapotasana)

Super Asana Adjustments Workshop by Kru Jimmy &Kru Sutham
เวิร์คชอป การแนะนำและช่วยเหลือผู้อื่นในการจัดระเบียบร่างกายสำหรับการฝึกโยคะอาสนะ โดย ครูจิมมี่และครูสุธรรม

ในวันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2553 (ทั้งวัน 9.00-16.30น.) ทาง ฟิต สตูดิโอ ขอเชิญแฟนๆบล็อกทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม เวิร์คชอป เกี่ยวกับการจัดระเบียบร่างกายสำหรับการฝึกโยคะอาสนะ โดยในเวิร์คชอปครั้งนี้ เราจะมีวิทยากรถึง 2ท่านด้วยกัน คือ ครูจิมมี่และครูสุธรรม มาร่วมด้วยช่วยกันถ่ายทอดและแบ่งปันประสบการณ์การสอนโยคะ ในแง่มุมที่แปลกใหม่ได้สาระ

เวิร์คชอปครั้งนี้เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพการฝึกโยคะอาสนะทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งจะเริ่มฝึกโยคะ หรือครูสอนโยคะ เวิร์คชอปครั้งนี้วิทยากรทั้ง 2ท่านต่างก็ต้องเตรียมไม้เด็ดจากประสบการณ์ในการช่วยผู้อื่นจัดระเบียบร่างกายมาถ่ายทอดแบบเต็มความสามารถ และก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ครูทั้งสองท่านจะมาร่วมสอนในเวิร์คชอปเดียวกัน คิดว่าตรงจุดนี้ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปทุกท่านคงจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

ในเวิร์คชอปครั้งนี้ทางผู้บริหารของ ฟิต สตูดิโอ ก็ต้องสั่งซื้อและจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการ Adjustments เช่นบล็อก และเชือกสแต็บสำหรับใช้ในการฝึกโยคะ มารองรับผู้เข้าร่วมอบรมเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

และแน่นอนครับ ปฏิบัติการ Adjustments ครั้งนี้จะเกิดขึ้นบนเสื่อโยคะแมนดูกะ

ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมอบรมท่านละ 2,500บาท(รวมอาหารแบบมังสวิรัติมื้อกลางวัน)  รับจำนวนจำกัดไม่เกิน 24ท่าน

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถ สำรองที่นั่ง สำหรับการฝึกอบรมได้โดยการ โอนเงิน ผ่าน บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาเพลินจิต ชื่อบัญชี ฟิต สตูดิโอ เลขที่บัญชี 205-0-588-51-2


หลังจากโอนเงินเรียบร้อยแล้วกรุณา แฟ๊กเอกสารการโอนเงินมาที่ 02 650 9464 และโทร แจ้ง 02-650-8282

 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฟิต สตูดิโอ โทร. 02 650 8282

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้พบกันในเวิร์คชอปครั้งนี้

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

คลาสโยคะของครูจิมมี่ ในงาน Asia Fitness Convention 2010.

คลาสโยคะของครูจิมมี่ ในงาน Asia Fitness Convention 2010.

ก็ได้ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ สำหรับ Asia Fitness Convention 2010. ซึ่งเป็นงานของผู้ที่รักสุขภาพและการออกกำลังกายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17-19 กันยายน 2553 และถือเป็นการจัดงานนี้ครั้งที่สองติดต่อกันในเมืองไทย หลังจากที่งานนี้ได้ประสบความสำเร็จจากปีที่แล้ว งานนี้มีผู้เข้าร่วมงานจากทั่วทั้งเอเชีย  ถึงแม้ว่าภาพโดยรวมของผู้ที่เข้าร่วมงานจะดูน้อยกว่าปีที่แล้วเนื่องจากปัญหาทางด้านการเมืองภายในประเทศของเรา ซึ่งทำให้ผู้ที่คิดจะเข้าร่วมงานเกือบ20%ของทั้งหมด ต้องขอถอนตัวกับการมาร่วมงาน แต่ด้วยมิตรภาพและน้ำใจไมตรีที่แสดงออกอย่างชัดเจนของเจ้าภาพในนามของประเทศไทย งานทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

งานนี้ผมมีส่วนร่วมมากกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากได้ผ่านการคัดเลือกให้เป็น หนึ่งในวิทยากรของงานนี้ ซึ่งวิทยากรที่ได้รับเชิญมาในงานนี้ต่างก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกกำลังกายในสาขาต่างๆ ผมถูกเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งในวิทยากรทางด้านโยคะ เนื่องจากปีนี้ช่วงที่จัดงานครูโยคะระดับโลกต่างๆที่ทางฝ่ายจัดงานพยายามเชิญต่างก็ติดภารกิจไม่สามารถมาร่วมงานนี้ได้ ทางฝ่ายจัดงานจึงเปิดโอกาสให้ครูโยคะในย่านอาเซี่ยนได้มีโอกาสเข้ามาแสดงผลงานบ้าง  จึงทำให้ผมได้รับเลือกให้สอนหนึ่งคลาส ชื่อคลาสก็คือ Fit Flow Yoga เนื่องจากเขาต้องการให้เป็นเหมือนการออกกำลังกายในตอนเช้า แต่งานมี 3วัน ตอนแรกผมก็ยังไม่รู้ว่าจะได้เช้าไหน? พอสรุปในฐานะวิทยากร คนเดียวจากประเทศไทย เขาเลยให้สอนเปิดงานในเช้าตรู่วันแรกของงานเลย( 7.00น.สอนก่อนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเสียอีก)

ก็ต้องยอมรับเลยว่าดีใจมากๆที่ได้ผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็นวิทยากรในงานนี้ แต่ในใจลึกๆก็รู้สึกตื่นเต้นและกังวลใจเนื่องจากไม่เคยขึ้นไปสอนงานใหญ่ๆมาก่อนเลย พอเจองานแรกก็เป็นงานใหญ่ระดับเอเชียเลย การเตรียมตัวก็มีเวลาหลายเดือนแต่เนื่องจากผมก็มีภาระการสอนเกือบทุกวัน วันละหลายๆรอบ จึงดูเหมือนเวลาที่คิดว่ามันมีมาก เกือบจะไม่เพียงพอในการเตรียมตัวสอน ผมมาสติเกือบจะแตกเอาตอนก่อนการสอนจริง 2วัน เพราะรู้สึกว่ายังไม่ค่อยพร้อม ผมเตรียมท่าที่จะใช้สอนและทดลองสอนกับนักเรียนบางคลาสของผมในช่วง 2วันก่อนการสอนจริง แต่ก็คิดว่ามันยังไม่ลงตัว แล้วก็ต้องมากังวลกับเรื่องการเตรียมเพลงที่จะใช้สอนเอาในช่วงสองวันสุดท้ายนี้อีกด้วย แต่ก็ได้เพื่อนคนหนึ่งของผมช่วยจัดเรียงเพลงที่ผมจะใช้สอนให้ในคืนสุดท้าย(20.00น.)ก่อนที่จะสอน  เมื่อได้เพลงผมก็รีบนำกลับมาฟังที่บ้านและจัดเรียงท่าที่เตรียมไว้ให้เหมาะกับจังหวะเพลง แต่ก็ต้องรีบนอนเพราะต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ผมตัดสินใจตื่นตอนตีสี่ครึ่งเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำอาบท่าและเดินทางไปซ้อม ณ สถานที่จริงๆเลย(บางกอก คอนเวนชั่น ฮอลล์, โรงแรม แกรนด์ เซ็นทารา, ด้านหลังเซ็นทรัลเวิร์ลด)  หลังจากการซักซ้อมเล็กน้อยของผม(ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ในการซักซ้อม) ทุกอย่างก็มาลงตัวในตอน หกโมงเช้า

