เรื่องเล่า...จากครูโยคะ

เรื่องเล่า...จากครูโยคะ เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์การสอนโยคะของครูจิมมี่ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ สอดแทรกอารมย์ขัน เหมาะกับผู้ที่สนใจในการฝึกโยคะ, ครูฝึกโยคะและทุกๆคน ทุกเพศทุกวัย



สำหรับทุกๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใช้บริการ อ่านบล็อก เรื่องเล่า...จากครูโยคะ โดยครูจิมมี่ สามารถเลือกคลิ๊กเข้าไปอ่าน บทความอื่นๆได้ ที่เดือนต่างๆ ซึ่งเรียงอยู่ทางด้านขวามือของบทความ ขอบพระคุณมากครับ



ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป...นมัสเต...





วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภักติโยคะ การเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดี

( Jimmy in Kukkuttasana )

ภักติโยคะ การเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดี

ผมไม่ได้เขียนบทความใหม่ส่งขึ้นบล็อกให้ได้อ่านมานานพอควร เนื่องจากภาระหน้าที่การงานที่ค่อนข้างวุ่นวายและยุ่งเหยิง ต้องขออภัยแฟนๆบล็อกทุกๆท่าน มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ 


มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะแชร์ให้ทุกๆท่านได้อ่านก็คือ ประสบการณ์จากการรับงานสอนโยคะของผม ที่น่าจะเป็นเครื่องช่วยเตือนใจและทำให้ผมได้ตระหนักถึงหลักและแนวทางของภักติโยคะ มากยิ่งขึ้น ดังนั้นก่อนอื่นผมคงจะต้องขอ กล่าวถึงความหมายและที่มาของคำว่า "ภักติโยคะ" เสียก่อน


ในยุคอุปนิษัท  ได้พัฒนาเรื่องหลักกรรมในยุคพระเวทเพื่อเป้าหมายคือการเข้าสู่ปรมาตมันโดย อาศัยวิธีการ  3  ประการ คือ  กรรมโยคะ  ภักติโยคะ   และชญาณ  โยคะ  
  
กรรมโยคะ  (กรรม+โยคะ)  หมายถึงการกระทำอะไรก็ตามที่จะนำไปสู่ความดีความชอบและมีผลตามความต้องการ
  
ภักติโยคะ  (ภักติ+โยคะ) หมายความถึงความศรัทธา  ความจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า  
  
ชญาณโยคะ  (ชญาณ+โยคะ)   หมายถึงตัวความรู้ชั้นบรมสัจจะ  มิใช่ความรู้อื่นที่นำไปสู่สภาวะดังกล่าว  สภาวะเช่นนี้จะเกิดได้จากการที่คนเราสามารถหยั่งรู้สภาวะอันแท้จริงของตน เองว่ามันมีสภาวะจริง  ๆ   เป็นเช่นไร

              ทรรศนะเรื่องกรรมในศาสนาพราหมณ์นี้  ชี้ให้เห็นว่ากรรมเป็นเครื่องปรุงแต่งสัตว์ทั้งหลาย   กรรมเป็นเครื่องผูกพันให้มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิด    มนุษย์ทุกคนตกอยู่ในอำนาจของกฎแห่งกรรมที่เขาทำไว้จะหลีกหนีไม่พ้น   คือทำกรรมใดไว้ก็จะได้รับผลแห่งกรรมนั้น  ทำดีย่อมได้รับผลดี  ทำชั่วก็ย่อมได้รับผลชั่ว



เรื่องของผมมันมีอยู่ว่า หลังจากที่ผมสอนโยคะมาได้สัก2-3ปี (ก็คงจะต้องย้อนกลับไปสักประมาณเกือบจะ 10ปีที่แล้ว) งานสอนโยคะผมก็ค่อยๆเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากที่เคยสอนวันละ 2คลาส ก็ค่อยๆเพิ่มมาเป็น วันละ 3-4 คลาส แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นกับชีวิตของผม (ซึ่งจริงๆแล้วมันก็เป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆที่คอยกวนใจเราน่ะครับ) ปัญหาที่ว่าก็คือ พอผมมีงานสอนโยคะเพิ่มมากขึ้น คนก็ค่อยๆเริ่มรู้จักกับผมเพิ่มมากขึ้น และมีคนติดต่อให้ผมไปสอนโยคะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ทราบกันดีว่า คลาสโยคะส่วนใหญ่ก็จะ เป็นช่วงเวลาเย็น ถ้าเป็นงานสอนตาม


หน่วยราชการต่างๆ ส่วนใหญ่เราน่าจะสามารถรับงานสอนได้ที่เวลา 16.30น. หรือ 17.00น.


หน่วยงานเอกชนหรือบริษัท ห้างร้านต่างๆ ส่วนใหญ่เราน่าจะสามารถรับงานสอนได้ที่เวลา 17.30น. หรือ 18.00น.  


ฟิตเนสและเฮลท์คลับต่างๆ เราจะสามารถรับงานสอนได้เกือบทั้งวันสำหรับฟิตเนสและเฮลท์คลับใหญ่ๆ แต่เวลาที่เขาต้องการส่วนใหญ่คือ ตั้งแต่6.30น.เช้าหรือ 7.00น.เช้า ส่วนช่วงเย็นก็เป็น 18.00น. ไปจนถึง 20.30น.เลยทีเดียว 


สำหรับเวลาอื่นๆก็คงเป็นรอบสอนแบบส่วนตัวที่นัดเวลากันตามสะดวกของทั้งผู้สอนและผู้เรียน


ดังนั้นงานในช่วงเย็นก็จะมีค่อนข้างเย๊อะกว่าช่วงเวลาอื่นๆ จนบางครั้งก็มีคนติดต่อให้ผมไปสอนช่วงค่ำในเวลาที่ผมมีงานสอนอยู่แล้ว ซึ่งข้อเสนอง่ายๆเพื่อต้องการได้ผมไปสอนก็คือให้ค่าสอนมากกว่าที่เดิม ต้องบอกกันตามตรงเลยครับว่ามีบ้างในบางครั้งที่กิเลสและความโลภของผมก็จะแว๊บเข้ามาในด้านมืดของจิตใจ และเคยทำให้ผมเคยตัดสินใจผิดพลาดไปเกี่ยวกับเรื่องนี้


การที่เราจะขอยกเลิกงานสอนจากสถานที่แห่งหนึ่ง ที่เราเคยสอนอยู่แล้วไปรับงานสอนยังที่ใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายครับในบางครั้ง หากทางสถานที่นั้นๆเขาหาคนมาสอนแทนเราไม่ได้ เราก็อาจจะต้องเป็นฝ่ายช่วยหาคนมาสอนแทนเราให้กับสถานที่นั้นๆ และแน่นอนครับหากเขาทราบว่าเราทิ้งเขาไปรับงานที่ใหม่เขาก็คงไม่ค่อยพอใจอย่างแน่นอน 


ประสบการณ์การรับงานสอนของผมครั้งหนึ่งมันมีอยู่ว่า เขาต้องการให้ไปสอนช่วงค่ำแต่ว่า ในวันดังกล่าวน่ะผมก็มีงานสอนของผมอยู่แล้ว เนื่องจากเขาให้ค่าสอนมากกว่าที่เก่า กิเลสและความโลภของผมก็จะแว๊บเข้ามาในด้านมืดของจิตใจ จึงทำให้ผมหาคนรู้จักมาสอนแทนที่เดิมที่เคยสอน(ยกคลาสให้เขาไปเลย)และนำพาตัวเองไปรับงานที่ใหม่ที่คิดว่าได้ค่าตอบแทนที่ดีกว่าที่เดิม ทั้งๆที่ในสถานที่เดิมนั้นผมสอนมาอย่างยาวนานหลายปีโดยไม่เคยมีปัญหาอะไร 

และพอผมไปสอนให้กับที่ใหม่ได้เพียงไม่ถึงปีกิจการเขาก็มีปัญหาทำให้ต้องปิดกิจการลงไป..เวรกรรม..เวรกรรม... ก็เท่ากับว่าผมต้องตกงาน ที่เก่าก็ยกให้คนอื่นไปสอนแล้ว จะกลับไปขอเอารอบสอนคืนก็คงไม่ได้แน่ๆ อันนี้คือบทเรียนสำคัญ ของการไม่พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ กิเลสความโลภที่บางครั้งมันเข้ามาคลอบงำจิตใจของเรา ทำให้เราอยากได้มากขึ้น อยากมีมากขึ้น จนทำให้เราหลงลืมเรื่องของความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่สถานที่นั้นๆมีให้กับเราเสมอมา  มันเปรียบได้ดั่งเวรกรรมที่ตามทันเรา(อาจจะว่าผม งมงาย แต่ผมก็เชื่อในเรื่องของกฏแห่งกรรมครับ) เมื่อเราเป็นฝ่ายที่ทอดทิ้งเขาไปด้วยเหตุอันไม่สมควร เขาก็คงได้รับผลกระทบพอประมาณจากการกระทำของเรา มันก็คงเปรียบได้กับการที่เราได้สร้างเวรกรรมเอาไว้ ดังนั้นในไม่ช้าไม่นานเวรกรรมนี้มันก็จะตามกลับมาหาเรา ให้เราได้ชดใช้กรรมนี้ในที่สุด


หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็จะตระหนักถึงเรื่องของเวรกรรมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และพยายามนำ "ภักติโยคะ" การเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดี มาปรับใช้กับชีวิตและการงานที่ผมได้ทำอยู่  รู้จักถึงความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ พอเพียง ไม่โลภมาก 


มีหลายเรื่องราวที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและพอจะยกตัวอย่างให้เห็น ในเรื่องของความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ซื่อสัตย์ จงรักภักดี และแน่นอน พวกเขาเหล่านี้เปี่ยมล้นไปด้วยศรัทธา  ดังเช่น     
 พันท้ายนรสิงห์ (จากเรื่อง พระเจ้าเสือ) ที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อหน้าที่ของตนเองในการถวายงานรับใช้พระเจ้าเสือ ด้วยข้อผิดพลาดอันสุดวิสัยแต่ด้วยหน้าที่รับผิดชอบของตนจึงทำให้พันท้ายนรสิงห์ต้องสละชีพของตน ทิ้งไว้เป็นตำนานให้พวกเรารุ่นหลังได้รับรู้สืบต่อถึงความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อหน้าที่ ของท่านพันท้ายนรสิงห์


แฮร์รี่ พอตเตอร์และผองเพื่อน ที่ได้ทำตามหน้าที่ของตน เพื่อกำจัดภัยมืด ผดุงไว้ซึ่งความสันติสุข ของชาวฮ็อกวอด ถึงแม้นว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง


กวนอู (จากเรื่อง สามก๊ก) ที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อเล่าปี่ ถึงแม้นว่าตนเองจะต้องตกไปเป็นเชลยศึกของฝ่ายโจโฉ แม้นกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีที่กวนอูมีต่อเล่าปี่ได้ จนท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ของชาวจีน


หนุมาน พญาวานร (จากเรื่อง รามเกียรติ์) ที่มีความจงรักภักดีต่อพระราม, หนุมานทำหน้าที่ของทหารเอกได้อย่างยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน ผดุงไว้ซึ่งความถูกต้อง


อรชุน (จากเรื่อง สงครามมหาภารตยุทธ/ภควัตคีตา) ที่ได้ทำหน้าที่ของตนเพื่อวงศาคณาญาติ ในมหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งชมภูทวีป, อรชุน เกือบจะเดินหนีจากสมรภูมิรบในการรบครั้งสุดท้าย แต่ด้วยการเตือนสติจาก กฤษณะ(อวตารของพระวิษณุ) ทำให้อรชุน ได้ตระหนักถึงหน้าที่ของตนและความถูกต้อง จึงทำให้อรชุนเปลี่ยนใจกลับมารบ จนได้รับชัยชนะเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง

อย่างไรก็ตามแต่ พวกเราควรนำหลักของ "ภักติโยคะ" การเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดี ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับชีวิตของเราและควรอยู่ภายใต้ การนำไปใช้อย่างมีสติ และเป็นไปตามความถูกต้องตามครรลองครองธรรม ซึ่งถ้าเรานำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมคงจะเป็นผลดีต่อพวกเราทุกๆคนอย่างแน่นอน...

เมื่อการที่เรา เชื่อมั่น ศรัทธา และจงรักภักดี ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  เราก็แอบหวังไว้ลึกๆเช่นกันว่า สิ่งนั้นจะไม่ทำให้เราต้องผิดหวัง และสูญสิ้นซึ่งความรักและศรัทธา
 
"ที่สำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่​ากันก็คือ จงอย่าทำให้ผู้อื่นต้องสูญส​ิ้นซึ่งศรัทธาที่มีต่อเราด้​วยเช่นกัน และสุดท้ายที่สำคัญมากๆก็คื​อ จงอย่าสิ้นศรัทธาหมดหวังกั​บตัวเราเอง"

และเมื่อไรก็ตามแต่ ที่เราต้องผิดหวังจนสูญสิ้นซึ่ง ความเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดีไป นั่นหมายถึง...จงเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีและจงพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังเข้ามาสู่ชีวิตของเราแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้...

... เราจะอยู่อย่างไร หากต้องอยู​่อย่างไร้ซึ่งศรัทธา...


ขอพลังแห่ง "ภักติโยคะ" การเชื่อมั่นในศรัทธาและความจงรักภักดี จงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Thailand Yoga Festival 2011.วันที่ 17-18 ธันวาคม 2554



 Thailand Yoga Festival 2011.วันที่ 17-18 ธันวาคม 2554  

ขอเชิญสาวกโยคะทุกๆท่าน เข้าร่วมงาน ไทยแลนด์โยคะเฟสติวัล 2011. มหกรรมของคนรักโยคะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย วันเสาร์ที่17 และวันอาทิตย์ที่18 ธันวาคม 2554 ณ โรงเรียนนานาชาติ บางกอกเปร๊ป สุขุมวิท53 (ใกล้กับปากซอยทองหล่อ)


โดยท่านจะได้พบกับสุดยอดครูโยคะทั้ง11ท่าน ที่ได้รับเกียรติมาสอนในไทยแลนด์โยคะเฟสติวัล ครั้งนี้ 

ที่สำคัญคือ โปรดอย่าพลาดคลาส ในช่วงเวลา 9.45 - 11.45น. วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2554 เป็นอันขาด เป็นเรื่องของการฝึกโยคะเพื่อบริหารข้อต่อสะโพก ครับ  555! เป็นคลาสของผมเองล่ะครับ ซึ่งปีนี้ผมได้รับเกียรติเป็นครูโยคะชาวไทย ที่ได้รับการคัดเลือกจากทางนิตยสารโยคะเจอร์น่อลไทยแลนด์ ให้ขึ้นสอนในงานมหกรรมโยคะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทยในปีนี้(เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลอีกครั้งหนึ่งครับ)

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้มีโอกาสพบกัน ในมหกรรมโยคะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทยครั้งนี้ ไทยแลนด์โยคะเฟสติวัล 2011.

สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ลิ๊งค์ด้านล่างนี้เลยครับ


http://www.yogajournalthailand.com/main/?name=news&file=readnews&id=12 

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป


นมัสเต,


จิมมี่โยคะ

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ครูโยคะวิวาห์...สุมิตตา+สุธรรม


ครูโยคะวิวาห์...สุมิตตา+สุธรรม

เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง  ในวันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2554 นี้ ถือเป็นฤกษ์งามยามดีในการจัดพิธีมงคลสมรสระหว่างครูสอนโยคะ 2ท่าน ซึ่งก็ถือได้ว่าทั้งสองท่านค่อนข้างจะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผมพอสมควร ว่าที่เจ้าบ่าวคือเพื่อนร่วมอาชีพครูสอนโยคะ(จริงๆแล้วพี่เขาอายุมากกว่าผมพอสมควรเลยทีเดียว)แต่ด้วยเส้นทางของการสอนโยคะ จึงทำให้ผมและพี่สุธรรมได้โคจรมาพบกัน และทำให้ผมกับพี่สุธรรมค่อนข้างที่จะสนิทสนมกันพอสมควร  ว่าที่เจ้าสาวก็หาใช่ใครอื่น ครูนิดคือลูกศิษย์ที่เคยมาเรียนคอร์สครูฝึกโยคะกับผมที่สถาบันฟิต


เส้นทางแห่งความรักของครูทั้งสองท่าน จริงๆแล้วจะพูดว่ามีผมเป็นจุดเชื่อมโยงให้ทั้งสองท่านได้โคจรมาพบกันก็น่าจะไม่ผิดอะไร ในส่วนตัวของผมเองนั้น ผมได้รู้จักกับพี่สุธรรมก่อนที่ผมจะได้รู้จักกับครูนิด เหตุมันเกิดขึ้นเนื่องมาจาก ช่วงที่ครูนิดกำลังเรียนคอร์สครูฝึกโยคะกับผมอยู่นั้นเอง วันหนึ่งผมได้ทราบข่าวว่าครูแพ็ดดี้ แม็คกรัท ครูสอนโยคะชาวออสเตรเลียที่เก่งมากๆเรื่องการฝึกโยคะท่าแอ่นหลัง จะมาสอนคลาสพิเศษให้กับกลุ่มครูและผู้ฝึกโยคะในสวนลุมฯในเช้าตรู่วันหนึ่ง ผมจึงประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนของผมทราบ ซึ่งก็มีครูนิดที่สนใจจะไปร่วมคลาส  ทั้งผมและครูนิดต่างก็ไม่เคยไปฝึกโยคะที่สวนลุมฯมาก่อนจึงไม่รู้ว่าเขาจะฝึกกันตรงส่วนใดของสวนลุมฯ ทำให้ผมต้องสอบถามข้อมูลจากพี่สุธรรม เนื่องจากพี่สุธรรมเขาไปฝึกโยคะที่สวนลุมฯเป็นประจำอยู่แล้วและพี่สุธรรมเองก็เป็นลูกศิษย์ของครูแพ๊ดดี้ด้วย ผมจึงให้เบอร์โทรของพี่สุธรรมไปกับครูนิดเพื่อจะได้โทรสอบถามเส้นทางได้อย่างสะดวก


หลังจากที่ได้เรียนกับครูแพ๊ดดี้ ในวันนั้นไปแล้ว ผมเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าทั้งสองท่านจะมีการสานต่อความสัมพันธ์กันเพิ่มเติม จนเหตุการณ์ผ่านพ้นไปหลายเดือน วันหนึ่งพี่สุธรรมก็พูดเปยๆกับผมว่า พี่เขากำลังคบหาดูใจกับคนคนหนึ่งอยู่ และคนคนนี้เป็นคนที่ผมรู้จัก   ผมจึงถามพี่สุธรรมว่า "เขาเป็นใครกันครับพี่?" พี่แกดันบอกว่า ยังไม่ขอเปิดเผย และวันไหนที่ทั้งคู่พร้อมจะมาเปิดตัวให้ผมรับทราบเอง แน่ะ!มีการทิ้งปริศนาให้เรากับไปคิดอยู่หลายวัน ผมก็คาดเดาไปต่างๆนานา ว่าเป็นคนโน้นบ้างคนนี้บ้างซึ่งไอ้คนที่ผมคาดเดาไปน่ะไม่ใช่เลยสักคนเดียว...


หลังจากนั้นไม่กี่วัน พี่สุธรรมก็โทรมานัดผมไปทานข้าว ณ ร้านที่ผมและพี่สุธรรมมักจะไปนั่งทานกันเป็นประจำ และบอกผมว่าวันนี้จะพาคนที่กำลังคบหาดูใจอยู่มาเปิดตัวให้ผมทราบสักทีว่าคือใคร...อั่นแน่! มีเซอร์ไพส์เราอีก...พอผมมาถึงร้านอาหารก็เห็นแต่พี่สุธรรมนั่งอยู่ ผมจึงถามว่า "ไหนล่ะพี่ คนที่พี่ว่ากำลังคบหาดูใจอยู่และจะพามาเปิดตัวให้ผมทราบในวันนี้?" พี่แกพูดว่า "ใจเย็นๆ...เดี๋ยวคงจะตามมา"  แน่ะ! ดึงเชิงกับผมสุดๆ  แต่ในที่สุดก็ได้เห็นคนที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้กำลังเดินลงมาและตรงมาที่โต๊ะของผมกับพี่สุธรรม สุภาพสตรีท่านนี้ก็คือครูนิดนี่เอง  ผมช๊อคเล็กน้อย และก็ถือว่าเป็นเซอร์ไพส์ครั้งใหญ่เลยทีเดียวสำหรับผม ขณะเดียวกันในใจก็รู้สึกยินดีทั้งๆที่ยังคงช๊อค อึ้งและงงนิดๆ โดยที่ผมก็ไม่ได้ถามอะไรถึงเหตุแห่งความรักของทั้งคู่ ได้แต่นั่งทานข้าวกับทั้งคู่และพูดคุยเรื่องอื่น เพราะ ณ ตอนนั้นครูนิดก็แสดงอาการเขินอายให้ผมเห็นพอควรเลยทีเดียว


และนี่ก็คือ เลิฟ สตอรี่ เรื่องราวแห่งความรัก ของครูสอนโยคะทั้งสอง  ดังนั้นในวันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2554 นี้ 18.00น. พวกเราในแวดวงโยคะก็จะไปร่วมเป็นเกียรติในงานมงคลสมรสระหว่างครูนิด(สุมิตตา)และครูต้อง(สุธรรม) ณ สโมสรกรมพลาธิการทหารบก ถนนติวานนท์


หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะได้มีโอกาสพบเจอกันในงานมงคลสมรสระหว่างครูนิด(สุมิตตา)และครูต้อง(สุธรรม)


ความรักคือสิ่งงดงาม ความรักเป็นสิ่งที่พวกเราทุกๆคนถวิลหา และพวกเราก็คงจะอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้หากต้องอยู่โดยไร้ซึ่งความรัก...


ขอพลังแห่งความรักและโยคะจงอยู่กับครูนิด(สุมิตตา)+ครูต้อง(สุธรรม)และพวกเราทุกๆคนตลอดไปเทอญ


นมัสเต,


จิมมี่โยคะ

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ความหวังในการทำให้บทความจากโยคะบล็อกของผม...ไปสู่การรวมเล่มเป็นหนังสือ


ความหวังในการทำให้บทความจากโยคะบล็อกของผม...ไปสู่การรวมเล่มเป็นหนังสือ

หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียนบทความเกี่ยวกับโยคะเผยแพร่ผ่านบล็อก "เรื่องเล่าจากครูโยคะ" มาจนถึงทุกวันนี้ ก็มีบทความมากกว่า 80เรื่องแล้วครับ ที่ผมได้เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชน เป็นการถ่ายทอดเกือบจะทุกเรื่องราวจากประสบการณ์ในเส้นทางการฝึกโยคะและการสอนโยคะของผม จนทำให้มีหลายกระแสแนะนำเข้ามาว่า ผมควรจะนำบทความเหล่านี้ไปรวมเป็นเล่มแบบพ็อกเกตบุ๊คเพื่อเผยแพร่...

จริงๆแล้วผมตั้งใจไว้ว่าจะรวมเล่มและพยายามส่งทำเป็นรูปเล่มให้เสร็จพร้อมที่จะเผยแพร่ภายในเดือนตุลาคม2554นี้ เพื่อให้ทันงาน ไทยแลนด์โยคะเฟสติวัล2011. แต่ ณ ตอนนี้ก็เริ่มจะไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันครับว่าสิ่งที่ผมหวังไว้นี้จะเป็นไปได้มากน้อยสักเพียงไหน...

พูดกันแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องอ้อมค้อมเลยก็แล้วกันนะครับ ผมอยากรวมเล่มเพื่อเผยแพร่มากๆครับ ปัญหาสำคัญมากๆสำหรับผมช่วงนี้ก็คือทุนทรัพย์ในการไปลงทุนทำหนังสือครับ เนื่องจากในปีนี้ผมใช้เงินจำนวนมากไปสำหรับการเดินทางไปอบรมโยคะที่ต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเงินมากที่สุดในชีวิตก็ปีนี้ ต้องเตรียมสำรองเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับอีกหนึ่งชีวิตสมาชิกใหม่ในครอบครัว(ตอนนี้ภรรยาผมตั้งครรภ์ได้ 3เดือนแล้วครับ)ซึ่งผมกำลังจะมีลูกอีกคนล่ะครับ ดังนั้นรายจ่ายในปีนี้ของผมจึงมากมายเสียจนทำให้โอกาสในการที่จะทำหนังสือให้เสร็จก่อนเดือนตุลาคมนี้ เริ่มจะลดน้อยลงไป

ดังนั้นผมจึงขอถือโอกาสใช้บทความนี้ในการประชาสัมพันธ์ ถึงแผนการดำเนินงานของผม คือ

1. หากมีสำนักพิมพ์ไหน ที่มีความสนใจที่จะนำเรื่องจากบล็อกโยคะของผมไปจัดพิมพ์เพื่อจำหน่าย ผมยินดีอย่างยิ่งและรบกวนช่วยรีบติดต่อเข้ามาที่ผมเพื่อคุยรายละเอียดได้เลยครับ
(รบกวนทุกๆท่านที่ผ่านเข้ามาอ่านบทความนี้ ช่วยประชาสัมพันธ์ต่อถึงสำนักพิมพ์ที่มีความสนใจด้วยนะครับ)

2. ในกรณีที่ไม่มีสำนักพิมพ์ใดเลยที่สนใจ ผมคงจะต้องระดมเงินทุนเพื่อดำเนินการเอง ดังนั้นจึงขอใช้ช่องทางนี้ในการประกาศหาสปอนเซอร์ ในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ อีกทางหนึ่งด้วยก็แล้วกันนะครับ
(สำหรับผู้ที่สนใจเป็นสปอนเซอร์ ในการจัดทำหนังสือครั้งนี้ สามารถติดต่อเข้ามาที่ผมได้เลยครับ)

และนี่ก็คือความหวังในการที่จะทำให้บทความจากโยคะบล็อกของผม...ไปสู่การรวมเล่มเป็นหนังสือ
 
ขอพลังแห่งโยคะที่มีอยู่ในตัวผม และผู้ที่ผ่านเข้ามาอ่านบทความโยคะของผมช่วยดลบันดานให้บทความจากโยคะบล็อกของผม...ไปสู่การรวมเล่มเป็นหนังสือ ออกเผยแพร่ทันภายในเดือนตุลาคมนี้ด้วยเทอญ

นมัสเต

จิมมี่โยคะ
e-mail : jimmythaiyoga@yahoo.com

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โยคะเวิร์คชอฟ ที่เชียงใหม่ โดยครูจิมมี่...


โยคะเวิร์คชอฟ ที่เชียงใหม่ โดยครูจิมมี่...

สำหรับผู้หลงไหลในการฝึกโยคะ ชาวจังหวัดเชียงใหม่และชาวจังหวัดใกล้เคียง เตรียมตัวพบกับโยคะเวิร์คชอฟ โดยครูจิมมี่

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2554 
ณ โรงแรม ฮอลิเดย์อินน์
จังหวัดเชียงใหม่
318/1 ถนนเชียงใหม่-ลำพูน  ตำบล.วัดเกศ   อำเภอ.เมือง  จังหวัดเชียงใหม่


9.00-12.00น. Counter Pose for Yoga Asana

เป็นเวิร์คชอฟ แบบทฤษฎีเชิงปฏิบัติ

การเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อในขั้นพื้นฐาน 
เพื่อมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบท่าแก้ในการฝึกโยคะอาสนะ
(เหมาะสำหรับผู้ฝึกโยคะทุกระดับ)

ในเวิร์คชอฟ เราจะพูดถึง
เทคนิคในการจัดเรียงท่าฝึกโยคะให้เหมาะสมกับตัวเราเองและผู้ฝึกโยคะทั่วๆไป
การทำงานของกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆในขั้นพื้นฐาน
การวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อ จากท่าฝึกโยคะอาสนะต่างๆ
การออกแบบท่าแก้เพื่อใช้ในการฝึกโยคะอาสนะ

13.30 - 16.30 น. เทคนิคและวิธีการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืน

เป็นเวิร์คชอฟ แบบทฤษฎีเชิงปฏิบัติ

การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคในการฝึกท่ายืนแบบต่างๆสำหรับการฝึกโยคะอาสนะ
เพื่อมาประยุกต์ใช้ในการฝึกโยคะอาสนะของเราอย่างเหมาะสม
(เหมาะสำหรับผู้ฝึกโยคะทุกระดับ)

ในเวิร์คชอฟ เราจะพูดถึง
เทคนิคในการยืนแบบต่างๆ สำหรับการฝึกโยคะอาสนะให้เหมาะสมกับตัวเราเองและผู้ฝึกโยคะทั่วๆไป
การจัดระเบียบร่างกายขั้นพื้นฐานสำหรับการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืนแบบต่างๆ


ค่าใช้จ่ายท่านละ 1,300 บาท 
(ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอฟจะได้รับ...เสื้อที่ระลึก + อาหารกลางวัน + ใบประกาศ)

โทร.สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่...
คุณ เหมย. 08-5864-1016

พิเศษ ! ทดลองฝึกโยคะบนเสื่อ Manduka ได้ในงานนี้, พบกับบู๊ทสินค้า Manduka YogaAum เสื้อผ้าLululemon, Be Present และTonic มาลดราคาพิเศษในวันงาน 

หวังว่าเราคงจะได้พบกัน ในโยคะเวิร์คชอฟ ของผมที่เชียงใหม่ นะครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โยคะเวิร์คชอฟTwisted Technique for Yoga Asana ที่ Now's Health & Fitness Club สาขาลาดกระบัง


โยคะเวิร์คชอฟ Twisted Technique for Yoga Asana ที่Now's Health & Fitness Club สาขาลาดกระบัง

สาวกโยคะ ที่อยู่แถวย่านลาดกระบังและระแวกใกล้เคียง ครับ...
ขอเชิญเข้าร่วมโยคะเวิร์คชอฟ Twisted Technique for Yoga Asana โดยครูจิมมี่
ซึ่งจะว่าด้วยเรื่องของเทคนิคต่างๆในการบิดตัวสำหรับการฝึกโยคะอาสนะ


เย็นวันพฤหัสฯที่ 21 กรกฎาคม 2554 
เวลา 18.00 - 20.30 น.