ก่อนที่จะถึงเวลาสอน ยิ่งใกล้เวลาสอนมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ผมนึกถึงตลอดในขณะนั้นที่ตื่นเต้นที่สุด ก็คือคุณแม่ผู้ล่วงลับไปแล้วของผม ผมคิดว่าถ้าหากคุณแม่ยังอยู่ท่านคงจะภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้ไม่มากก็น้อย และคงต้องเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้ผมอย่างแน่นอน ทุกครั้งที่ผมมีเรื่องหนักใจอะไร ทุกครั้งที่ผมต้องการกำลังใจ ทุกครั้งที่จะต้องเดินทางไกลไม่ว่าจะไปต่างจังหวัดหรือจะไปต่างประเทศ ผมจะต้องโทรไปพูดคุย ขอคำปรึกษา ขอกำลังใจจาก ขอคำอวยพรจากคุณแม่ของผมเสมอๆตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามแต่ลูกของแม่คนนี้ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและจะไม่ทำให้คุณแม่ผิดหวัง

และเมื่อถึงเวลาสอนจริง 7.00น. พอเริ่มพูดได้แค่สองสามคำเท่านั้นความตื่นเต้นทั้งหมดก็หายไปจากผมจนหมดสิ้น(ประหนึ่งว่า องค์ลง, ร่างประทับ) ผมสอนได้เหมือนอย่างที่ผมเคยสอนในคลาสทั่วๆไป ทำอย่างที่ผมเคยทำ มันคงเป็นทักษะ ที่เกิดขึ้นจากการที่เราสอนเป็นประจำทุกๆวัน และฝังลึกลงไปในก้นบึ้งของจิตใจ ผมจึงสอนได้อย่างไม่มีความเขินอายหรือติดขัดแต่อย่างใด ในคลาสของผมมีผู้เข้ามาเรียน ประมาณ 24คน จากจำนวน24คนที่เข้าร่วมคลาสของผมเป็นชาวไทยเพียงคนเดียวเท่านั้น(แน่นอน บางท่านก็มาช้าบ้างเพราะไม่คุ้นเคยสถานที่ บางท่านก็ตื่นสายบ้าง) ซึ่งบางท่านอาจจะสงสัยว่างานก็ดูน่าจะใหญ่โตแต่ทำไมมีคนเข้าคลาสแค่นี้เอง เนื่องจากในเวลาเดียวกันกับที่ผมสอนนี้เอง 7.00น. ยังมีคลาสอื่นๆอีก 5คลาส และที่สำคัญมีคลาสโยคะของนิกกี้ ดูร้านท์(ลูกศิย์ของเอ็ดเวิร์ด คลาร์ก แห่ง ทริปซิโคโยคะ, ลอนดอน, อังกฤษ) ที่ห้องข้างๆ ห้องที่ผมสอนอีกด้วย จึงมีการเฉลี่ยกระจายจำนวนคนไปตามห้องต่างๆแล้วแต่จะเลือกเข้าเรียน ซึ่งผมก็สอนอย่างที่ผมเตรียมเลยครับ สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ อารมณ์ขำขันสนุกสนานในคลาสตามสไตล์ของผม

และเมื่อผมสอนจนจบคลาสแล้ว ดูจากสีหน้าแววตาของทุกคนที่เข้าร่วมคลาสของผม เขาค่อนข้างจะโอเคครับ(คิดไปเองหรือเปล่าครูจิมมี่?) ถึงแม้นว่าบางคนจะไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการฝึกโยคะก็ตาม แต่บรรยากาศก็เป็นการประยุกต์นำท่าฝึกโยคะอาสนะมาจัดเรียงให้เกิดเป็นการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องสนุกสนาน ในสไตล์หฐะวินยาสะโยคะที่ผมถนัด ก็ถือได้ว่าเป็นการออกกำลังกายตอนเช้าอีกรูปแบบหนึ่ง และไฮไล้ท์สำหรับผมตอนนั้นก็คือเมื่อจบคลาส หญิงชาวอินเดีย 2ท่านที่เข้าร่วมคลาสกับผมเดินเข้ามาหาผมและแสดงความขอบคุณพร้อมกับบอกผมว่าเขาชอบคลาสของผมมาก เขาถามผมหลายอย่าง คือ คุณเรียนจากใครมา? คุณสอนมานานกี่ปีแล้ว? หากคุณไม่ว่าอะไร ดิฉันขอนำท่าชุดที่คุณสอนทั้งหมดในวันนี้ไปสอนได้ไหม? แต่ดิฉันจำได้ไม่หมด คุณบอกหน่อยได้ไหมว่ามีท่าอะไรบ้าง? ก็หัวใจพองโตเล็กน้อย ผมตอบคำถามเขาทุกคำถามรวมจนรับปากกับเขาว่าถ้าเขาส่งอีเมล์มาหาผม ผมก็จะเขียนท่าที่ใช้สอนทั้งหมดให้กับเขา แบบไม่มีปัญหาอะไรเลย  ในการสอนคลาสนี้เกือบทุกท่าที่ผมสอนผมบอกชื่อท่าเป็นภาษาสันสกฤต และภาษาอังกฤษคู่กันไปตลอด ซึ่งคงเป็นอีกจุดหนึ่งที่สำคัญและบ่งบอกให้เขาพอจะทราบได้ว่าผมคงต้องฝึกและเรียนโยคะมาพอสมควร

ผมมาทราบในภายหลังว่า ชาวอินเดียกลุ่มนี้กำลังจะซื้อลิขสิทธิ์ของสถาบันฟิตของเราไปเปิดที่ประเทศอินเดียในเร็วๆนี้ ปัจจุบัน สถาบันฟิต ของเรามีสาขาอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย, สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย ก็ขอให้สถาบันฟิตของเราจงก้าวไกลยิ่งใหญ่ในเอเชีย

สำหรับในปีหน้าทางฝ่ายจัดงานก็ยังไม่ได้สรุปว่าจะไปจัดงานนี้ที่ประเทศใด ส่วนผลตอบรับจาก
คลาสของผม ผมก็ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ทั้งนั้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าทุกอย่างมันโอเคและเข้าตาทางฝ่ายจัดงาน ในปีหน้า ของเอเชีย ฟิตเนส คอนเวนชั่น คงจะได้เห็นครูจิมมี่คนนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นพรีเซ็นเตอร์อีกครั้ง และสิ่งนี้แหล่ะที่จะบอกผมได้ถึงผลตอบรับที่แท้จริงจากสอนโยคะของผมในงานนี้ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับผมและผู้ฝึกโยคะทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com. โดยค้นหาจาก คำว่า Jimmy Yoga หรือ e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ต้องขอขอบพระคุณมากๆ คือ


ผู้จัดงาน Asia Fitness Convention 2010 ที่ให้โอกาสครั้งสำคัญในชีวิตการสอนโยคะของผม เป็นวิทยากรตัวแทนของประเทศไทยเพียงคนเดียวในงานนี้


กำลังใจที่สำคัญมากๆจากทุกๆคนในครอบครัวของผม


ทีมงาน สถาบันฟิต ทุกๆท่าน ที่ให้โอกาส ให้กำลังใจและคอยเป็นแรงผลักดันให้ผมก้าวเข้ามาสู่การเป็นครูสอนโยคะ ระดับนานาชาติ


คุณวิจิตรา โอสถศิลป์(พี่เฮ๋า) กรรมการผู้จัดการ ฟิต สตูดิโอ ที่ช่วยแนะนำ การใช้คำพูดภาษาอังกฤษที่ผมควรจะต้องใช้ในการสอนครั้งนี้


คุณวนิดา โยคะโอม  ตัวแทนจำหน่ายเสื่อโยคะแมนดูกะ เพียงผู้เดียวในเมืองไทย ที่สนับสนุนเสื่อโยคะแมนดูกะ รุ่น Eco Super Lite ให้ผมได้นำเสื่อโยคะดีๆมาใช้สอนในงานนี้


คุณนิค ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไนกี้ ประเทศไทย ช่วยสนับสนุนเสื้อผ้าไนกี้ ให้ผมใส่สอนโยคะในงานนี้ และที่ผมใส่สอนอยู่ทุกๆวันนี้จนเป็นเครื่องหมายการค้าไปแล้วว่า ครูจิมมี่มักใส่ไนกี้เสมอ


คุณโอ่ง Super Personal Trainer เพื่อนผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี่ ที่ช่วยจัดเรียงลำดับเพลงที่ผมต้องใช้ในการสอนครั้งนี้

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

Jivamukti Yoga Workshop at Fit Studio ชีวมุกติโยคะเวิร์คชอป ที่ ฟิต สตูดิโอ

(เดวิด ไลฟ์, คี้ท เคมปิส และ ชารอน แกนน่อน)

Jivamukti Yoga Workshop at Fit Studio
ชีวมุกติโยคะเวิร์คชอป ที่ ฟิต สตูดิโอ

ในวันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2553 (ทั้งวัน 9.30-16.00น.) ทาง ฟิต สตูดิโอ ของเราจะมี ชีวมุกติโยคะเวิร์คชอป โดยครู คี้ท เคมปิส(ชาวออสเตรเลีย เชื้อสายฟิลิปปินส์) ที่อยากแนะนำให้ทุกๆท่านมาเข้าร่วม เขาเป็นทั้งศิษย์เอกและผู้ช่วยสอนของ เดวิด ไลฟ์ และ ชารอน แกนน่อน ผู้ก่อตั้ง ชีวมุกติโยคะ สตูดิโอ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

(ครูคี้ท และ ครูจิมมี่ ใน เอเชียโยคะคอนเฟอร์เร้นท์ 2009 ที่ ฮ่องกง)

ด้วยความใกล้ชิดกับทั้งสองปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง ชีวมุกติโยคะ สตูดิโอ จึงทำให้ คี้ท เคมปิส เป็นผู้เข้าถึงหลักการสอนชีวมุกติอย่างไม่ต้องสงสัย ผมมีโอกาสได้เจอ คี้ท เคมปิส ครั้งแรกตอนผมเดินทางไปเข้าร่วมเวิร์คชอป กับเดวิด ไลฟ์และชารอน แกนน่อน ในเอเชียโยคะคอนเฟอร์เร้นท์ ที่ประเทศฮ่องกง ด้วยความมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของเขาจึงทำให้ได้พูดคุยกับผมอยู่หลายครั้ง ทำให้ผมได้ทราบข้อมูลว่าเขาเดินทางมาพักผ่อนและทำกิจกรรมเพื่อการกุศลที่เมืองไทยบ่อยมากๆ(ที่เขาหลัก จ.พังงา ช่วยฟื้นฟู หลังจากภัยซึนามิ) อย่างน้อยปีละ 1ครั้ง ผมจึงทำสนธิสัญญากับเขาว่าทุกครั้งที่เขามาเมืองไทยจะต้องบอกผมและมาสอนเวิร์คชอปโยคะให้กับสตูดิโอของผม ครั้งที่แล้วที่เขามาก็คือปีที่แล้วนี่เอง ตอนนั้น ฟิต สตูดิโอ ยังไม่ได้ปรับปรุงสถานที่ของเราค่อนข้างจะคับแคบ และเป็นเวิร์คชอปแบบไม่เป็นทางการ ในครั้งนี้เรามีความพร้อมทุกๆด้าน จึงคิดว่าเวิร์คชอปน่าจะสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

(ครูคี้ท ช่วยปรับท่าให้นักเรียน สถาบันฟิต เมื่อปีที่แล้ว 2552)

เงินที่ ครูคี้ท เคมปิส จะได้รับจากการสอนในครั้งนี้เขาตั้งใจจะมอบให้โรงเรียนดอนบอสโก ที่เขาหลัก จ.พังงา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ คี้ท มักจะไปทำกิจกรรมการกุศลให้เป็นประจำทุกๆปี

เวิร์คชอปจะแบ่งเป็น 2ช่วงคือ

ช่วงเช้า 9.30-12.00น. หัวข้อ การเรียนรู้และเข้าใจในวิถีของธรรมชาติและสัตว์ป่า
จากการเฝ้าสังเกตสัตว์ต่างๆของโยคีในอดีตกาลจึงกลายมาเป็นท่าฝึกโยคะอาสนะต่างๆมากมายที่เราใช้ฝึกกันในปัจจุบัน ซึ่งในเวิร์คชอปหัวข้อนี้เราจะเรียนรู้การสวดมนตราเพื่อกำหนดจิต การทำสมาธิขั้นพื้นฐานและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและสัญชาตญาณของสัตว์ต่างๆ ผ่านท่วงท่าการฝึกโยคะ ที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการหายใจ(วินยาสะ) ซึ่งในที่สุดคุณอาจจะหลงรัก เข้าใจธรรมชาติของสัตว์ และ ลด ละ เลิก การเบียดเบียนชีวิตสัตว์ต่างๆในที่สุด