ที่ Now's Health & Fitness Club 
สาขาลาดกระบัง 

สำหรับบุคคลทั่วไปที่สนใจ 
มีค่าใช้จ่ายเพียงท่านละ 300 บาท
(รับจำนวนจำกัด) 

สามารถสำรองที่และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณกบ 08-1830-8384


หวังว่าเราคงจะได้พบกัน ในโยคะเวิร์คชอฟ ครั้งนี้ของผม นะครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ
 

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ครูจิมมี่ ได้รับเกียรติสัมภาษณ์ลงเว็บไซต์ Yoga Journal Thailand.


ครูจิมมี่  ได้รับเกียรติสัมภาษณ์ลงเว็บไซต์ Yoga Journal Thailand.

หากทุกๆท่านได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของโยคะเจอร์น่อลไทยแลนด์ www.yogajournalthailand.com ในหัวข้อ People (YOGA Guru) ก็จะได้พบกับบทสัมภาษณ์ของครูจิมมี่ ซึ่งได้รับเกียรติจากทางนิตยสารโยคะเจอร์น่อลไทยแลนด์สัมภาษณ์และนำไปลงเผยแพร่ ต่อสารธารณชนในวงการโยคะ ซึ่งมีเนื้อหาใจความดังต่อไปนี้ครับ

YOGA GURU  
ยุทธนา พลเจริญ


ครูจิมมี่ – ยุทธนา พลเจริญ เป็นที่รู้จักทั้งในฐานะครูสอนโยคะและ Yoga Course Director ของ FIT จากประสบการณ์และการคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงโยคะ ครูจิมมี่จึงเป็นที่รู้จักและชื่นชมจากนักเรียนมากมาย


ผมเริ่มต้นรู้จักกับโยคะครั้งแรกแบบผิวเผิน โดยได้เห็นการฝึกโยคะขั้นสูงในรายการโทรทัศน์แบบบังเอิญเมื่อประมาณ 20กว่า ปีที่แล้ว ภาพที่เห็นคือชายชาวอินเดีย (โยคี) รูปร่างผอมหนังหุ้มกระดูกกำลังดัดตัวด้วยท่าพิสดาร รู้สึกว่าแปลกดีแต่ก็ดูน่าสนใจมากๆ ผู้ดำเนินรายการบอกว่านั่นคือโยคะ และบรรยายถึงประโยชน์ต่างๆ นานาของการฝึกโยคะ จนทำให้เราอยากจะลองบ้าง หลังจากนั้นก็เริ่มมีการหาหนังสือโยคะมาอ่าน เพื่อหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการฝึกโยคะ
การเป็นครูสอนโยคะของผมเริ่มต้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2542 ผม เพิ่งจบปริญญาตรีทางด้านพลศึกษาและได้ทำงานเป็นครูฝึกในฟิตเนส หน้าที่หลักคือคอยดูแลการออกกำลังกายให้กับสมาชิก ดูความเรียบร้อยของห้องออกกำลังกาย ทำความสะอาดเครื่องออกกำลังกาย และอี่นๆอีกมากมายที่เราจะสามารถทำได้ในฟิตเนส รวมถึงสิ่งที่ครูฝึกทุกคนต้องทำคือสอนเต้นแอโรบิกสัปดาห์ละสองคลาส สำหรับมนุษย์ไร้จังหวะอย่างผมการสอนแอโรบิกกลายเป็นความกดดันเพราะฝีนใจทำ สุดท้ายผมจึงต้องหาหนทางดับทุกข์และหลีกหนี ผมได้พบโยคะในวันหนึ่งที่ฟิตเนสเชิญครูโยคะจากข้างนอกมาสอน ผมทดลองเข้าเรียนและได้พบว่านี่คือสิ่งที่ใช่สำหรับเรา ผมฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์จุลวัฒน์ จุลสุคนธ์ ( ครูวัฒน์ ) และเริ่มฝึกหะฐะโยคะกับครูวัฒน์จนเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น หลังจากนั้นจึงขออนุญาตทางฟิตเนสสอนแอโรบิกควบไปกับการสอนโยคะ ก่อนจะได้เริ่มต้นสอนโยคะจริงจังเพียงอย่างเดียวขึ้นโดยมีครูวัฒน์คอยให้คำ แนะนำที่ดี จนที่สุดผมก็ได้เริ่มรับงานสอนโยคะในขั้นพื้นฐานด้วย
สิ่งที่ผมได้รับจากการสอนโยคะคือ..ความสุขใจ ทุก ครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มแห่งความสุข ของผู้ที่ตั้งใจเข้ามาฝึกโยคะกับผมแล้ว หัวใจมันพองโต ผมคิดเสมอว่างานสอนโยคะเป็นงานที่เหมาะกับเรามากที่สุดแล้ว รวมทั้งสามารถอยู่กับเราได้ทุกๆวันโดยที่เราไม่มีเบื่อ สำหรับตัวเองแล้วเป้าหมายในวันนี้ของผมคือความพยายามรับผิดชอบหน้าที่การสอน ให้ดีที่สุด พัฒนาตนเองด้วยการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของโยคะอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงพัฒนาการสอนของตนเองให้สมกับที่ผู้ฝึกโยคะหลายๆ ท่าน ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ อนาคตผมตั้งใจเอาไว้ว่าหากมีโอกาสก็อยากตอบแทนสังคมด้วยการจัดกิจกรรมเกี่ยว กับโยคะเพื่อการกุศลตามแต่วาระด้วย

ครูจิมมี่จะมาสอนในงาน D&P presents Thailand Yoga Festival 2011 ปลายปีนี้ ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2554 ใครเป็นแฟนครูท่านนี้ ห้ามพลาด!
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้พบกันใน มหกรรมโยคะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของเมืองไทย Thailand Yoga Festival 2011  นะครับ 

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับผู้ฝึกโยคะทุกๆคนและผมตลอดไปเทอญ...

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ขอขอบพระคุณ นิตยสารโยคะเจอร์น่อลไทยแลนด์
http://www.yogajournalthailand.com/main/?name=people&file=readpeople&id=12
 

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

โอม(AUM)... เสียงที่แฝงไว้ซึ่งสัจธรรม และการตระหนักรู้อย่างมีสติ


โอม(AUM)... เสียงที่แฝงไว้ซึ่งสัจธรรม และการตระหนักรู้อย่างมีสติ.

ในคลาสโยคะหลายๆคลาส เวลาเริ่มคลาสและจบคลาสมักมีการสวดมนต์หรือเปล่งเสียงคำว่า"โอม" พวกเราทราบกันหรือไม่ว่า คำๆนี้ มีความหมายอะไรแอบแฝงอยู่ และเราได้อะไรบ้างจากการสวดมนต์หรือเปล่งเสียงคำว่า"โอม"

ซึ่งตอนที่ผมเริ่มฝึกโยคะใหม่ๆ ก็รู้สึก.ฉงน?.กับการสวดมนต์หรือเปล่งเสียงคำว่า"โอม" (ก็คงเป็นความรู้สึกไม่ต่างจากทุกๆคนที่เพิ่งจะเริ่มฝึกโยคะใหม่ๆ) สิ่งที่รู้สึก ณ ตอนนั้นก็คือ การฝึกโยคะนี่จะนำเราเข้าไปสู่ลัทธิความเชื่ออะไรหรือเปล่าเอ่ย? จากนั้นผมก็ค่อยๆเริ่มศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล เกี่ยวกับที่มาที่ไปของคำว่า"โอม"

เนื่องจากโยคะได้ถือกำเนิดขึ้นมา ตามอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ในบทสวดมนต์ของเทพทุกองค์ในศาสนาพราหมณ์ จะขึ้นต้นด้วยคำว่า "โอม..."
และในรูปวาดมหาเทพเกือบทุกรูป จะปรากฏเครื่องหมาย "โอม" อยู่ส่วนใดส่วนหนึ่งในภาพ ซึ่งคำว่า โอม นี้เป็นหัวใจหลักของศาสนาเลยทีเดียว!!

โอม...เป็นพยางค์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นคำที่ถูกเอ่ยถี่ที่สุด ในการสวดมนต์ทุกบทของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

คำว่า โอม มีลักษณะดังที่เห็นในรูป สังเกตุได้จากลักษณะเด่น คือ
- มีเครื่องหมายคล้ายเลข 3 นำหน้า
- มีเครื่องหมายคล้าย ง. งู ต่อท้าย
- มีถ้วยและหยดน้ำ (เครื่องหมายจุดพินทุ) อยู่ด้านบน
(นอกจากโอมแบบมาตรฐานนี้แล้ว ยังมีอีกหลายลักษณะ ตามแต่ละท้องถิ่นและภาษาของอินเดีย)

อักขระ โอม(AUM) เกิดจากการเรียกพระนามของพระตรีมูรติทั้ง 3 รวมกันเป็นคำเดียว ซึ่งแยกได้ดังนี้
อะ (A) - มาจากเสียงสุดท้ายของคำว่า พระศิวะ (อะ) เรามักออกเสียงกันเป็น อา..า..า
อุ (U) - มาจากเสียงสุดท้ายของคำว่า พระวิษณุ (อุ) เรามักออกเสียงกันเป็น อู..
มะ (M) - มาจากเสียงสุดท้ายของคำว่า พระพรหมมะ (มะ) เรามักออกเสียงเป็น อืม..ม..ม  และปิดปากจนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในกระโหลกศรีษะ

อะ อุ มะ....หรือ อา..า..า...อู..ว..ว..อืม..ม..ม.. เมื่ออ่านออกเสียงให้ต่อเนื่องกัน จึงเกิดเป็นคำว่า "โอม" หมายถึงการเรียกขานพระนามของ 3 มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ ในหนังสือบางเล่ม จะสลับความหมายไปมา บ้างก็ว่า อะ คือพระวิษณุ บ้างก็ว่า มะ คือพระศิวะ สลับไป สลับมา แต่ละเล่มก็เลยเขียนไม่เหมือนกันเลย ขอผู้อ่านได้โปรดจำให้ขึ้นใจ จะได้ไม่สับสนนะครับ 

พระพรหมมะ คือตัวแทนแห่งการ สรรสร้างสรรพสิ่งต่างๆ ดังนั้นเราจึงยกย่องท่านว่าเป็น พระผู้สร้าง(เกิดขึ้น)

พระวิษณุ คือตัวแทนแห่งการ ซ่อมแซม ฟื้นฟู ทนุบำรุง ดูแลรักษา  ดังนั้นเราจึงยกย่องท่านว่าเป็น พระผู้บำรุงรักษา(ตั้งอยู่)

พระศิวะ คือเทพเจ้าตัวแทนแห่งการ ทำรายล้าง เพื่อจัดการทุกสรรพสิ่งให้ดีขึ้น ดังนั้นเราจึงยกย่องท่านว่าเป็น พระผู้ทำรายล้าง(ดับไป)

ดังนั้น รวมแล้ว คำว่า"โอม" จึงมีความหมายซ่อนเล้น นัยะสัจธรรมของชีวิต ปริศนาธรรม ถึงการ...เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป...

เป็นเครื่องเตือนสติ, เตือนใจให้พวกเราได้ตระหนักรู้และฉุกคิดว่า ชีวิตของพวกเราทุกๆคนก็มีวัฏจักรเพียงเท่านี้ และชีวิตเราก็ไม่ได้ยืนยาวสักเท่าไหร่ ดังนั้นพวกเราทุกๆคนจึงควรตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม จรรยาบรรณ อันดีงาม ประกอบกุศลกรรม ทำในเรื่องที่ดี ช่วยเหลือเมตตาเพื่อนร่วมโลกตามแต่กำลังและโอกาส

ส่วนในเรื่องประโยชน์ของการสวดมนต์หรือเปล่งเสียงคำว่า"โอม" จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม ผมคิดว่า
1. ช่วยกระตุ้นระบบการหายใจ สังเกตจากการที่เราจะต้องหายใจเข้าให้เต็มปอดก่อนทุกครั้งที่จะเปล่งเสียง"โอม"ออกมา หลังจากนั้นก็ลากเสียงโอมยาวๆอย่างต่อเนื่อง จนแทบจะหมดลมหายใจ จึงสิ้นสุดการเปล่งเสียงโอม(ใจจะขาด)
2. ช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง การทำงานของสมอง ทำให้เรารู้สึกตื่นตัว มีสติ สังเกตจากตอนช่วงท้ายของการเปล่งเสียง"โอม" ตรงช่วงที่ออกเสียงอืม..ม..ม และปิดปาก เราจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในร่างกายรวมจนถึงภายในกระโหลกศรีษะของเรา ซึ่งทำให้เรารู้สึกได้ถึงความมีสติ ความสงบสุข และความตื่นตัว
3. ช่วยทำให้เรามีสมาธิขั้นเบื้องต้น-จิตจดจ่อ เมื่อเราต้องเปล่งเสียง"โอม" จิตของเราจะลืมคิดถึงเรื่องราวต่างๆ และสิ่งต่างๆไปชั่วขณะที่เราได้เปล่งคำนี้ เป็นพื้นฐานของการทำให้เราจดจ่อและเกิดสมาธิขั้นเบื้องต้น ดังนั้นการเปล่งเสียง"โอม" ก่อนที่เราจะเริ่มฝึกโยคะถือว่าเป็นการสนับสนุนให้ผู้ฝึกมีสมาธิในการฝึกที่ดีขึ้นด้วย

และนี่ก็คือ เรื่องราวที่มาที่ไป ของการสวดมนต์หรือเปล่งเสียง"โอม" ในคลาสโยคะบางคลาส ที่พวกเรามักพบเจอ...หวังว่าข้อมูลดังกล่าวคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้ฝึกโยคะทุกๆท่าน(อย่างน้อยก็น่าจะหายสงสัยไปได้บ้างล่ะครับ)

ขอพลังแห่งโยคะ, เสียงโอม(AUM)... เสียงแห่งสัจธรรม และการตระหนักรู้อย่างมีสติ จงอยู่กับผู้ฝึกโยคะทุกๆคนและผมตลอดไปเทอญ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ


ขอขอบคุณ แหล่งข้อมูลจาก
http://www.siamganesh.com/ganeshaum.html
โดย : กอง บก. สยามคเณศดอทคอม Siamganesh.com

ตบะ(Tapas)ไฟแห่งความเพียรพยายาม...กับความมุ่งมั่นของเพื่อนผมที่ชื่อคเชน


ตบะ(Tapas)ไฟแห่งความเพียรพยายาม...กับความมุ่งมั่นของเพื่อนผมที่ชื่อคเชน

ในคลาสครูฝึกโยคะที่ผมรับผิดชอบสอนที่สถาบันฟิต ในเวลาที่ผมต้องบรรยายเรื่องหัวใจแห่งโยคะ/มรรค8แห่งโยคะ(8 limbs of yoga) หากหลายๆท่านที่ติดตามบล็อกของผม คงจะเคยได้อ่านผ่านตามาบ้างแล้วในเรื่องหัวใจแห่งโยคะ ที่ผมได้นำเนื้อหาที่ได้จัดทำขึ้นโดยสถาบันโยคะวิชาการมาเผยแพร่ คงจะทราบองค์ประกอบทั้ง8ก็คือ 1.ยมะ, 2.นิยมะ, 3.อาสนะ, 4.ปราณยามะ, 5.ปรัทยาหาระ, 6.ธารณา, 7.ธิยานะ, 8.สมาธิ

ยมะ จะมีองค์ประกอบย่อยอีก5ข้อ เช่นเดียวกับ นิยมะ  หนึ่งใน5ข้อย่อยของนิยมะ คือ ตบะ(Tapas) พอต้องสอนและขยายความหัวข้อนี้ ผมก็ต้องแปลความหมายของคำนี้ให้ทุกๆคนทราบ และก็ขยายความเล็กน้อยถึงปานกลางเพื่อให้ผู้เรียนได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

ตบะ (Tapas)แปลว่า ทำให้ร้อน หมายความรวมตั้งแต่ การเผา ลน ย่าง ต้ม ปิ้ง อบ ฯลฯ

บำเพ็ญตบะ จึงหมายถึง การทำความเพียรเผาผลาญกิเลสทุกชนิดให้ร้อน ทนเกาะอยู่ไม่ได้

พอขยายความมาถึงตรงนี้...เรื่องที่มักจะแวบเข้ามาในหัวของผมเสมอๆ ก็คือเรื่องราวของเพื่อนผมคนหนึ่ง ที่น่าจะพอนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องของตบะ รวมจนถึงเรื่องของความอดทน ความเพียรพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจ ได้อย่างลงตัวมากๆ

เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงสมัยที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย ณ โรงเรียนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี(ก็เพิ่งจะผ่านมาเมื่อไม่กี่ปีนี้เองครับ.555.) ตอนนั้นความใฝ่ฝัน ของนักเรียน ม.ปลาย สายวิทย์ ต่างจังหวัดบางส่วน รวมจนถึงผมด้วยก็คือการสอบคัดเลือกเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหาร(นักเรียนนายร้อย) ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นพวกเราจะมีโอกาสได้สอบ 2ปี(ปีละครั้ง) คือเวลาที่เราอยู่ชั้นม.4 และม.5 หากพลาดจากนั้นก็คือหมดสิทธิ์ล่ะครับ ซึ่งในแต่ละปีก็จะต้องมีนักเรียนจากโรงเรียนของเราสอบคัดเลือกผ่านเข้าไป จนได้ไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารปีละ1-3คน

ผมและเพื่อนๆก็มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมเช่นกัน(ถึงแม้นว่าการเรียนจะไม่ค่อยได้เรื่องก็ตาม) โดยเฉพาะเพื่อนของผมที่ชื่อ คเชน (คเชน เป็นเพื่อนที่ค่อนข้างจะสนิทกับผมคนหนึ่ง)เขาค่อนข้างจะมุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างมากกับการสอบเตรียมทหาร  ว่าแล้วก็คงต้องขอกล่าวถึงเพื่อนสนิทของผมคนนี้สักนิดหนึ่ง คเชน เป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตา บุคลิกดี(หน้าตา เขาหล่อแบบไทยๆ สไตล์ สรพงษ์ ชาตรี ประมาณนั้น)สูงประมาณ173ซ.ม. ร่างกายแข็งแรงแบบนักกีฬา ชอบเดินตัวแข็งๆ อย่างที่ทหารเขาเดินกัน, คเชน มีน้ำเสียงไพเราะ  จนทำให้ได้รับคัดเลือกไปนำสวดมนต์หน้าเสาธงตอนเช้าก่อนเข้าเรียน ต่อหน้านักเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดเป็นพันๆคน และได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของโรงเรียนเพื่อเข้าประกวดการกล่าวสุนทรพจน์ จนเขาได้รับรางวัลระดับประเทศ  ผมกับคเชนเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนในตำแหน่งมิดฟิลด์แดนกลาง เช่นเดียวกัน จึงทำให้เราค่อนข้างสนิทกันพอสมควร

และแล้ว เมื่อเวลา2ปีผ่านไป ผมและเพื่อนๆห้องเดียวกันก็ไม่มีใครที่สอบติดเลย มีแต่เพื่อนห้องอื่นที่สอบผ่านจนได้เป็นนักเรียนเตรียมทหาร  และเมื่อเวลาผ่านไป ก็ดูเหมือนว่าความใฝ่ฝันนี้สำหรับผมและเพื่อนหลายๆคนก็ค่อยๆจืดจางหายไป จนพวกเราลืมคิดถึงมันไปแล้ว แต่สำหรับเพื่อนที่ชื่อคเชนเขายังคงมุ่งมั่นและหาหนทางที่จะเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารให้ได้(เขาอยากเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจมากๆ) ผมและเพื่อนๆหลายคนหันไปมุ่งมั่นที่จะสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ใฝ่ฝัน ส่วนเพื่อนที่ชื่อคเชน เขาคิดว่าจะไปเรียนม.รามฯและสมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนพลตำรวจ

เพื่อนๆหลายคนจึงแอบคิดขำๆว่า...อ้อใช่สิ..มันไม่ได้เป็นนายร้อย ขอเป็นพลตำรวจก็ยังดีใช่ไหม? คเชน จึงบอกกับเพื่อนๆทุกคนว่า ได้ข้อมูลเชิงลึกที่มีความเชื่อถือได้ บอกมาว่าผู้ที่มีคะแนนการเรียนดีที่สุดของนักเรียนพลตำรวจจะได้รับพิจารณาให้เข้าไปสอบคัดเลือกเป็นนักเรียนเตรียมทหาร..เพื่อไปสู่การเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ  คเชนจึงจะเข้าไปเป็นนักเรียนพลตำรวจและทำคะแนนให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้รับโอกาสในการเข้าสอบเตรียมทหารอีกครั้ง ทุกคนจึงลงความเห็นตรงกันว่าไอ้นี่มันบ้ายศ บ้าเครื่องแบบ เข้าขั้นเลยล่ะ  แต่ในใจลึกๆของเพื่อนๆทุกคน ก็อยากให้คเชนสมหวังเพราะเขาหวังและตั้งใจเอาไว้อย่างมากมาย แน่นอนครับ การที่เราหวังอะไรไว้อย่างมากมาย ในยามที่มันไม่สมหวัง ผิดหวัง มันก็จะต้องเจ็บปวดอย่างมากมายเช่นกัน

พอพวกเราจบม.6 เพื่อนหลายๆคนก็สอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้(รวมถึงผมด้วย) บางคนที่สอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดก็ไปเรียนม.รามฯกับคเชน ส่วนเพื่อนที่ทางบ้านมีฐานะดีก็ไปเรียนม.เอกชน บางคนก็ไปช่วยทางบ้านทำธุรกิจ   ในขณะที่ผมกำลังจะขึ้นปี2ในการเรียนมหาวิทยาลัย คเชนก็มาหาผม แล้วก็บอกผมว่าเขาสอบผ่านข้อเขียนนักเรียนเตรียมทหารแล้ว ก็เป็นข่าวดีมากๆ  เขาต้องเตรียมตัวซ้อมสมรรถภาพร่างกายเพื่อการทดสอบทางด้านพลศึกษา ซึ่งจะเป็นด่านที่สองของการสอบ(ณ ตอนนั้นผมเรียนคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา) สิ่งที่คเชน ต้องการให้ผมช่วย ณ ตอนนั้นก็คือ กางเกงว่ายน้ำ แว่นตาว่ายน้ำ(ผมมีเพราะผมเรียนว่ายน้ำ และกีฬาทางน้ำหลายวิชา)ผมจึงให้เขายืมไม่มีปัญหา  รวมจนถึงฝึกซ้อมวิ่ง(ตอนนั้นผมเป็นนักวิ่งของมหาวิทยาลัย และนักวิ่งเยาวชนสโมสรทหารอากาศ)ให้ได้ตามเวลาที่ได้ถูกกำหนดไว้ จากนั้นคเชนก็หายเงียบไป ซึ่งผมมาทราบข่าวอีกครั้งจากเพื่อนๆที่เรียนม.รามฯ ว่าเขาไม่ผ่านสัมภาษณ์ ผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีนักกับความผิดหวังของเพื่อนในการสอบครั้งที่3 ที่เขามาได้ไกลมากๆ จนเกือบจะไปถึงฝันนั้นอยู่แล้วเชียว อดทำให้ผมคิดถึงเรื่องของความเจ็บปวดใจที่จะเกิดขึ้นกับการพลาดหวังครั้งนี้ของเขาไม่ได้

จากนั้นปีต่อมาผมก็ได้ข่าวอีกว่า คเชนยังไม่ย่อท้อ เขาได้มีโอกาสผ่านเข้าไปสอบอีกเป็นครั้งที่4 แต่ครั้งนี้ไม่ผ่านตั้งแต่ข้อเขียน  ผมจึงคิดว่าสงสัยเพื่อนที่ชื่อคเชนคนนี้ คงจะเริ่มถอดใจแล้วล่ะ และเขาก็คงไม่อยากจะต้องมาผิดหวังซ้ำซากกับสิ่งที่พยายามทำมาอย่างต่อเนื่องถึง4ครั้งแล้ว...แต่แล้ววันหนึ่ง คเชน ก็โทรมาหาผม แล้วบอกว่า "ไอ้ยุทธ! กูได้เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจแล้วนะเว่ยเพื่อน! ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น กูทำได้แล้ว" (ผมชื่อจริงว่ายุทธนา, ดังนั้นบางคนก็จะเรียกผมว่าไอ้ยุทธ, บางคนก็เรียกว่าไอ้มี่) จากการพยายามในครั้งที่5 ของเขา ณ ตอนนั้นก็ค่อนข้างดีใจและภูมิใจในความพากเพียรพยายามของเพื่อนคนนี้เป็นอย่างมาก

คเชนเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อได้เข้าไปเรียนเตรียมทหารแล้ว เขาต้องเรียนร่วมรุ่นกับรุ่นน้องสมัยเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัดหลายคน...ผมจึงถามคเชนว่า "แล้วมึงจำมันได้ยังไงวะรุ่นน้องน่ะ? มีนักเรียนตั้งหลายพันในสมัยมัธยมและเราก็มักจะรู้จักแค่นักเรียนรุ่นเดียวกันเสียเป็นส่วนใหญ่" คเชนบอกว่า "กูจำมันไม่ได้ แต่มันจำกูได้ มันบอกว่าตอนนั้นกูอยู่ ม.5 มันอยู่ม.1 กูขึ้นไปนำสวดมนต์ตอนเช้าก่อนเข้าเรียนมันเลยจำกูได้" (อ้อ..เข้าใจล่ะ ดีใจด้วยเพื่อน)และที่ฮากว่านั้นก็คือ ที่โรงเรียนของเราก็จะมีนักเรียนสอบติดเป็นนักเรียนเตรียมทหารทุกๆปีอยู่แล้ว และที่โรงเรียนเตรียมทหารนี้เขาไม่ได้สนใจเรื่องอายุ เขาสนใจเรื่องการนับรุ่นครับ เข้ามาทีหลังถือว่าเป็นรุ่นใหม่เป็นรุ่นน้องต้องนอบน้อมรุ่นพี่ ดังนั้น คเชน จึงต้องเรียกนักเรียนรุ่นน้องสมัยมัธยมหลายๆคนว่าพี่

และนี่ก็คือเรื่องของความ อดทน มุ่งมั่น พากเพียร พยายาม อย่างยิ่งยวด จนนำ คเชนไปสู่ความสำเร็จดั่งที่เขาปรารถนา ซึ่งสอดคล้องกับพุทธสุภาษิตที่ว่า
"ขันตี ปรมัง ตโป ตีติกขา"
ความอดทนคือความทนทาน เป็นตบะอย่างยิ่ง

ในการฝึกโยคะ การบำเพ็ญตบะ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งจะทำให้โยคีที่ฝึกโยคะอย่างจริงจัง ได้ไปถึงฌาณ สมาธิ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ ตามแนวทางของมรรค8แห่งโยคะ

หากทุกคนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ แต่ยังไม่พบกับความสำเร็จสักที ก็อย่าได้ท้อแท้ ขอจงพยายามต่อไป สักวันหนึ่งความพยายามนั้นคงจะนำมาซึ่งความสุข สดชื่น สมหวัง ดังเช่น เพื่อนของผมที่ชื่อคเชน คนนี้

ปัจจุบัน คเชน เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่อำเภอใด อำเภอหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี (น่าจะเป็นผู้กอง) ซึ่งล่าสุดที่ผมได้โทร.หาคเชน ก็ได้คุยกันเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเขาคงมีภาระกิจการงานที่ค่อนข้างเย๊อะ  เขาบอกผมว่ากำลังยุ่ง...แล้วจะโทรกลับ. และถ้าเพื่อนๆคนไหนของผมที่ได้พบเจอหรือสามารถติดต่อกับคเชนได้ รบกวนช่วยฝากบอกคเชนด้วยว่า เพื่อนที่ชื่อไอ้ยุทธคนนี้รอให้มันโทรกลับมา 3ปีแล้ว...