ช่วงบ่าย 13.30-16.00น. หัวข้อ อาสนะคือทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง
ทำไมคุณถึงมาฝึกโยคะ? ซึ่งแน่นอนโยคะเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจ และมีอะไรมากมายกว่าที่เราคิดไว้ ซึ่งในท่วงท่าที่อ่อนช้อยสวยงามทั้งหลายของโยคะอาสนะที่เราฝึกนี้ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเร้นแอบแฝงไว้เป็นเหมือนสิ่งเตือนใจเราทั้งหลาย เช่น การทำท่าโยคะอาสนะที่ต้องโค้งแอ่นหลังอาจจะซ่อนความหมายของการต้องการให้เราขยายหน้าอกให้กว้าง เปิดใจให้กว้าง เข้าใจผู้อื่น หรือ การทำท่ากลับหัว ประเภทเท้าชี้ฟ้าศีรษะทิ่มดินต่างๆ ก็น่าจะให้แนวคิดกับเราในเรื่องของการเปลี่ยนมุมมองในการมองโลกและการใช้ชีวิตในมุมที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นที่คุณจะได้สัมผัสจากเวิร์คชอปหัวข้อนี้ และก็ไม่แน่หลังจากที่คุณเข้าร่วมเวิร์คชอปนี้แล้ว อาจจะทำให้คุณมีมุมมองและแนวทางในการใช้ชีวิตที่สวยงามแตกต่างไปจากเดิม

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการกุศล ชีวมุกติโยคะเวิร์คชอป โดยครู คี้ท เคมปิส วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2553 เวลา 9.30-16.00น. ค่าใช้จ่ายเพียงท่านละ 2,000 บาท(รวมอาหารมังสวิรัต มื้อกลางวัน)

สามารถ สำรองที่นั่ง สำหรับการฝึกอบรมได้โดยการ โอนเงิน ผ่าน บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาเพลินจิต ชื่อบัญชี ฟิต สตูดิโอ เลขที่บัญชี 205-0-588-51-2


หลังจากโอนเงินเรียบร้อยแล้วกรุณา แฟ๊กเอกสารการโอนเงินมาที่ 02 650 9464 และโทร แจ้ง 02-650-8282

สามารถ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฟิต สตูดิโอ โทร. 02 650 8282

รับจำนวนจำกัด ไม่เกิน 24 ท่าน เท่านั้น

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ





วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Yoga Aid Challenges Thailand 2010. in Thailand Yoga Festival 2010.

Yoga Aid Challenges Thailand 2010. in Thailand Yoga Festival 2010.

Yoga Aid  คือ องค์กรโยคะที่จัดกิจกรรมการกุศลเกี่ยวกับโยคะเพื่อ รวบรวมเงินรายได้จากการจัดกิจกรรมเข้าองค์กร และ นำเงินรายได้ไปช่วยเหลือสังคมตามวาระโอกาส ซึ่งในปัจจุบันมีครูโยคะและผู้ฝึกโยคะทั่วโลกเป็นสามาชิกขององค์กรและร่วมทำกิจกรรมโยคะการกุศลกับองค์กรอย่างมากมาย

โดยส่วนตัว ผมรู้จักกับองค์กร Yoga Aid ครั้งแรก ตอนที่ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมงาน Asia Yoga Conference 2008 ที่ประเทศฮ่องกง และในปีนี้ในงาน Yoga Festival Thailand 2010 ในบ้านเรา ก็เป็นการเข้ามาจัดกิจกรรม Yoga Aid Challenge ครั้งแรกของเมืองไทย, สำหรับผมแล้วเคยแต่ไปเข้าร่วมกิจกรรมในแบบที่เป็นผู้ฝึกกับ Yoga Aid แต่การเข้ามาของ Yoga Aid ครั้งแรกในเมืองไทยในครั้งนี้ ทำให้ผมได้รับการติดต่อจากทาง Thailand Yoga Journal ให้มีส่วนร่วมในการเป็นหนึ่งใน 12 ท่าน ของทีมครูผู้สอน ที่ได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำสอน สุริยนมัสการ 108 ในงานนี้(เป็นการสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้กับวงศ์ตระกูลอีกครั้งหนึ่งของครูจิมมี่) ซึ่งถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงงานนี้ คงจะใช้หัวข้อของกิจกรรมครั้งนี้ว่า 108 Sun Salutation, ไหว้พระอาทิตย์ 108 หรือ สุริยนมัสการ 108,  และที่มาของเลข 108 ตามข้อมูลที่ผมพอจะทราบมาก็คือ เป็นเลขมงคลตามความเชื่อของศาสนาฮินดูและพุทธ ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินคำว่าลูกประคำ 108 คือลูกประคำที่เราใช้นับตอนฝึกสมาธิ, นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าเลข 108 นี้เป็นจำนวนท่าร่ายรำที่พระศิวะได้ทรงสำแดงอิทธิฤทธิ์ไว้ในตำนาน  บางท่านก็ได้นำข้อมูลทางด้านดาราศาสตร์เข้ามาเชื่อมโยงว่าเป็นจำนวนของดาวเคราะห์ 108ดวงที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์, และยังมีความสัมพันธ์กับจำนวนของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 108แห่งในอินเดีย ที่โยคีใช้ในการบำเพ็ญพรต จนบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ และตัวเลข108นี้ อาจจะยังสามารถเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆอีกหลายอย่าง เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้...

และครูทั้ง 12 ท่าน ที่ได้รับเกียรติมาสอน Yoga Aid Challenges Thailand 2010. มีรายนามดังต่อไปนี้

                                                      Adrian Cox

                                                                Beth Shaw


                                                      Casey Gramaglia


                                                       Cora Wen

                                                        Ken Harakuma


                                                       Lieve Powell


                                                       Or-Yah Avni


                                                    Prasad Rangnekar


                                                   Rosukhon Sunchuan


                                                         Sasha C.


                                                         Veena Sethi


                                          Yuttana Poncharoen (Jimmy)

สำหรับ กิจกรรม Yoga Aid Challenges Thailand จะจัดขึ้น ในวันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2553 เวลา 18.00-20.00น. ณ โรงเรียน นานาชาติ Bangkok Prep. สถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ, สุขุมวิท 53,
สามารถติดตาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นิตยสารไทยแลนด์โยคะเจอร์น่อล ฉบับเดือนกันยายน 2553 หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.yogajournalthailand.com/?aboutusหรือ  http://yogaaid.com/thailand/Default.aspx

และผมก็ถือโอกาสนี้เรียนเชิญผู้ที่เข้ามาอ่านบล็อกของผมทุกท่าน มาร่วมกันทำกิจกรรมโยคะเพื่อการกุศลในครั้งนี้ร่วมกันนะครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้มีโอกาสเจอกันในงานนี้ ในกิจกรรม Yoga Aid Challenges Thailand 2010. Thailand Yoga Festival 2010.

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ ด้วยการอบอุ่นร่างกายอย่างเหมาะสม

(ครูจิมมี่ขณะนำผู้ฝึกอบอุ่นร่างกาย บริหารข้อต่อหัวเข่า ในเวิร์คชอปครั้งแรกของ ฟิต สตูดิโอ)

ป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ ด้วยการอบอุ่นร่างกายอย่างเหมาะสม

การวอร์มอัพ หรือการอบอุ่นร่างกายถือว่ามีความสำคัญอย่างมากสำหรับการออกกำลังกายทุกชนิดรวมจนถึงการฝึกโยคะอาสนะของเราด้วยครับ

การอบอุ่นร่างกาย จะทำให้กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อต่างๆ ตลอดจนหัวใจ และปอด ได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่า อีกสักครู่จะต้องทำงานมากขึ้น การอบอุ่นร่างกายจะประกอบไปด้วยการยืดกล้ามเนื้อ และเอ็นของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ ประมาณ 5-10 นาที ซึ่งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของสถานที่ที่จะออกกำลังกายด้วย ถ้าอากาศเย็นอาจต้องเพิ่มเวลา การอบอุ่นร่างกาย เพราะจะทำให้เลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ มากขึ้น กีฬาแต่ละประเภทจะมีวิธีการอบอุ่นร่างกายไม่เหมือนกัน แต่หลักการก็คือ ต้องการให้กล้ามเนื้อและเอ็นต่างๆ ได้ถูกยืดออกให้เต็มที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะออกกำลังกายจริง เพราะเวลาออกกำลังกายจริง การเคลื่อนไหวของร่างกายตามลักษณะกีฬาและวิธีออกกำลังกายที่ท่านจะเล่นต่อไป จะต้องอาศัยการยืด หรือการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่ ถ้าหากไม่ได้ยืดเอาไว้ก่อน กล้ามเนื้อหรือเอ็นอาจได้รับบาดเจ็บ ในบางรายอาจฉีกขาดได้


กล่าวโดยสรุป ประโยชน์ในการอบอุ่นร่างกาย มีดังนี้ คือ

1. เป็นการเตรียมกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อต่างๆ ให้พร้อมที่จะออกกำลังกายต่อไป ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งในด้านประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ และในด้านป้องกันการบาดเจ็บจากกีฬา เช่น กล้ามเนื้อฉีกหรือข้อแพลง เป็นต้น

2. ทำให้การประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อและประสาทดีขึ้นในขณะออกกำลังกาย

3. ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิต ของหัวใจ และ ระบบการหายใจ ค่อยๆ ทำงานมากขึ้นทีละน้อยก่อนที่จะออกกำลังกายจริง

ซึ่งหลายๆครั้งในการฝึกโยคะของเรา บางครั้งเราอาจจะเข้าใจว่าการไหว้พระอาทิตย์คือการวอร์มอัพและเหมือนการไหว้ครู(ก็เป็นไปได้ครับหากเรา ค่อยๆไหว้พระอาทิตย์ในรอบแรกๆแบบช้าๆระมัดระวังค่อยๆเป็นค่อยๆไป แล้วจึงค่อยๆเพิ่มความเร็วเพิ่มความเข้มข้นของการเคลื่อนไหวขึ้นทีละนิดทีละนิด)

แต่ในบางครั้ง, บางวัน เรารู้สึกขี้เกียจ เมื่อยร้า เฉื่อยชา ซะเหลือเกิน แต่ก็ยังไปเข้าฝึกโยคะ ในวันแบบนี้แหล่ะ ที่เราต้องการอะไรเล็กๆน้อยๆเพื่อมาเตรียมความพร้อมให้กับร่างกายของเราก่อนที่จะไหว้พระอาทิตย์ โดยการใช้รูปแบบของท่าทางการเคลื่อนไหวอย่างง่ายๆ มาใช้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมร่างกาย ก่อนการฝึกโยคะ ผมแนะนำว่า ท่าที่นำมาใช้ควรจะเป็นท่าที่ไม่หนักมาก ผมจะเรียกขั้นตอนนี้ว่าวอร์มอย่างไม่เป็นทางการ วอร์มอีล๊อกก๊อกแก๊ก และหลักการของขั้นตอนนี้ที่ผมจะขอแนะนำก็คือ ควรจะออกแบบท่าที่เราใช้ให้

1. ครอบคลุมทุกข้อต่อในร่างกายของเรา

2. ครอบคลุมทุกฟังก์ชันการเคลื่อนที่ของร่างกายเรา ก็คือ ก้มตัวไปด้านหน้า, การเอนตัวแอ่นหลัง, การบิดตัวซ้าย-ขวา, การเอียงตัวไปด้านข้างซ้าย-ขวา

3. ครอบคลุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดหลักๆในร่างกายของเรา

ซึ่งสิ่งที่ผมนำเสนอในหัวข้อนี้ก็เป็นเพียงแนวทางขั้นพื้นฐานสำหรับการป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะเพียงเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะของเรายังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมายที่สามารถส่งผลกระทบกับเราจนทำให้เราอาจจะเกิดการบาดเจ็บได้ ซึ่งหัวข้อนี้ขอเป็นการเกริ่นนำก่อนก็แล้วกันนะครับ ในบทความหน้าคงจะเพิ่มความเข้มข้นด้วยการพูดคุยกันถึงเรื่องการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะแบบเป็นจุดๆไปเลย (น่าสนใจใช่ไหมล่ะ) โปรดติดตามบทความหน้านะครับ

ด้วยพลังแห่งโยคะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การบาดเจ็บจากการฝึกโยคะของทุกๆคนจะลดน้อยลง

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com. โดยค้นหาจาก คำว่า Jimmy Yoga หรือ e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Asia Fitness Convention 2010


Asia Fitness Convention 2010.

มหกรรมของคนรักสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งในงานนี้คุณจะได้พบกับวิทยากรมืออาชีพทางด้านการออกกำลังกายที่มีชื่อเสียงจากทั่วทุกมุมโลก ทั้ง Sport Conditioning, Nutrition, Personal Trainer, Group Exercise, Yoga, Pilates...และพบกับการออกร้าน ของผลิตภัณฑ์ต่างๆทางด้านการออกกำลังกายมากมาย

งานนี้จะจัดขึ้น ในวันที่ 17 -19 กันยายน 2553 ณ โรงแรมแกรนด์ เซ็นทารา (เซ็นทรัลเวิร์ลด)

สามารถเข้าไปดูข้อมูลต่างๆเพิ่มเติมได้ที่  http://www.asia-fitness.com/index.php#Down