ขอพลังแห่งโยคะ และตบะ จงอยู่กับผู้ฝึกโยคะทุกๆคนและผมตลอดไปเทอญ

แด่ เพื่อนๆ ม.6/3, ปีการศึกษา2538 โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com. โดยค้นหาจาก คำว่า Jimmy Yoga หรือ e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

Counter Pose for Yoga Asana เวิร์คชอฟ โดยครูจิมมี่

Counter Pose for Yoga Asana เวิร์คชอฟ โดยครูจิมมี่

วันอาทิตย์ที่ 29พฤษภาคม 2554  เวลา 13.00-16.30น.
ขอเชิญทุกๆท่านเข้าร่วมกิจกรรม Counter Pose for Yoga Asana เวิร์คชอฟ โดยครูจิมมี่
ณ ฟิต สตูดิโอ อาคารมหาทุนพลาซ่า (ติดสถานีรถไฟฟ้าBTS เพลินจิต)

เป็นเวิร์คชอฟ แบบทฤษฎีเชิงปฏิบัติ

การเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อในขั้นพื้นฐาน 
เพื่อมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบท่าแก้ในการฝึกโยคะอาสนะ
(เหมาะสำหรับผู้ฝึกโยคะทุกระดับ)

ในเวิร์คชอฟ เราจะพูดถึง
เทคนิคในการจัดเรียงท่าฝึกโยคะให้เหมาะสมกับตัวเราเองและผู้ฝึกโยคะทั่วๆไป
การทำงานของกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆในขั้นพื้นฐาน
การวิเคราะห์การทำงานของกล้ามเนื้อ จากท่าฝึกโยคะอาสนะต่างๆ
การออกแบบท่าแก้เพื่อใช้ในการฝึกโยคะอาสนะ

สมัครก่อน 8 พฤษภาคม 2554 มาเป็นคู่ จ่ายเพียงท่านละ 999บาท(จากราคาปกติท่านละ 1,500บาท) รับจำนวนจำกัด ไม่เกิน 25ท่าน
โทร.สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 650 8282 หรือ 02 650 9242

การสำรองที่่ในการเข้าร่วมกิจกรรม และการชำระเงิน
1. โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาเพลินจิต ชื่อบัญชี บริษัท ฟิต สตูดิโอ จำกัด เลขที่บัญชี 205-0-588-51-2
 2. แฟกซ์ใบโอนเงินมาที่ 02 650 9464 หรือส่งมาทางอีเเมล์ info@studiobyfit.com เพื่อยืนยันการชำระเงิน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้พบกัน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านโยคะ ซึ่งกันและกันในกิจกรรมครั้งนี้

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป


นมัสเต,


จิมมี่โยคะ
 

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

ควันหลงจากกิจกรรมโยคะเวิร์คชอฟของครูเดวิด สเวนสัน

ควันหลงจากกิจกรรมโยคะเวิร์คชอฟของครูเดวิด สเวนสัน

ก็ผ่านพ้นไปอย่างสุดประทับใจกับกิจกรรมโยคะเวิร์คชอฟของครูเดวิด สเวนสัน สุดยอดครูอัษฎางคโยคะระดับโลก เมื่อวันที่ 9-10 เมษายน ที่ผ่านมา, หลังจากที่แฟนพันธ์แท้โยคะชาวไทยอย่างเราๆ ต่างก็เฝ้ารอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อ กับการมาเยือนเมืองไทยเป็นครั้งแรกของครูเดวิด สเวนสัน  ถือได้ว่าเป็นสุดยอดกิจกรรมโยคะ เพื่อต้อนรับเทศกาลมหาสงกรานต์เลยก็ว่าได้

งานนี้ ทางสถาบันฟิต และ ฟิตสตูดิโอ รับหน้าเสื่อในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ โดยมีผมเป็นผู้ประสานงานหลักในการจัดกิจกรรม อย่างที่เรียนให้ทราบกันแล้วว่าผมพยายามติดต่อเชิญครูเดวิด สเวนสัน ให้มาสอนโยคะเวิร์คชอฟในเมืองไทยตั้งแต่ปีพ.ศ.2550(สี่ปีที่แล้ว) ในฐานะผู้จัด ผมก็ค่อนข้างจะวิตกกังวลเล็กน้อย เนื่องจากวันเวลาดังกล่าวที่ครูเดวิด สเวนสัน ให้คิวเรามานั้นเป็นช่วงที่ชาวไทย และผู้ที่ทำงานในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มักจะหยุดงานยาวต่อเนื่องหลายวัน เพื่อพักผ่อนและกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ภูมิลำเนาเดิม และผมก็ไม่สามารถขอเปลี่ยนแปลงวันได้ เนื่องจากคิวตารางการเดินทางสอนของครูเดวิด สเวนสัน ค่อนข้างแน่นมากๆ หากไม่ตกลงกับวันดังกล่าวนี้ ผมก็อาจจะต้องรออีกสองปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งก็คงไม่ไหวที่จะรอแล้ว

ผมและทีมงานทุกๆคนจึงค่อนข้างเกิดความกังวลใจพอสมควร ว่าผู้ที่จะมาเข้าร่วมกิจกรรม อาจจะมีจำนวนไม่มากนัก จึงต้องวางแผนการประชาสัมพันธ์กันล่วงหน้ายาวนาน และก็ต้องพยายามให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สมัครล่วงหน้าให้ได้มากที่สุดเพื่อเราจะได้ กะประมาณค่าใช้จ่ายต่างๆได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เราจึงต้องเริ่มประชาสัมพันธ์กันตั้งแต่ก่อนปีใหม่(ก่อนมกราคม พ.ศ.2554) พอมาถึงช่วงสิ้นเดือนกุมภาฯ เราก็ค่อยๆรู้สึกโล่งใจ เนื่องจากจำนวนผู้สมัครเป็นไปตามเป้าหมายที่เราได้วางแผนไว้ บ่งบอกให้ทราบว่าชื่อเสียงของครูเดวิด สเวนสัน เป็นที่ยอมรับในหมู่ของผู้ฝึกโยคะชาวไทยและผู้ฝึกโยคะทั่วโลก

รอคอยมา...สี่ปี,  เตรียมงานครั้งนี้...ครึ่งปี    เพื่อโยคะเวิร์คชอฟดีๆ...สองวัน     ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คุ้มค่ามากๆครับกับการรอคอยครับ

 (คุณแนน ชลิตา, คุณน้ำผึ้ง ณัฐริกา, คุณป๊อป อารียา, คุณต่าย นิทรา Celebrity ที่ให้เกียรติมาเข้าร่วมกิจกรรมกับเราในครั้งนี้)

เป็นเวิร์คชอฟที่มีครบทุกรสชาติจริงๆครับ ฝึกกันอย่างเข้มข้น,โหด, มันส์, ฮา, ท้าทาย, สนุกสนาน, ได้เทคนิคการฝึกและข้อคิดดีๆมากมาย และสุดท้ายจบกิจกรรมด้วยความซาบซึ้งประทับใจ, เล่นเอาผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายๆคนเกือบน้ำตาไหลเลยล่ะครับ(รวมทั้งผมด้วย)  เนื่องจากครูเดวิด สเวนสัน เป็นผู้ที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาที่สอน อารมณ์ดี เป็นกันเองกับทุกๆคน มีมุขฮาให้พวกเราได้ขำกันเป็นระยะๆตลอดเวลาที่ฝึก ทำให้ทุกคนมีความสุขและรู้สึกผ่อนคลายกับการฝึกเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือเทคนิควิธีการสอนของครูเดวิด สเวนสัน ค่อนข้างจะเข้าถึงจิตใจของผู้ฝึกโยคะทุกๆคนได้อย่างง่ายดาย ด้วยการใช้ภาษาที่เรียบง่ายในการสอน สอนเรื่องที่พวกเราหลายๆคนคิดว่ายากให้กลายเป็นเรื่องง่าย มีทางเลือกในการฝึกให้กับทุกคน การสร้างทัศนคติเชิงบวกในการฝึกโยคะให้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกที่เพิ่งเริ่มฝึก หรือผู้ฝึกที่ฝึกมานานแล้ว จึงทำให้ทุกๆคนเป็นปลื้มครูเดวิด สเวนสัน ไปตามๆกัน

งานนี้เวิร์คชอฟ 2วัน กับหัวข้อในการอบรมทั้งหมด 8หัวข้อ(ผมขอครูเดวิด สเวนสันเป็นกรณีพิเศษมากๆ โดยปกติแล้ว2วัน เต็มที่ครูเขาจะสอนให้ 6หัวข้อเท่านั้น) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้นประมาณ 80ท่าน ซึ่งก็มาจากหลากหลายอาชีพ เกือบจะทุกวงการเลยก็ว่าได้ ซึ่งแน่นอนทุกๆคนมีใจรักและศรัทธาในการฝึกโยคะ จำนวนผู้เข้าร่วมงานดังกล่าวก็เกือบๆจะเต็มความจุของห้อง ที่เราได้จัดเตรียมไว้เลยล่ะครับ ส่วนด้านหน้าห้องก็จะมีสินค้าโยคะให้ช้อปปิ้งกัน พอหอมปากหอมคอ จาก วีเลิฟโยคะ และโยคะโอม

นอกจากนั้นในงานยังมีการจำหน่ายเสื้อยืดการกุศล จัดทำโดยครูเดวิด สเวนสัน, ครูจิมมี่, ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันคอร์สครูฝึกโยคะของสถาบันฟิต โดยนำเงินรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่าย สมทบทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิที่ญี่ปุ่น และผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ภาคใต้ของประเทศไทยเราด้วย

ทางทีมงานของเราซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรก ในการจัดโยคะเวิร์คชอฟใหญ่ขนาดนี้ ก็ค่อนข้างพอใจพอสมควรกับผลลัพธ์ของงานที่ออกมา แน่นอนครับยังมีข้อบกพร่องหลายอย่างที่เราต้องเก็บไปปรับปรุงแก้ไข หากจะจัดกิจกรรมในครั้งต่อๆไป แต่ด้วยความที่ครูเดวิด สเวนสัน เขาสอนและถ่ายทอดเทคนิควิธีการต่างๆในการฝึกโยคะได้ดีมากๆ จนทำให้ผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกๆท่าน มองข้ามข้อบกพร่องตรงนั้นของเราไปโดยปริยาย สรุปพอเห็นทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสประทับใจกับกิจกรรมครั้งนี้ พวกเราฝ่ายจัดงานก็ชื่นใจและหายเหนื่อยครับ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทีมงานของเรา คงจะได้มีโอกาสรับใช้ทุกๆท่านอีก ในกิจกรรมครั้งต่อๆไป

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับทุกๆคนตลอดไปเทอญ

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com. โดยค้นหาจาก คำว่า Jimmy Yoga หรือ e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

(สามารถเข้าไปดูภาพถ่ายของกิจกรรม David Swenson Bangkok Weekend Workshop 2011.เพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/jimmy.yoga)

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

กระแสตอบรับ...โยคะเวิร์คชอฟครั้งแรกในเมืองไทยของสุดยอดครูอัษฎางคโยคะระดับโลกเดวิด สเวนสัน


กระแสตอบรับ...โยคะเวิร์คชอฟครั้งแรกในเมืองไทยของสุดยอดครูอัษฎางคโยคะระดับโลก เดวิด สเวนสัน

หลังจากที่ทางฟิตสตูดิโอและสถาบันฟิตได้เปิดรับลงทะเบียน การเข้าร่วมกิจกรรมโยคะเวิร์คชอฟสุดสัปดาห์กับสุดยอดครูอัษฎางคโยคะระดับโลก เดวิด สเวนสัน สาวกโยคะชาวไทยรวมไปจนถึงสาวกโยคะชาวต่างชาติ ต่างก็ให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม ทำให้ถึงตอนนี้แล้ว ห้องซากูระ ชั้นแอล อาคารจัสมินซิตี้ สุขุมวิท23 สถานที่ ที่เราได้จัดเตรียมเอาไว้นั้น จำนวนผู้เข้าร่วมเวิร์คชอฟถึงวันนี้ก็น่าจะเกือบเต็มความจุของพื้นที่แล้ว ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงเวลาที่เข้าสู่วันหยุดเทศกาลมหาสงกรานต์ วันหยุดสำคัญของชาวไทยก็ตาม แต่หลายต่อหลายคนก็เลือกที่จะมาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะต่างทราบกันเป็นอย่างดีว่าโอกาสดีๆเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยครั้ง

(ครูหน่อย, ครูเดวิด สเวนสัน, ครูจิมมี่และคุณอ้อม)

จากกระแสของเวิร์คชอฟครั้งนี้ ทำให้ผู้ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ของเราเป็นสาวกโยคะที่มาจากหลากหลายวงการหลากหลายอาชีพด้วยกัน รวมจนถึงผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมและวงการบันเทิงหลายต่อหลายท่าน อาทิ

(ครูจิมมี่และคุณต่าย)
คุณนิทรา กิติยากร ณ อยุธยา(ต่าย) บรรณาธิการบริหาร(Editor-in-chief)สาวสวยคนเก่ง ของนิตยสารWomen's Health Thailand วูเมน'ส เฮลท์ ภาคภาษาไทย(กำลังจะเปิดตัวหนังสือเร็วๆนี้) ครั้งหนึ่งคุณต่ายเคยถึงขั้นหยุดพักภาระกิจการงานไปฝึกสมาธิและโยคะ และตัดสินใจฝึกโยคะอย่างจริงจัง ในที่สุดเมื่อต้องการเรียนรู้และฝึกโยคะอย่างจริงจัง คุณต่ายจึงตัดสินใจ เข้ามาอบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะที่สถาบันฟิตของเรา และตระเวนเข้าร่วมโยคะเวิร์คชอฟที่ต่างประเทศมากมายตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย สำหรับเวิร์คชอฟครั้งนี้แล้ว คุณต่ายบอกกับเราว่า เป็นโอกาสที่ดีมากๆ เพราะว่าครูเดวิด สเวนสัน ไม่เคยมาสอนในเมืองไทยมาก่อน โอกาสที่จะเข้าเรียนกับสุดยอดครูอัษฎางคโยคะคนนี้ก็ต้องบินไปต่างประเทศเท่านั้น ดังนั้นงานนี้ไม่พลาดแน่ๆ


(คุณแนนและครูจิมมี่)
คุณชลิตา เฟื่องอารมย์(แนน) ดารานักแสดงสาวสวยท่านนี้ ฝึกโยคะมานานเกินกว่าสิบปีแล้วครับ ผมเคยมีโอกาสได้เจอคุณแนน เมื่อครั้งที่ครูเคน ฮาราคูม่า(ครูอัษฎางคโยคะชาวญี่ปุ่น)มาเปิดเวิร์คชอฟที่ฟิตสตูดิโอของเรา ตอนนั้นคุณแนนมาเข้าคลาสมายซอร์ บอกได้คำเดียวเลยว่าคุณแนน เป็นผู้ฝึกโยคะระดับสุดยอดฝีมือของจริงครับ พูดตรงๆเลยว่าหลายๆท่าที่คุณแนนฝึกนั้นขั้นเทพชัดๆ และงานนี้ก็แน่นอนครับคุณแนนตอบรับการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้กับเรา คุณแนนบอกเราว่าจะพลาดได้อย่างไร หากใครเป็นสาวกการฝึกอัษฎางคโยคะก็ต้องอยากฝึกกับครูเดวิด สเวนสัน อย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย


(ครูจิมมี่และคุณน้ำผึ้ง)
คุณณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์(น้ำผึ้ง) ดารานักแสดงสาวสวยท่านนี้ เป็นอีกท่านหนึ่งที่ตอบรับการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ของเรา ผมมีโอกาสได้เจอคุณน้ำผึ้งและได้พูดคุยกับเธอครั้งล่าสุดในงานไทยแลนด์โยคะเฟสติวัล 2010 เธอบอกกับผมว่าการฝึกโยคะ เป็นอะไรที่ยิ่งฝึกก็ยิ่งทำให้เธอยิ่งต้องค้นหาและต้องการที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอๆ ดังนั้นเวิร์คชอฟครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งสำคัญเลยล่ะที่เธอจะได้เรียนรู้อีกแง่มุมหนึ่งของการฝึกโยคะจากสุดยอดครูอัษฎางคโยคะระดับโลก เดวิด สเวนสัน

และสำหรับชาวไทย ที่คิดว่าภาษาอังกฤษของตนเองไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ก็อย่าได้กังวลใจไป เพราะงานนี้เราได้รับเกียรติจากอาสาสมัครสาวสวยมากความสามารถผู้หลงไหลในการฝึกโยคะถึง 2ท่าน ที่จะมาคอยช่วยแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยในภาคทฤษฎีที่อาจจะมีเป็นระยะๆในแต่ละคลาสที่ครูเดวิด สเวนสันสอน


(คุณอ้อมและครูเดวิด สเวนสัน)
เสาร์ที่ 9 เมษายน ได้รับเกียรติจาก คุณพรรณสิริ จิตรรัตน์(อ้อม) สาวสวยคนเก่งอดีตรองมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปีพ.ศ.2544 เจ้าของธุรกิจรีสอร์ทในเกาะเสม็ดและนักเขียนอิสระ ด้วยความรักในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพจึงนำพาคุณอ้อมเข้ามาสู่การฝึกโยคะ ในที่สุดเมื่อต้องการเรียนรู้และฝึกโยคะอย่างจริงจัง คุณอ้อมจึงตัดสินใจ เข้ามาอบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะที่สถาบันฟิตของเรา ปัจจุบันคุณอ้อมค่อนข้างจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูแลธุรกิจรีสอร์ทของเธอ แต่ก็ยังคงจัดสรรค์เวลาว่างบางส่วนออกมาสอนโยคะแบบอิสระอยู่เสมอๆ และในวันเสาร์ที่9 เมษายนนี้ คุณอ้อมก็ได้ให้เกียรติกับเราในการมาเป็นอาสาสมัคร คอยช่วยแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยในภาคทฤษฎีที่อาจจะมีเป็นระยะๆในแต่ละคลาสที่ครูเดวิด สเวนสันสอน


(คุณจอย)
อาทิตย์ที่ 10 เมษายน ได้รับเกียรติจาก คุณอัญชณา อู่โภคิน(จอย) สาวสวยคนเก่งอดีตนางฟ้าบนเครื่องบิน ปัจจุบันคุณจอยหันมาทำธุรกิจส่วนตัวอยู่กับครอบครัว คุณจอยฝึกโยคะมายาวนานมากตั้งแต่สมัยที่เธอทำงานสายการบินและด้วยใจรักที่มีต่อการฝึกโยคะจึงทำให้คุณจอยตัดสินใจ เข้ามาอบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะที่สถาบันฟิตของเรา ทำให้ปัจจุบันคุณจอยใช้เวลาบางส่วนเมื่อว่างจากการทำธุรกิจส่วนตัวของเธอ มาสอนโยคะแบบอิสระให้กับสตูดิโอโยคะชั้นนำในกรุงเทพฯ และในวันอาทิตย์ที่10 เมษายนนี้ คุณจอย ก็ได้ให้เกียรติกับเราในการมาเป็นอาสาสมัคร คอยช่วยแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยในภาคทฤษฎีที่อาจจะมีเป็นระยะๆในแต่ละคลาสที่ครูเดวิด สเวนสันสอน

สำหรับผู้ที่สมัครลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมเรียบร้อยแล้วทุกๆคน ลำดับต่อไปก็คือเตรียมร่างกายและจิตใจของเราให้พร้อมก่อนที่จะเข้าร่วมเวิร์คชอฟครั้งสำคัญกับสุดยอดครูอัษฎางคโยคะระดับโลก เดวิด สเวนสัน

และสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้สมัครลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ก็ยังคงพอมีเวลาอยู่นะครับ เหลือพื้นที่ว่างไม่มากแล้วครับ หากสนใจที่จะเข้าร่วมตอนนี้รีบติดต่อเข้ามาได้ที่ ฟิตสตูดิโอ โทร.02 650 8282 หรือ สถาบันฟิต โทร.02 650 9242

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราคงจะได้มีโอกาสพบกันในเวิร์คชอฟครั้งสำคัญนี้

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับทุกๆคนและผมตลอดไป

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

โยคะเวิร์คชอฟ ที่นครราชสีมา(โคราช) โดยครูจิมมี่...


โยคะเวิร์คชอฟ ที่นครราชสีมา(โคราช) โดยครูจิมมี่...

สำหรับผู้หลงไหลในการฝึกโยคะ ชาวจังหวัดนครรราชสีมา(โคราช)และชาวจังหวัดใกล้เคียง เตรียมตัวพบกับโยคะเวิร์คชอฟ โดยครูจิมมี่

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2554 
ณ โรงแรม วี-วัน โฮเต็ล(V-One Hotel, Koraj) นครราชสีมา

9.30 - 12.00 น. โยคะอาสนะเพื่อการบริหารและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ต้นคอ, บ่า, ไหล่

13.30 - 16.30 น. เทคนิคและวิธีการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืน

ทดลองฝึกโยคะบนเสื่อ Manduka ได้ในงานนี้, พบกับบู๊ทสินค้า Manduka YogaAum เสื้อผ้าBe Present และTonic มาลดราคาพิเศษในวันงาน

โทร.สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่...

คุณ กระแต...080 720 9933

คุณ เอ...089 190 0397

หวังว่าเราคงจะได้พบกัน ในโยคะเวิร์คชอฟ ของผมที่นครราชสีมา(โคราช) นะครับ

นมัสเต,
จิมมี่โยคะ

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

Evolution Asia Yoga Conference 2011. Hongkong.

Evolution Asia Yoga Conference 2011. Hongkong.

กลับมาอีกแล้วครับ สำหรับ มหกรรม เอเชีย โยคะ คอนเฟอร์เรนซ์ 2011 ที่ฮ่องกง ปีนี้ก็จะจัดขึ้นในวันพฤหัสฯที่9 มิถุนายน-อาทิตย์ที่12 มิถุนายน 2554 สำหรับปีนี้เป็นการจัดครั้งที่ 5แล้วครับ ครั้งแรกที่จัดงานนี้ขึ้นมา ผมอยากจะไปมากๆ แต่ก็ไม่สามารถ ด้วยความเก็บกด ก็เลยทำให้ผมไปงานนี้3ปีซ้อนเลยครับหลังจากนั้น(ปี2007ไม่ได้ไป แต่ไปปี2008, 2009และ2010ครับ) เนื่องจากปี2008 พอไปแล้วก็เกิดอาการติดใจ จึงทำให้ปี 2009 ผมก็ไปอีกอย่างไม่ต้องลังเลใจใดๆทั้งสิ้น แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ สว่นปีที่ผ่านมาก็พานักเรียนที่สถาบันฟิตรวมจนถึงผู้ที่สนใจร่วมไปกับเราไปร่วมงานกันอย่างคึกคักยิ่งขึ้น บอกได้เลยว่าคุ้มค่าจริงๆ หากคุณเป็นแฟนพันธ์แท้โยคะตัวจริง หากได้ไปร่วมสัมผัสประสบการณ์นี้ รับรองไม่ผิดหวังแน่ๆครับ เพราะการที่จะเชิญครูโยคะระดับโลกมาสอนในงานเดียวกันได้มากมายขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ แสดงถึงความมีศักยภาพโดยแท้ของผู้จัดงาน ปีนี้ก็จะมีครูสอนโยคะระดับโลกมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์มากมาย อาทิเช่น Sri R Sharat, David Life, Sharon Gannon, Rodney Yee, Martin Kirk, Jason Crandell, David Moreno, Andrey Lappa, Simon Low, Micheal Besnard, Patric Creelman, Calos Pomeda, Sadie Nardiniและครูโยคะระดับโลกท่านอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกมากมาย ซึ่งทุกท่านสามารถเข้าไปเยี่ยมชมข้อมูลได้ที่ เว็บไซต์ http://www.asiayogaconference.com/2011/

ด้วยความประทับใจส่วนตัว ที่ผมได้ไปสัมผัสประสบการณ์โยคะระดับเอเชีย(ที่เหมือนระดับโลก) ก็เลยคิดว่าปีนี้ผมจะขอรับอาสาทำหน้าที่เป็นคนช่วยประสานงานให้ สำหรับคนที่สนใจจะไปร่วมงานครั้งนี้ เพราะผมเชื่อว่ายังมีชาวไทยอีกหลายต่อหลายท่านที่สนใจอยากจะไปร่วมงานนี้ แต่อาจจะติดปัญหาความไม่สะดวกบางประการ เช่น อาจจะไม่มีเพื่อนไป อาจจะไม่มีใครคอยแนะนำเรื่องเกี่ยวกับการเลือกคลาสที่จะเข้า หรืออาจจะกลัวในเรื่องของภาษา หรือค่าใช้จ่ายที่อาจจะบานปลาย แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกครับตอนนี้ผมพยายามเตรียมตัวจัดการประสานงานให้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ, ค่าลงทะเบียนในการเข้าร่วมงานตลอด 4วัน, ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ทางเราจะคอยช่วยคาดคะเนให้ว่าควรเตรียมงบประมาณเท่าไหร่ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผมไปฮ่องกงมาหลายครั้ง และมีทีมงานบางคนของเรามีแฟนเป็นชาวฮ่องกง ที่พร้อมจะคอยช่วยประสานงานและอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่ฮ่องกง

ดังนั้น สำหรับท่านที่สนใจก็เตรียมตัวและเตรียมทุนทรัพย์ได้เลยครับ(เตรียมเงิน+เตรียมลางานสัก 1สัปดาห์) และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้โดยติดต่อกับผมทาง อีเมล์ jimmythaiyoga@yahoo.com

การเดินทางไปยังประเทศฮ่องกง ใช้แต่หนังสือเดินทาง(Passport) ไม่ต้องขอวีซ่า ค่อนข้างสะดวก

สำหรับ หมายกำหนดการณ์ อย่างไม่เป็นทางการ(อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย) ก็จะใช้เวลาในการเดินทาง ท่องเที่ยวและเข้าร่วมงาน รวมทั้งหมด 7วัน

วันอังคารที่ 7 มิ.ย. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ และออกเดินทางตรงไปยังฮ่องกงเลย

วันพุธที่ 8 มิ.ย. เป็นวันที่เราจะไปท่องเที่ยวฮ่องกง ในสถานที่ ที่คนส่วนใหญ่อยากจะไปกันแบบทั้งวัน ทั้งเที่ยวทั้งช้อปปิ้ง

วันพฤหัสฯที่9-อาทิตย์ที่12 มิ.ย. ก็เข้าร่วม มหกรรม เอเชีย โยคะ คอนเฟอร์เร้นท์ 2011 (ซึ่งช่วงค่ำ อาจจะไปช้อปปิ้งที่ ย่าน มองก๊อก)

วันจันทร์ที่ 13 มิ.ย. เดินทางจากสนามบินฮ่องกง กลับสู่สนามบินสุวรรณภูมิ

เรื่องค่าใช้จ่าย คงต้องขอเช็คราคาให้ ชัดเจนมากกว่านี้อีกนิดหนึ่ง แต่คิดว่า ค่าลงทะเบียนเข้างาน+ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ+ที่พัก น่าจะประมาณ 40,000บาท (ไม่รวมค่าอาหาร, ค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวและค่าเดินทางแต่ละวันในฮ่องกง) ค่าอาหารหากเรารับประทานแบบประหยัดก็น่าจะมื้อละประมาณ120บาท ส่วนค่ารถไฟฟ้าและค่าแท็กซี่ก็น่าจะประมาณวันละ150บาท(ถ้าเราไม่ไปเที่ยวไหนมากเกินไป) สิ่งที่จะเกินงบคือการช้อปปิ้งครับ ทุกครั้งที่ไปต้องมีอันช้อปปิ้งซื้อของเกินงบทุกที

แล้วผมจะคอย อัพเดตข้อมูลให้ทราบเรื่อยๆ หากมีข้อสงสัยประการใดก็ส่ง อี เมล์ มาถามได้เลยครับ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้ไปร่วมงาน มหกรรม เอเชีย โยคะ คอนเฟอร์เร้นท์ ที่ฮ่องกงด้วยกัน

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อำลา, อาลัย Vincent Tam ครูโยคะขั้นเทพ ชาวมาเลเซีย


อำลา, อาลัย Vincent Tam ครูโยคะขั้นเทพ ชาวมาเลเซีย

Vincent Tam ผู้ก่อตั้งสถาบัน ชีวาโยคะ ในประเทศมาเลเซีย จัดได้ว่าเป็นครูสอนโยคะระดับแนวหน้าในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนหนึ่งเลยทีเดียว เขามีประวัติการฝึกโยคะมาอย่างยาวนานและตระเวนเข้าเรียนโยคะกับสุดยอดปรมาจารย์โยคะระดับโลกหลายต่อหลายท่านด้วยกัน เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านการสอนโยคะของเขา โดยที่เขาเลือกฝึกและสอนในสไตล์อนุสราโยคะเป็นหลัก เนื่องจากฟิตเนสยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในบ้านเราได้ตกลงจ้างให้เขามาฝึกอบรมครูสอนโยคะทั้งหมดที่ทำงานประจำกับฟิตเนสแห่งนี้ จึงทำให้ผมได้ยินชื่อของเขาจากคำบอกเล่าของผู้อื่น

(Vincent Tam & Jimmy)

เส้นทางของโยคะทำให้ผมได้มีโอกาสได้เจอกับเขาบ้างเป็นครั้งคราว ผมมีโอกาสได้เจอกับ Vincent Tam ครั้งแรกในเวิร์คชอฟ อนุสราโยคะของ John Friend ในเอเชียโยคะคอนเฟอร์เรนท์2008 ที่ประเทศฮ่องกง เนื่องจากเราเข้าเรียนคลาสนี้เหมือนกันและนั่งใกล้ๆกันโดยความบังเอิญ จึงทำให้มีโอกาสได้พูดคุยกันและรู้จักกัน(ซึ่งในปีนั้นเขามาเป็นครูผู้ช่วยให้กับครู Desiree Rambought ครูอนุสราโยคะผู้มีชื่อเสียง) หลังจากนั้นก็จะได้เจอเขาเรื่อยๆในเมืองไทย ในเวลาที่เขาต้องมาสอน แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยกันแบบเป็นกิจลักษณะ เพราะต่างก็มีภาระการสอนด้วยกันทั้งสองคน

และเราก็ได้มาร่วมงานกัน ในงาน เอเชียฟิตเนส คอนเวนชั่น 2010 ที่เมืองไทย ซึ่งเราทั้งสองคนได้รับเชิญให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสอนโยคะในงานนี้(17-19 กันยายน2553) ณ ขณะเวลานั้นผมได้เอ่ยปากชวนให้เขามาเปิดเวิร์คชอฟที่สถาบันฟิต ซึ่งก็ได้ทำการนัดหมายไว้คร่าวๆ อย่างไม่เป็นทางการว่าน่าจะเป็นช่วงก่อนสงกรานต์ และนั่นก็คือครั้งสุดท้ายที่ผมมีโอกาสได้เจอกับเขา

เย็นวันพุธที่ 16 กุมภาฯ 2554 เพื่อนชาวมาเลเซียคนหนึ่งของผม ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือแบล็คเบอร์รี่ มาบอกว่า Vincent Tam ได้เสียชีวิตแล้ว ผมรู้สึกตกใจอย่างมาก และพยายามถามถึงสาเหตุของการเสียชีวิต เพื่อนคนนี้บอกเป็นข้อความมาว่า มีคนเล่าให้ฟังว่า สาเหตุเนื่องมาจากการติดเชื้อในปอด อาจจะเนื่องมาจากการไปเล่นน้ำทะเลเมื่อไม่นานมานี้ของเขากับกลุ่มเพื่อนๆ

จึงเป็นเหตุให้ครูโยคะฝีมือดีขั้นเทพอีกคนหนึ่งในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา ต้องจากพวกเราไปด้วยวัยเพียง 45ปีเท่านั้น

ขอให้ Vincent Tam  จงหลับอย่างสงบ...ขอดวงวิญญาณจงไปสู่สุคติ พวกเราในวงการโยคะจะจดจำคุณไปตราบนานเท่านาน และ พวกเราทุกๆคนก็คงจะได้เจอะเจอกันใหม่อีกครั้งอย่างแน่นอน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจะช้านานแค่ไหน ก็เท่านั้นเอง

ดังเสียงโอม Aum ที่เรามักสวดกันเป็นประจำเมื่อเราฝึกโยคะ ซึ่งแฝงไว้ด้วย สัจธรรมแห่งชีวิต    Aเกิดขึ้น...Uตั้งอยู่...Mดับไป...   และคงไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงจากสิ่งนี้ได้ 

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับผู้ฝึกโยคะทุกๆคนและผมตลอดไป

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

อุทิศแด่ Vincent Tam ครูโยคะขั้นเทพ ผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับคืนมา

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

โยคะเวิร์คชอฟ ที่สุราษฎร์ฯ โดยครูจิมมี่


โยคะเวิร์คชอฟ ที่สุราษฎร์ฯ โดยครูจิมมี่

ข่าวดี ! สำหรับสาวกโยคะชาวสุราษฎร์ธานี
และจังหวัดใกล้เคียงทุกๆท่าน 

เตรียมตัวร่วมประสบการณ์...

สุราษฎร์ธานี...หฐะวินยาสะโยคะเวิร์คชอฟ 
กับครูจิมมี่

เสาร์ที่12 และ อาทิตย์ที่13 กุมภาพันธ์ 2554
ณ โรงแรมปริ๊นเซส ปาร์ค จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เสาร์ที่ 12 กุมภาฯ,  เวลา 16.00-18.00 น.
หลักและวิธีการฝึกโยคะอาสนะด้วยท่ายืน
(Standing Method for Yoga Asana)

อาทิตย์ที่ 13 กุมภาฯ,  เวลา 16.00-18.00 น.
โยคะอาสนะเพื่อช่วยในการบริหารข้อต่อสะโพก
(Hip Openner Series for Yoga Asana)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :

นมัสเต โยคะสตูดิโอ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ครูเปิ้ล โทร.083-636-0886

ครูยุ้ย  โทร.089-699-1604


หวังว่าเราคงจะได้พบกัน ในโยคะเวิร์คชอฟ ของผมที่สุราษฎร์ธานี นะครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

สนับสนุนการจัดกิจกรรมเวิร์คชอฟครั้งนี้โดย เสื่อโยคะแมนดูกะ โดย โยคะโอม

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

อาชีพครูสอนโยคะในทัศนะของแพทย์บางท่าน...


อาชีพครูสอนโยคะในทัศนะของแพทย์บางท่าน...

การที่ผมได้เลือกนำเสนอหัวข้อเรื่องนี้ มันก็มีเหตุล่ะครับ ปกติก็เคยแต่ได้ยินสมาชิกที่มาฝึกโยคะกับผมบางท่านเขามาพูดให้ฟังบ้าง ฟังจากคนบางกลุ่มที่เขาไม่ได้ฝึกโยคะบ้าง เขาเล่าลือต่อๆกันมาอย่างหนาหูว่า การฝึกโยคะน่ะเป็นอะไรที่อันตรายมากๆ หลายคนต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บต่างๆมากมายจากการฝึกโยคะ หลายๆคนกล่าวอ้างถึงสถานพยาบาลบางแห่งหรือแพทย์บางท่านที่ให้การยืนยันว่าการฝึกโยคะทำให้ผู้ฝึกหลายๆท่านได้รับบาดเจ็บจากการฝึก ซึ่งจากคำกล่าวอ้างได้บอกเล่าให้ได้ทราบข้อมูลว่า จะมีผู้ป่วยที่บาดเจ็บจากการฝึกโยคะเข้ามารักษาพยาบาลเกือบทุกวันเลยก็ว่าได้ จนทำให้แพทย์บางคนในปัจจุบันนี้ถึงขั้นมองโยคะในแง่ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักและแพทย์บางท่านก็ถึงขั้นกับต่อต้านการฝึกโยคะไปเลยก็มี(อันนี้เป็นสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาครับ แต่ยังไม่เคยได้เจอกับตัวเองแบบจังๆ)

วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ช่วงที่อากาศค่อนข้างเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว จึงทำให้ร่างกายของเราบางครั้งก็ปรับตัวไม่ค่อยจะทัน จึงทำให้เราไม่สบายเอาง่ายๆ ซึ่งโดยอาชีพการสอนโยคะของผมแล้วการใช้เสียงมีความสำคัญอย่างมากต่ออาชีพ ดังนั้นในช่วงที่มีอาการเจ็บคอผมก็พยายามทำทุกวิถีทางล่ะครับ เพื่อให้หายเจ็บคอให้เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ เพราะถ้าหากไม่จำเป็นจริงๆเราก็ไม่อยากจะหยุดสอนหรอกครับ(เพราะว่าการหยุดสอนก็เท่ากับว่าเราต้องขาดรายได้ไปด้วยนั่นเอง)...จึงเป็นเหตุให้ผมมีความจำเป็นที่จะต้องไปพบแพทย์ ก็บอกอาการคุณหมอเขาไปตามอาการ ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครับ การสนทนาระหว่างคุณหมอกับผมก็ทำท่าจะเข้ากันได้เป็นอย่างดี (คุยกันคล้ายๆจะถูกคอ...ว่างั้นเหอะ)

แต่มีบทสนทนาหนึ่งที่ผมพูดออกไปก็คือ " ผมจำเป็นต้องใช้เสียงในการสอนดังนั้น หากคุณหมอจะกรุณา ช่วยทำยังไงก็ได้แต่อยากให้เสียงกลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุด" คุณหมอจึงถามผมกลับมาว่า ขอโทษนะครับ คุณเป็นครูสอนอะไรเหรอครับ?" ผมก็ลังเลใจเล็กน้อยก่อนที่จะตอบไปว่า " ผมเป็นครูสอนโยคะครับ " (ตอบด้วยความภาคภูมิใจ...นิดหนึ่ง) คุณหมออึ้งไปแป๊บหนึ่ง ซึ่งเมื่อมองดูแล้วเหมือนคุณหมอคล้ายๆจะมีอะไรที่เก็บซ่อนไว้อยู่ในใจ และเพียงไม่กี่วินาทีในความเงียบนั้นเอง คุณหมอก็เปิดเผยความในใจหลังจากที่ได้ทราบถึงอาชีพของผม คุณหมอบอกกับผมว่าคุณหมอมีเพื่อนไม่ต่ำกว่าสี่คนที่รู้จักกันได้รับบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ บางคนก็บาดเจ็บแค่เพียงเล็กน้อย แต่บางคนมีอาการรุนแรงถึงขั้นกระดูกต้นคอเคลื่อนและไม่สามารถฝึกโยคะอีกต่อไปได้ เพื่อนๆร่วมวิชาชีพของคุณหมอหลายต่อหลายท่านด้วยกันที่รักษาอาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและกระดูก ต่างก็พูดถึงผู้ที่บาดเจ็บจากการฝึกโยคะให้คุณหมอฟังเป็นประจำ จนคุณหมอชักจะไม่ค่อยแน่ใจแล้ว่าการฝึกโยคะมันมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน

พอมาถึงตรงนี้บทสนทนาระหว่างคุณหมอกับผมก็ค่อยๆเข้มข้นขึ้นมาทันทีล่ะครับ... หากเป็นภาพยนตร์ก็พูดได้เลยว่า ตอนต้นของเรื่องมันคล้ายๆจะเป็นคอมเมอร์ดี้ และแล้วก็พลิกผลันไปเป็นดราม่าซะอย่างงั้น... แต่ผมก็หวังลึกๆว่า...มันคงจะไม่เลยเถิดไปจบลงที่บทบู๊ล้างผลาญ, ทิลเล่อร์หรือสยองขวัญ, เขย่าขวัญ... แต่ถ้าจะใช้คำว่าบทสนทนา มันก็อาจจะไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไหร่นัก เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว หลังจากที่คุณหมอทราบว่าผมเป็นครูสอนโยคะแล้วเท่านั้นหล่ะ ผมก็เป็นฝ่ายฟังคุณหมอยาวเลยล่ะครับ ก่อนที่ผมจะได้มีโอกาสพูด จำได้เลยว่า คุณหมอเขาบอกว่า "หมอขอถามนิดหนึ่งนะครับครู"

1.ครูสอนโยคะส่วนใหญ่เขาไปร่ำเรียนมาจากไหนกัน?
2.และต้องใช้ระยะเวลาเรียนกันนานเท่าไหร่?
3.หลักสูตรการเรียนเป็นครูสอนโยคะเป็นอย่างไร?
4.มีกระทรวง/ทบวง/กรม ใด...ทำหน้าที่รับรองหลักสูตรหรือรับรองครูผู้สอนบ้างไหม?
5.ทำไม๊? ทำไม? ถึงมีแต่คนบาดเจ็บจากการฝึกโยคะทุกวี่ทุกวัน...
(อันนี้ผมนำมาจัดแบ่งเป็นข้อเองล่ะ ซึ่งในความจริงมันมาติดกันเป็นชุดยาวเชียว)

ดีนะเนี่ย ที่คุณหมอเขาถามนิดเดียว...ถ้าถามเย๊อะ สงสัยผมเสียชีวิตแน่ๆ...แต่ละคำถามจี๊ดๆทั้งนั้นเลยล่ะครับ แต่ผมก็คิดในใจว่า...ถูกต้องแล้วที่วันนี้คุณหมอได้มาเจอกับครูสอนโยคะอย่างผม เพราะถือได้เลยว่าเป็นคู่สนทนาที่ถูกคู่ถูกคนเลยทีเดียว และคิดว่าคุณหมอน่าจะได้คำตอบเกี่ยวกับการฝึกและการสอนโยคะที่ชัดเจนอย่างมากในวันนี้หลังจากที่ได้สนทนากับผมแล้ว...ผมก็ต้องทำการแนะนำถึงประวัติและข้อมูลเกี่ยวกับโยคะของผมให้คุณหมอทราบพอควร เมื่อคุณหมอได้ทราบข้อมูลของตัวผมแล้ว หน้าตาคุณหมอสีหน้าแววตาดูดีขึ้นมาเล็กน้อยจากเดิม คล้ายๆจะบ่งบอกเป็นนัยๆว่าคุณหมอได้มาเจอครูโยคะถูกคนแล้ววันนี้...ว่าแล้วจากคำถามดังกล่าวที่คุณหมอได้ซักถามมา ผมก็ค่อยๆไขข้อสงสัยของคุณหมอทีละข้อ ทีละข้อ...

สำหรับข้อแรก บอกได้ยากมากเพราะคำถามค่อนข้างกว้างครับ ครูโยคะในบ้านเราปัจจุบันนี้มีเย๊อะแย๊ะมากมาย
1.หลายๆท่านดั้นด้นไปเรียนมาจากอินเดีย ประเทศที่ถือว่าเป็นต้นตำหรับและจุดกำเนิดของศาสตร์แห่งโยคะ ซึ่งมีศูนย์ฝึกโยคะหลายๆสถาบันเป็นที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก(ซึ่งก็ต้องเลือกดูสถาบันที่จะไปเรียนให้ดีๆเช่นกัน ไม่ใช่สักแต่เพียงไปเพื่อให้ได้ชื่อว่าไปเรียนมาจากอินเดีย)
2.หลายๆท่านก็อาจจะเรียนจากสถาบันที่ได้รับการรับรองจากองค์กรโยคะต่างๆ ที่มีอยู่อย่างแพร่หลายทั่วทุกมุมโลก(พูดง่ายๆมีเกือบทุกประเทศเลยล่ะครับ ต่างกันก็ตรงที่องค์กรใดรับรองสถาบันเท่านั้นเอง) อันนี้ก็ต้องเลือกดูให้ดีๆอีกเช่นกัน เพราะบางที่บางแห่งก็เปิดเอง สอนเอง กำหนดหลักสูตรขึ้นเอง โดยไม่มีองค์กรโยคะใดมารับรองหลักสูตร
3.หลายๆท่าน อาศัยการเรียนรู้จดจำและฝึกฝนสืบต่อกันมาจนเกิดเป็นความชำนาญส่วนตัวและก็นำทักษะดังกล่าว มาสอนต่อให้ผู้อื่น(ซึ่งในกรณีนี้ก็คงไม่มี การรับรองอะไรทั้งสิ้นล่ะครับ) อันนี้ต้องระวังให้ดี ซึ่งจริงๆแล้วควรจะต้องไปเรียนให้เป็นไปตามขั้นตอนตามหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากองค์กรโยคะนานาชาติ

ข้อที่สอง หลักสูตรโดยมาตรฐานสากลที่องค์กรโยคะระดับนานาชาติส่วนใหญ่ยอมรับกัน ขั้นต่ำต้องเรียน 200ชั่วโมง ล่ะครับ ซึ่งใน 200ชั่วโมงนั้น ก็จะต้องถูกควบคุมให้ได้มาตรฐานด้วยการถูกกำหนดหลักสูตรและหัวข้อของการสอนตามที่องค์กรโยคะนานาชาติเขากำหนด และตัวผู้ที่จะสอนหลักสูตรนี้ได้ก็จะต้องได้รับการรับรองจากองค์กรโยคะนานาชาติเสียก่อนด้วย