ในส่วนของ ผู้ที่ได้รับเกียรติเชิญมาเป็นวิทยากร ทางด้านโยคะในงานนี้ก็คือ

            Larry Schultz,   It's Yoga


           Jennifer Galardi,  Crunch


           Lawrence Biscontini


         Nikki Durrant,  Tripsichore Yoga


                Leah Kim


             Taj Harris,  Crunch


          Vincent Tam,  FitnessFirst Asia


 Yuttana Poncharoen (Jimmy),  Fitness Innovations Thailand

ซึ่งในงานนี้ผมก็ได้รับเกียรติ เป็นวิทยากร จากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่ได้รับเชิญเข้าไปมีส่วนร่วมในการแบ่งปันประสบการณ์โยคะของผม ให้กับผู้เข้าร่วมงาน Asia Fitness Convention 2010. ผมได้รับมอบหมายให้สอน คลาสแรก ตอนเช้าตรู่ของวันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2553 เวลา 7.00 - 8.00น.ในหัวข้อ Fit Fun Flow Yoga Workout  และก็เป็นคลาสเดียวที่ผมได้สอนในงานนี้ ถือว่าเป็นเวทีสู่สาธารณชนระดับนานาชาติ งานแรกของผม(งานแรกก็เจองานใหญ่ระดับเอเชียเลย) ผมก็เตรียมตัวพอสมควรเพื่อให้พร้อมที่สุดสำหรับการสอนครั้งสำคัญของผมในงานนี้ และก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในฐานะตัวแทนจากประเทศไทย (รบกวนทุกคนช่วยส่งแรงใจมาช่วยด้วยแล้วกันครับ หรือจะมาเข้าคลาสกับผมก็ได้นะครับถ้าสามารถ เพราะค่าเข้างานก็ถือว่าราคามาตรฐานสากลเลยล่ะครับ แพงแต่ก็คุ้มค่ามากๆครับ)

สามารถเข้าไปดูข้อมูลต่างๆเพิ่มเติมได้ที่  http://www.asia-fitness.com/index.php#Down


หวังว่าเราอาจจะได้พบกันในงาน Asia Fitness Convention 2010. นะครับ...

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

โยคะเวิร์คชอป ที่ฟิต สตูดิโอ โดย ครูอุ้ม, สุชาวดี เฉลิมวงศาเวช


โยคะเวิร์คชอป ที่ฟิต สตูดิโอ โดย ครูอุ้ม, สุชาวดี เฉลิมวงศาเวช.


โยคะเวิร์คชอปครั้งที่สาม ของฟิตสตูดิโอ ได้รับเกียรติจาก ครูอุ้ม, สุชาวดี เฉลิมวงศาเวช  ครูอัษฎางคโยคะชาวไทยหนึ่งเดียว ที่ได้รับใบรับรองให้สอนอัษฎางคโยคะจากท่าน ศรี เค ปัฐภี โชอิส

สำหรับผู้ที่ติดตามบล็อกของผม หรือผู้ที่หลงไหลในการฝึกโยคะทุกๆท่าน บอกได้คำเดียวว่าต้องรีบจองครับ เพราะเรารับได้จำนวนจำกัดแค่ 22 ท่านเพียงเท่านั้นครับ (ค่าใช้จ่ายเพียงท่านละ 1,200 บาท เท่านั้น)

หวังว่าเราคงได้พบกัน วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน 2553 เวลา 13.00 - 17.00น.

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่    ฟิต สตูดิโอ โทร. 02 650 8282

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โยคะเวิร์คชอป ครั้งที่สอง ของ ฟิตสตูดิโอ


โยคะเวิร์คชอป ครั้งที่สอง ของ ฟิตสตูดิโอ

จากความมุ่งมั่นตั้งใจ ของทีมผู้บริหารของ ฟิต สตูดิโอ ที่ต้องการสนับสนุนแฟนพันธุ์แท้โยคะใน กทม.ให้มีโอกาสได้เข้าร่วมโยคะเวิร์คชอปคุณภาพสูงราคาประหยัด ซึ่งเราจะเน้นที่วิทยากรโยคะชาวไทยที่มีความรู้ความสามารถเป็นหลักก่อน ซึ่งต้องบอกกันตรงๆว่า ยังมีครูโยคะชาวไทยของเราหลายต่อหลายคนที่มีความรู้ความสามารถ ผ่านการเรียนการฝึกฝนจากองค์กรโยคะระดับนานาชาติและสถาบันโยคะชั้นแนวหน้าของโลกอีกมากมายหลายท่าน แต่เราอาจจะไม่รู้จักกันในวงกว้าง

และในกิจกรรมโยคะเวิร์คชอปครั้งที่สอง ของ ฟิต สตูดิโอนี้ เราได้มีโอกาสเชิญ ครูสุธรรม สอนเฒ่า(ธรรมศักติ) มาอบรมในหัวข้อ การปลดล็อกพลังงานในร่างกายด้วยการฝึกโยคะเพื่อความสมดุลของร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะเป็นแนวโยคะบำบัดสมัยใหม่ ที่ใช้ท่าโยคะเพื่อการบำบัดมาประยุกต์เข้ากับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งแน่นอนว่าเราอาจจะไม่คุ้นเคย และอาจจะไม่เคยฝึกแบบนี้ที่ไหนมาก่อนในเมืองไทย

ผมมีโอกาสได้รู้จักกับครูสุธรรมโดยบังเอิญ เนื่องจากมาสอนโยคะให้กับฟิตเนสใหญ่แห่งหนึ่งเช่นเดียวกัน และสอนในเวลาที่ใกล้เคียงกันจึงทำให้มีโอกาสได้พบและพูดคุยกันบ่อยครั้ง ซึ่งก็ทราบได้ทันทีถึงความมุ่งมั่น ที่ครูสุธรรมมีต่อการสอนโยคะ จึงทำให้ผมกับครูสุธรรมมีมุมมองแนวคิดในการฝึกและการสอนโยคะที่คล้ายๆกัน ทำให้เราได้มีโอกาส ไปร่วมเวิร์คชอประดับนานาชาติด้วยกันหลายต่อหลายครั้ง

ครูสุธรรม จบหลักสูตร Yogic Study 4เดือน จาก บีฮาร์โยคะ (บ้านเรามักเรียกว่าพิหาร) ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยโยคะแห่งแรกของโลกและของอินเดีย ซึ่งเป็นสถาบันโยคะที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งทางด้านโยคะ  ในเวิร์คชอปครั้งนี้ ครูสุธรรมก็ได้รวบรวมวิชาความรู้ต่างๆที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาอย่างยาวนาน มาเผยแพร่ให้แฟนพันธุ์แท้โยคะทุกๆท่านได้ทราบแบบลึกซึ้ง ดังนั้นก็คงจะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ไม่น่าพลาดหากคุณมีเวลาว่าง ช่วงบ่าย วันอาทิตย์ที่ 1สิงหาคม 2553 ก็เข้ามาร่วมเวิร์คชอปได้ที่ ฟิตสตูดิโอ

สามารถ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฟิต สตูดิโอ โทร. 02 650 8282

แล้วพบกันที่ ฟิต สตูดิโอ นะจ๊ะทุกๆคน

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โยคะเวิร์คชอปครั้งแรก...ของ ฟิต สตูดิโอ