ข้อที่สาม เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ดังนั้นโดยทั่วๆไปแล้ว หัวข้อที่จะเรียนก็คือ 1.ปรัชญาโยคะ ประวัติ, ความเป็นมา, หัวใจสำคัญของโยคะ, กิริยาโยคะ, เทคนิคต่างๆของโยคะและปราณยามะ(ลมหายใจ)  2.เทคนิคและวิธีการสอนโยคะ  3. กายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยาสำหรับการฝึกโยคะ และก็ยังมีหัวข้ออื่นๆอีก

ข้อที่สี่ ในปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มี กระทรวง ทบวง กรม ใด ออกมากำหนดกฏเกณฑ์หรือควบคุมสถาบันเกี่ยวกับโยคะและครูสอนโยคะ นี่แหล่ะครับที่ผมคิดว่าเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้มาตรฐานของครูและสถาบันสอนโยคะต่างๆ ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งตรงนี้ก็ยังไม่ทราบได้ว่าเมื่อไหร่จึงจะมีองค์กรที่ควบคุมมาตรฐานครูและสถาบันสอนโยคะในเมืองไทย(อาจจะต้องมีผู้ฝึกโยคะบาดเจ็บมากกว่านี้หรือเสียชีวิตจากการฝึกเสียก่อนก็เป็นได้) แต่ครูสอนโยคะหลายๆท่านในเมืองไทยของเราเมื่อได้เรียนจบหลักสูตรของการเป็นครูสอนโยคะแล้ว ก็ได้ทำการขึ้นทะเบียนการเป็นครูสอนโยคะอย่างถูกต้องกับองค์กรโยคะนานาชาติ เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงและรับรองในการประกอบอาชีพครูสอนโยคะ เนื่องจากในเมืองไทยยังไม่มีการจัดตั้งองค์กรเกี่ยวกับโยคะ

ข้อสุดท้าย  อันนี้พูดยากครับ เนื่องจากครูสอนโยคะในบ้านเราทุกวันนี้ พูดตามตรงเลยครับไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไปร่ำเรียนมาจากไหนกับบ้างก็ไม่รู้ อันนี้ตามที่ผมได้บอกไปตามข้อแรกล่ะครับ ซึ่งที่น่ากลัวที่สุดน่าจะเป็นอันที่3.ล่ะครับ เรียนแบบไม่มีแบบแผน ไม่มีการรับรอง แต่อันนี้ถ้าจะพูดกันจริงๆมันก็พูดยากครับ เพราะการออกกำลังกายทุกประเภทรวมจนถึงการฝึกโยคะมันเป็นอะไรที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บจากการฝึกด้วยกันทั้งนั้นล่ะครับ แต่เนื่องจากว่าในปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจในการฝึกโยคะอย่างมากมาย ดังนั้นเมื่อมีจำนวนคนฝึกเย๊อะโอกาสที่จะมีผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นตามมาด้วยก็เป็นไปได้สูงเช่นกันล่ะครับ

คุณหมอก็เลยคุยกับผมว่า...แล้วมันพอจะมีแนวทางอะไรบ้างในการช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ลดลงหรือหมดไป?
ไอ้ลดลงเป็นไปได้ครับ...แต่หมดลงไปเลยคงเป็นไปไม่ได้แน่ๆ...องค์ประกอบสำคัญๆที่จะช่วยให้ปัญหาดังกล่าวลดน้อยลงก็คือ
1.ภาครัฐฯ   2.สถานประกอบการต่างๆ   3.ครูสอนโยคะ   4.ผู้บริโภค(ผู้ฝึกโยคะ)

ภาครัฐฯ อาจจะต้องออกมามีบทบาท ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคอยควบคุมดูแล และกำหนดกฏเกณฑ์ ขึ้นมาให้มันเป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อความสบายใจของทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโยคะในบ้านเรา

สถานประกอบการ ควรเลือกพิจารณาครูผู้สอนโยคะที่ได้ผ่านการเรียนมาตามขั้นตอนที่ได้มาตรฐาน เข้ามาสอนในสถานประกอบการของตน (ซึ่งสถานประกอบการบางแห่ง เน้นการจ่ายค่าสอนแบบราคาประหยัดจึงไม่สนใจที่จะต้องเลือกครูที่มีมาตรฐาน ขอให้เพียงแค่สอนได้และพอใจกับค่าตอบแทนที่สถานประกอบการจ่ายให้ก็เป็นพอ ตรงนี้จึงควรจะต้องมีการควบคุมจากภาครัฐฯเข้ามาช่วย) ซึ่งในส่วนนี้หากสถานประกอบการทุกแห่งต่างมีจรรยาบรรณก็ควรจะให้ความสำคัญกับผู้บริโภคควบคู่ไปกับผลประกอบการด้วย จึงควรคัดเลือกครูสอนโยคะที่มีมาตรฐานเข้ามาทำงานในสถานประกอบการของตน

ครูสอนโยคะ พึงระลึกเสมอว่าอาชีพที่ทำอยู่นี้ มีโอกาสทำให้ผู้อื่นเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังนั้นการจะมาทำอาชีพนี้ได้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านการเรียนรู้และผ่านการฝึกฝนอย่างถูกต้องเป็นขั้นเป็นตอน จากสถาบันที่ได้รับการรับรองตามมตรฐานสากล ต้องรู้และเข้าใจการป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะเป็นอย่างดี มีจรรยาบรรณในวิชาชีพครูสอนโยคะ ควรมีการซักถามข้อมูลสุขภาพขั้นพื้นฐานของผู้เข้าคลาสเรียนกับเราก่อนที่จะทำการสอนทุกครั้ง เพื่อที่ผู้สอนจะได้รู้ว่ามีใครบ้างในคลาสของเราที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพและอาจจะต้องหลีกเลี่ยงการฝึกท่าบางท่า หากจำเป็นที่จะต้องสอนท่าโยคะที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะบาดเจ็บก็อาจจะมีทางเลือกหลายๆทางให้ผู้ฝึกได้เลือกตัดสินใจตามความเหมาะสม ไม่ควรให้ผู้ฝึก ฝึกอย่างหักโหมเกินขีดความสามารถ และควรเน้นเรื่องของความปลอดภัยในการฝึกเป็นสำคัญ

ผู้บริโภค(ผู้ฝึกโยคะ) ควรเลือกและตัดสินใจให้ดีว่าสถานประกอบการที่เราเลือกเข้าไปใช้บริการและครูที่เราจะไปเรียนด้วยนั้นได้มาตรฐานผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล ดังนั้นจึงควรสืบหาข้อมูลให้ดีๆก่อนที่จะตัดสินใจ ที่สำคัญที่สุดคือควรจะรู้จักกะประมาณศักยภาพและขีดความสามารถของตัวเราเองเป็นสำคัญ หากมีอาการบาดเจ็บหรือปัญหาสุขภาพใดๆก็ควรแจ้งให้ครูผู้สอนโยคะในคลาสนั้นๆทราบก่อนการสอนทุกครั้ง และอย่าหักโหมฝึกจนเกินขีดความสามารถของตนเองเพราะมันจะเป็นการนำท่านไปสู่การบาดเจ็บได้ในที่สุด

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแนวคิด ที่ผมเชื่อว่าหากเราทำตามแนวทางดังกล่าวก็คงจะช่วยลดปริมาณของผู้ฝึกโยคะที่บาดเจ็บจากการฝึกให้ลดน้อยลงได้บ้างไม่มากก็น้อย

และแน่นอนที่สุด คงไม่มีใครหรอกครับ ที่อยากจะให้ผู้อื่นมองอาชีพที่เราทำอยู่ในแง่ลบ งานทุกสาขาอาชีพล้วนแล้วแต่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ตามความเป็นจริงแล้วมันก็คงจะอดไม่ได้หรอกครับที่อาจจะต้องมีบ้างกับการผิดพลาดบางประการในอาชีพที่เราคิดว่าเราชำนาญดีแล้ว จนเป็นเหตุให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการในอาชีพของเราต้องเกิดปัญหาและได้รับผลกระทบบางอย่างขึ้นบ้าง  ขอพูดนิดหนึ่งเช่นกันครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วอาชีพหมอนี่ เราก็เห็นเป็นข่าวไม่น้อยเช่นกัน หลายต่อหลายครั้งที่มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับแพทย์,โรงพยาบาล และสถานพยาบาลต่างๆ เนื่องจากการวินิจฉัยโรคผิดพลาด และอื่นๆ(จากตรงนี้ ผมจากที่ดูจะเพรี่ยงพร้ำเสียบเปรียบอยู่นาน ก็เลยพลิกกับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบซะงั้น และเล่นเอาคุณหมอถึงกับอึ้ง...งงไปเหมือนกัน)

และหากมีคนมาถามผมว่า ผมเคยทำให้ใครได้รับบาดเจ็บจากการสอนโยคะของผมบ้างไหม? ก็คงต้องตอบแบบตรงไปตรงมาเลยว่า...เคยแน่นอนครับ และผมก็คงไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ฝึกกับเราและได้รับบาดเจ็บจากการสอนของเรามักไม่กลับมาบอกเราตรงๆ แต่จะหายจากคลาสของเราไป และอาจจะไปพูดให้คนอื่นๆฟังว่าบาดเจ็บจากการเรียนกับเรา(นี่แหล่ะครับ เป็นพฤติกรรมของผู้ฝึกโยคะชาวไทย ที่ผู้เป็นครูสอนโยคะควรจะต้องทราบเอาไว้) และในที่สุดคำพูดที่ส่งต่อกันไปเป็นทอดๆก็จะกลับมาหาตัวเราในที่สุด และเมื่อไหร่ก็ตามที่มันกลับมาหาเรา เราจะรู้สึกไม่สบายใจ คล้ายๆละอายกับสิ่งที่ได้ทำลงไปโดยไม่ตั้งใจ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมไม่ค่อยเข้าไปช่วยจัดท่าให้ใครโดยไม่จำเป็น เพราะบางครั้งมันอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าที่เราคิดไว้ (การจะเข้าไปช่วยจัดท่าให้ผู้ฝึกผมจะต้องมั่นใจมากๆว่ามันจะไม่สร้างผลกระทบในภายหลัง ผมจึงจะเข้าไปช่วยจัด)

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว หากผู้ฝึกบาดเจ็บจากการฝืนร่างกายตนเองก็คงเป็นเรื่องปกติซึ่งเมื่อเกิดการบาดเจ็บจากกรณีดังกล่าวแล้วก็อาจจะแค่กลับไปพักฟื้นเลียแผลตนเองและตำหนิตนเองในใจ(ประมาณว่าสิ่งแวดล้อมพาไปจิตใจจึงสั่งให้ร่างกายทำตามแบบไม่รู้ตัว พอมารู้สึกตัวอีกที...ก็บาดเจ็บไปซะแล้ว) การบาดเจ็บที่จะทำให้ผู้ฝึกโยคะรู้สึกเลวร้ายที่สุดก็คือ การได้รับบาดเจ็บจากการที่ครูผู้สอนเข้าไปช่วยจัด ช่วยจับ ช่วยดัด จนเกินขีดความสามารถของผู้ฝึกและนำไปสู่การบาดเจ็บในที่สุด

สิบนิ้วย่อมรู้พลาดนักปราชญ์ย่อมรู้พั้ง หากการเข้าไปช่วยจัดท่าฝึกโยคะของผม อาจจะไปทำให้ผู้ฝึกโยคะบางท่านได้รับบาดเจ็บ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผม ซึ่งต้องเรียนให้ทราบตามตรงว่าผมไม่ได้ตั้งใจที่จะให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่ๆ และไม่อยากทำให้ใครได้รับบาดเจ็บจากการสอนโยคะของผม  หากการสอนโยคะของผมได้เป็นส่วนหนึ่งในการไปทำร้ายร่างกายและจิตใจของผู้ฝึกโยคะบางท่านที่เคยเข้าร่วมคลาสเรียนโยคะของผม  ผมต้องขอถือโอกาสนี้...กราบประทานอภัยทุกๆท่านที่อาจล่วงเกินท่านไปโดยที่ไม่ได้เจตนา...

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกโยคะจะมีจำนวนลดน้อยลงในเร็ววัน...

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับผู้ฝึกโยคะทุกๆคนและผมตลอดไป...

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com. โดยค้นหาจาก คำว่า Jimmy Yoga หรือ e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ขออุทิศบทความนี้ แด่ ครูสอนโยคะและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกโยคะทุกๆท่าน...

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

เรียนโยคะหลังเลิกงานกับครูจิมมี่ ได้ทุกวันจันทร์ ที่ ฟิตสตูดิโอ


เรียนโยคะหลังเลิกงานกับครูจิมมี่ ได้ทุกวันจันทร์ ที่ ฟิตสตูดิโอ...

เนื่องจากปัจจุบันนี้ ผมได้ลงตารางสอนคลาสหฐะวินยาสะโยคะ สอนประจำทุกๆวันจันทร์ เวลา18.00-19.00น. ที่ ฟิต สตูดิโอ จึงอยากเรียนเชิญทุกๆท่านที่สนใจการฝึกโยคะเพื่อสุขภาพมาเข้าร่วมคลาส ซึ่งคลาสนี้จะเหมาะกับผู้ฝึกขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นปานกลาง เน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ผ่อนคลายความตึงเครียด บรรยากาศสนุกสนาน



โดยทาง ฟิต สตูดิโอของเรา ได้จัดเตรียมเสื่อโยคะแมนดูกะไว้เพื่อรองรับทุกๆท่านที่มาฝึกโยคะทุกคลาสที่ ฟิต สตูดิโอ ของเรา ซึ่งเรามีคลาสโยคะหลังเลิกงานทุกวันจันทร์-ศุกร์ และมีครูสอนโยคะระดับคุณภาพที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐานสากล ได้รับการรับรองจากองค์กรโยคะนานาชาติ IYF. และ Yoga Alliance

ครูกอล์ฟ สอนไดนามิคโยคะ ทุกวันอังคาร 19.15 - 20.15 น.


ครูนิด สอนโยคะเพื่อการผ่อนคลาย ทุกวันพุธ 19.00 - 20.00 น.


ครูหน่อย สอนหฐะโยคะโฟล์ ทุกวันพฤหัสฯ 18.00 - 19.00 น.


ครูเปรม สอนโยคะพื้นฐาน ทุกวันศุกร์ 18.00 - 19.00 น.


ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมคลาส เริ่มต้นแค่เพียง คลาสละ 200 บาทเท่านั้น

ฟิต สตูดิโอ ตั้งอยู่ที่ มหาทุนพลาซ่า สถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 02 650 8282 หรือ 02 650 9242

พบกันในคลาสโยคะของพวกเรา ที่ ฟิต สตูดิโอ...นมัสเต...

ป้ายกำกับ

Powered By Blogger