โยคะเวิร์คชอปครั้งแรก...ของ ฟิต สตูดิโอ

ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีครับ สำหรับโยคะเวิร์คชอปครั้งแรก ของ ฟิต สตูดิโอ (อาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2553) ซึ่งผมก็ได้รับความไว้วางใจ จากกรรมการผู้จัดการ ของ ฟิต สตูดิโอ คุณวิจิตรา โอสถศิลป์ ให้ผมทำเวิร์คชอป ในหัวข้อที่ไม่เคยจัดอบรมที่ไหนมาก่อน ผมจึงคิดว่า หัวข้อ หลักและวิธีการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืน  น่าสนใจ  เพราะจากประสบการณ์การสอนโยคะของผมหลายต่อหลายปีที่ผ่านมา พบว่าผู้ฝึกโยคะในบ้านเรา ยังไม่ค่อยเข้าใจหลักและวิธีการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืนเท่าที่ควร  จากการเฝ้าสังเกตผู้ฝึกในคลาสเรียนของผมส่วนใหญ่ผู้ฝึกประมาณ 40% ในคลาสยังขาดความเข้าใจ ในการจัดระเบียบร่างกายในการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืน ผมจึงประมวลเทคนิค, หลักและวิธีการต่างๆของการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืน จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม มาถ่ายทอดสู่ผู้ฝึกโยคะที่สนใจ

ซึ่งการอบรมในครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้ารับการอบรม รวมทั้งหมด 19 ท่าน หลายๆท่านก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่หลายๆท่านผมก็ไม่ค่อยคุ้นหน้าเลยก็มี บางท่านก็เป็นครูสอนโยคะ บางท่านก็เป็นผู้ฝึกโยคะ ซึ่งการอบรมครั้งนี้ผมเปิดให้ผู้ฝึกโยคะทุกระดับสามารถเข้าร่วมอบรมได้โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ก็ถือว่าเป็นการมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมาทำความรู้จักกับเพื่อนๆในวงการโยคะ

บรรยากาศของการอบรม ก็เป็นไปด้วยความสนุกสนาน(ตามแบบสไตล์ของผม) เริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรมและเปิดการอบรมโดยคุณวิจิตรา โอสถศิลป์(กรรมการผู้จัดการ ฟิต สตูดิโอ) ในช่วงแรกของการอบรม(เวลาประมาณ 13.15-14.45น.) ก็เป็นทฤษฎีเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับหลักและวิธีการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืน แถมท้ายด้วยเทคนิคของการออกแบบ การจั๊มทรู-จั๊มแบ็ค ในสไตล์ที่เราๆพอจะสามารถทำได้ จากนั้น(เวลาประมาณ 14.50-15.05น.)ก็เป็นช่วงพักรับประทานอาหาร เพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ผมจึงถือโอกาสตรงนี้ให้ทุกๆคนได้แนะนำตัว และทำความรู้จักกันไว้อาหารว่างเล็กๆน้อยๆของเรา ก็เป็นน้ำผลไม้ ผลไม้ และแซนวิช ซึ่งก็สามารถทำให้หลายๆท่านคลายความหิวและพอจะมีพลังมาสู้ต่ออีกช่วงหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงฝึกคลาสหฐะวินยาสะโยคะคลาส เนื่องจากผมเตรียมท่าสอนมาเยอะมากๆ(กลัวทุกคนจะไม่คุ้มค่า) จึงทำให้สอนเกินเวลาไปเกือบชั่วโมงเลยทีเดียว  ช่วงสุดท้าย โยคะโอม (ผู้นำเข้าเสื่อโยคะแมนดูกะ เพียงผู้เยวของเมืองไทย) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการฝึกอบรมในครั้งนี้ ก็ได้มอบส่วนลดพิเศษสำหรับผู้โชคดี 2 ท่าน ที่จับรางวัลได้ คือส่วนลดพิเศษในการซื้อเสื่อโยคะแมนดูกะรุ่นใหม่ล่าสุด แบล็คเชอร์รี่(ไม่ใช่แบล็คเบอร์รี่นะจ๊ะ)

โดยส่วนตัวของผมแล้ว ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างจะพอใจกับการอบรมในครั้งนี้ในระดับหนึ่ง เพราะระยะเวลาการเตรียมตัวค่อนข้างมีจำกัด  หลังจากไม่ได้ทำเวิร์คชอปมาเกือบปี  ผมตั้งใจอยากจะให้การอบรมครั้งนี้ออกมาให้ดีที่สุด เพราะหากเราจะต้องจัดกิจกรรมลักษณะนี้อีกเรื่อยๆอย่างแน่นอน หากเราจัดได้ประทับใจ ทุกๆคนจะได้บอกต่อๆกัน และให้โอกาส ฟิต สตูดิโอ ได้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่มีใจรักในการฝึกโยคะ

จากการอบรมครั้งนี้ ทาง ฝ่ายบริหาร ของ ฟิต สตูดิโอ  จึงมีแนวทางว่าจะพยายามจัดฝึกอบรมโยคะเวิร์คชอป ทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของแต่ละเดือน โดยช่วงแรกทาง ฟิต สตูดิโอ คงจะให้โอกาสครูโยคะชาวไทยที่มีความรู้ความสามารถ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ก่อน เพราะค่าใช้จ่ายคงจะเป็นอะไรที่ผู้ฝึกโยคะชาวไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าร่วมฝึกอบรมได้แบบที่ไม่ต้องคิดมาก

สามารถ ติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆของ ฟิต สตูดิโอ ได้ที่ www.studiobyfit.com หรือ โทร. 02 650 8282

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ฟิต สตูดิโอ ของเรา จะได้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในประสบการณ์การฝึกโยคะของคุณ

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ขอขอบคุณ โยคะโอม โดย คุณวนิดา ธีระกิจมานันทชัย (ผู้นำเข้าเสื่อโยคะแมนดูกะ เพียงผู้เดียวของเมืองไทย) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการฝึกอบรมในครั้งนี้

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เวิร์คชอป:หลักและวิธีการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืน



เวิร์คชอป : หลักและวิธีการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืน

 วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2553 เวลา 13.00-16.30 น.
ณ. ฟิต สตูดิโอ, มหาทุน พลาซ่า (สถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต)

ค่าใช้จ่ายในการอบรมท่านละ 1,000 บาท
(มาสมัครพร้อมกันตั้งแต่ 3ท่านขึ้นไป ลดทันที 10%)

รับจำนวน จำกัด สำรองที่ในการฝึกอบรมและขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 650 9242 หรือ 02 650 8282 (โทร.มาจองช้า ที่เต็มไม่รู้ด้วยนะจ๊ะ)

คิดว่า น่าจะเป็นเวิร์คชอปที่ดีและน่าสนใจครับ...นอกจากนี้ก็ยังอยากให้ทุกคนได้มาเยี่ยมชมบรรยากาศที่ ฟิต สตูดิโอ ของเราด้วยครับ สถาบันของเรามีกิจกรรมหลายอย่างครับไม่ใช่เพียงโยคะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แล้วเราก็ตั้งใจว่า จะมีการจัดเวิร์คชอป ดีดี ทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของแต่ละเดือน ซึ่งสามารถติดตามข่าสารต่างๆได้ที่
www.studiobyfit.com

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้พบทุกๆคนในเวิร์คชอป ของผม ขอบคุณมากครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

พระศิวะ เทพแห่งการร่ายรำ ตำนานแห่งโยคะ


พระศิวะ เทพแห่งการร่ายรำ ตำนานแห่งโยคะ

ผู้ฝึกโยคะหลายๆท่าน คงพอจะทราบดีอยู่แล้วว่า พระศิวะ คือเทพแห่งการทำลายล้าง และทรงเป็นบิดาของพระพิฆเณศ นอกจากนี้แล้ว พระศิวะยังทรงเป็นศิลปิน ที่ได้รับการยอมรับว่า ทรงเป็นเจ้าของตำรับการร่ายรำ ระบำฟ้อนแห่งอินเดียเลยก็ว่าได้ ด้วยเพราะทรงเป็นเทพแห่งศิลปะการร่ายรำ ปางหนึ่งของพระศิวะที่แสดงถึงฐานะของพระองค์ชัดเจนจึงเป็นปางที่ถือได้ว่าเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายนัก ปางนั้นก็คือ ปางนาฏราช (nataraja)

ในตำนานเล่าว่า พระศิวะทรงชักชวนพระนารายณ์ปลอมแปลงโฉมเป็นสามี-ภรรยากันไป ณ ป่าแห่งหนึ่งเพื่อกำราบเหล่าดาบสที่ไม่ตั้งตนบำเพ็ญตบะและบูชาเทพอย่างที่ควร ดาบสกลุ่มนั้นประพฤติตนเหลวไหล ใฝ่ไปในทางชั่วมากกว่าจะอยู่ในศีลในธรรม

เมื่อทั้ง ๒ มหาเทพไปปรากฏตัวในป่านั้นในฐานะของโยคีหนุ่มกับภรรยาสาว (พระนารายณ์ทรงปลอมเป็นภรรยาพระศิวะ) เหล่าดาบสผู้มากกิเลสตัณหาก็พากันมาเวียนวนเกี้ยวพาราสีสาวงามภรรยาของโยคีหนุ่ม โดยไม่สนใจหรอกว่านางเป็นผู้มีคู่มีเจ้าของแล้ว บรรดาเมียๆของดาบสต่างก็ไม่วางตนว่าไม่โสดแล้วต่างก็พากันมาให้ท่าทอดสะพานโยคีรูปงามกันมิเว้นวาย เวลาผ่านไป ก็ไม่มีดาบสผู้ใดพิชิตภรรยาสาวของโยคีได้ ความพิศวาสจึงได้กลายเป็นความเคืองแค้น เหล่าดาบสจึงพากันสาปแช่งโยคีและเมียรักให้มีอันเป็นไป แต่ทว่าคำสาปนั้นกลับไม่เกิดผลใด ๆทั้งสิ้น พวกดาบสนั้นไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าโยคีนั้นคือพระศิวะและภรรยานั้นคือพระนารายณ์ อิทธิฤทธิ์เวทมนต์ใด ๆ ก็มิอาจกร้ำกรายผู้เป็นเทวะได้แน่นอน แต่ด้วยความไม่รู้นั้น จึงยังทำพวกดาบสกำเริบเสิบสานต่อไป พวกดาบสส่งยักษ์ชื่อ มุยะละกะ มาปราบ พระศิวะก็ทรงสำแดงฤทธิ์เดช ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบอกยักษ์ไว้ แล้วก็ทรงร่ายรำไปในลีลาอันวิจิตรพิสดารยิ่งนัก บรรดาดาบสทั้งหลายจึงยอมศิโรราบ กราบขอขมาต่อพระศิวะโดยดีเมื่อได้ตระหนักว่าตนกำลังอหังการกับมหาเทพเสียแล้ว ณ เทวาลัยในเมืองจิทัมพรัม ได้มีรูปพระศิวะในท่าร่ายรำต่าง ๆ ถึง ๑๐๘ ท่าด้วยกัน

บรรดาผู้ที่สักการะบูชาพระศิวะมักจะไปบูชาพระศิวะ ณ เทวาลัยแห่งนั้นเป็นจำนวนมากในแต่ละปีตามตำนานโบราณกล่าวว่า เมื่อพระศิวะทรงตีกลองเป็นจังหวะอันไพเราะ โลกใบนี้ได้เคลื่อนไหวไปตามจังหวะกลองนั้นด้วย และเมื่อพระศิวะทรงร่ายรำเคลื่อนไหวพระองค์และพระกรพลิ้วไป ก็เป็นเหตุให้บังเกิดสุริยะจักรวาลขึ้นในบัดนั้นเอง นักระบำของอินเดียจะต้องร่ายรำในท่าบูชาพระศิวะก่อนเสมอ แล้วจึงค่อยร่ายรำในท่าอื่น ๆ ต่อไป สำหรับท่ารายรำทั้ง ๑๐๘ ท่าของพระศิวะนั้น ล้วนเป็นท่าที่ต้องใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็น แขน ขา ข้อมือ เท้า เอว อก สะโพกหรือแม้แต่กล้ามเนื้อรอบดวงตา ลีลานาฏศิลป์แบบพระศิวะนั้นทั้งงดงามและน่าเกรงขาม นอกจากนี้ นาฏลีลาของพระศิวะนั้นเป็นต้นแบบของท่าฟ้อนรำแบบไทย ๆ เราด้วย ซึ่งได้นำท่าของพระศิวะมาประยุกต์ดัดแปลง เช่นเดียวกับท่าร่ายรำระบำฟ้อนของอีกหลาย ๆ ประเทศ รวมจนถึงท่าฝึกโยคะต่างๆมากมายหลายท่า ซึ่งได้ยอมรับว่ามีต้นแบบมาจากนาฏลีลาของพระศิวะเป็นส่วนมาก ผู้ที่เป็นศิลปินในแขนงการเต้นรำหรือฟ้อนรำมักจะนิยมบูชาขอพรจากพระศิวะให้เกิดความรุ่งเรืองในชีวิต ด้วยการบูชาพระศิวะด้วยดอกลำโพง

จากตำนานข้างต้นนี้เอง จึงทำให้พระศิวะ ได้รับการยกย่องจากผู้ฝึกโยคะทั้งหลายว่า ท่านทรงเป็นปฐมบทของการฝึกโยคะ ที่เป็นตำนานกล่าวขานกันมาจนถึงปัจจุบันนี้

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก http://content.weloveshopping.com/tag/

ป้ายกำกับ

Powered By Blogger