เรื่องเล่า...จากครูโยคะ

เรื่องเล่า...จากครูโยคะ เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์การสอนโยคะของครูจิมมี่ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ สอดแทรกอารมย์ขัน เหมาะกับผู้ที่สนใจในการฝึกโยคะ, ครูฝึกโยคะและทุกๆคน ทุกเพศทุกวัย



สำหรับทุกๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใช้บริการ อ่านบล็อก เรื่องเล่า...จากครูโยคะ โดยครูจิมมี่ สามารถเลือกคลิ๊กเข้าไปอ่าน บทความอื่นๆได้ ที่เดือนต่างๆ ซึ่งเรียงอยู่ทางด้านขวามือของบทความ ขอบพระคุณมากครับ



ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป...นมัสเต...





วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

เวิร์คชอป...Counter Poses for Yoga Asana with Jimmy


Counter Pose for Yoga Asana with Jimmy

หัวข้อ การอบรมหลักสูตร การทำท่าโยคะอาสนะเพื่อใช้ในการหักล้าง หรือเป็นท่าแก้(Counter Pose) สำหรับการฝึกโยคะอาสนะ เพื่อให้ร่างกายกลับมาสู่สภาวะสมดุล


วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00-17.00น.(4 ชั่วโมง)

สถานที The Yoga Connection ซอย ลาซาล 53(สนามแบดมินตัน)

วิทยากร นายยุทธนา พลเจริญ (ครูจิมมี่)

หลักการและเหตุผลของการฝึกอบรม
การฝึกโยคะเป็นที่นิยมกันอย่างแผ่หลาย ในปัจจุบัน บางท่านฝึกโยคะเพื่อการผ่อนคลายร่างกาย, จิตใจ, สร้างสมาธิ, พัฒนาระบบการหายใจ บางท่านฝึกโยคะเพื่อบำบัดอาการผิดปกติบางประการของร่างกายและจิตใจ บางท่านฝึกโยคะเพื่อมุ่งเน้นไปในทางการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะด้วยเป้าหมายใดก็ตามแต่ การดูแลและห่วงใยสุขภาพ น่าจะเป็นเป้าหมายที่ผู้ฝึกโยคะทุกท่านต้องการเป็นสำคัญ

คงต้องยอมรับ กันตรงๆว่าบางครั้ง การฝึกโยคะก็สามารถทำให้ผู้ฝึกหลายๆท่านเกิดการบาดเจ็บจากการฝึก ไม่ว่าจะเนื่องมาจาก สาเหตุใดก็ตามแต่ เราน่าจะมีแนวทางในการรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดอาจจะเกิดขึ้นจากการฝึกโยคะ

ดังนั้น การทำท่าโยคะอาสนะเพื่อใช้ในการหักล้าง หรือเป็นท่าแก้(Counter Pose) สำหรับการฝึกโยคะอาสนะ เพื่อให้ร่างกายกลับมาสู่สภาวะสมดุล รวมจนถึงความรู้ขั้นพื้นฐาน ทางด้านกายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา ก็คงจะเป็นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะทั้งของตัวเราเอง และผู้ที่ฝึกโยคะภายใต้การควบคุมดูแลของเรา รวมจนถึงช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ฝึก เพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการฝึกโยคะ

เนื้อหาการฝึกอบรม ประกอบไปด้วย
การฝึกอย่างเข้มข้น ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ
- กายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยาขั้นพื้นฐาน
- เรียนรู้การทำงานของกล้ามเนื้อ ในการฝึกโยคะอาสนะขั้นพื้นฐาน
- การนำความรู้เรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อในขั้นพื้นฐาน มาประยุกต์ใช้ กับการฝึกโยคะอาสนะอย่างเหมาะสม
- การนำความรู้เรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อในขั้นพื้นฐาน มาประยุกต์ใช้ ในการทำท่าโยคะอาสนะเพื่อใช้ในการหักล้าง หรือเป็นท่าแก้(Counter Pose) สำหรับการฝึกโยคะอาสนะอย่างเหมาะสม
- การป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะขั้นพื้นฐาน

สิ่งที่ผู้เข้าฝึกอบรมจะได้รับ จากการฝึกอบรมในครั้งนี้
- พัฒนาความรู้ความเข้าใจในการฝึกโยคะให้ดียิ่งขึ้น
- รู้จักรูปแบบของการฝึกโยคะที่เหมาะสมกับตัวเราเอง
- ความรู้ทางด้านกายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา ในขั้นพื้นฐาน
- ช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะในขั้นพื้นฐาน
- พัฒนา การทำท่าโยคะอาสนะเพื่อใช้ในการหักล้าง หรือเป็นท่าแก้(Counter Pose) สำหรับการฝึกโยคะอาสนะ เพื่อให้ร่างกายกลับมาสู่สภาวะสมดุล และได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการฝึกโยคะอาสนะ
- สามารถแนะนำ ผู้ที่ฝึกโยคะภายใต้การควบคุมดูแลของเรา ให้ทำท่าฝึกโยคะอาสนะ อย่างปลอดภัย ถูกวิธี และได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการฝึกโยคะอาสนะ
- เอกสาร ประกอบการฝึกอบรม

ติดต่อสอบถามข้อมูล เพิ่มเติม ที่ The Yoga Connection โทร. 02- 398 - 5746 หรือ 081- 933 - 1242

นมัสเต

จิมมี่โยคะ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

ฤดูฝน...กับความลำบากลำบน ของคนสอนโยคะ


ฤดูฝน...กับความลำบากลำบน ของคนสอนโยคะ

เชื่อว่าทุกๆท่านคงมีฤดูที่ตนเองโปรดปรานกันอยู่ในใจ ก็คงเช่นเดียวกันกับผม มีฤดูโปรดปรานในใจ แต่ฤดูที่รู้สึกว่าทรมารใจ อยากจะให้ผ่านฤดูนี้ไปให้เร็วที่สุดก็คือ ฤดูฝน(ไม่ใช่ฤดูอกหัก ของแคลอรี่ บาห์ บาห์ นะครับ) ในชีวิตการเป็นครูสอนโยคะของผม การไปสอนไม่ตรงเวลา มาสอนสายนั้นถือว่าเป็นเรื่องแย่มากๆสำหรับผม มีไม่บ่อยครั้งนักที่ทำให้ผมต้องไปสอนไม่ทันเวลา มาสอนสาย และส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในฤดูฝน
การตรงต่อเวลาเป็นคุณสมบัติข้อแรกๆ ที่ครูสอนโยคะแบบอิสระต้องยึดหมั่น ในบางวันที่ผมมีงานสอนต่อเนื่องหลายชั่วโมง และต้องเดินทางเปลี่ยนที่สอนแบบทำเวลา จึงทำให้หลายต่อหลายครั้งผมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้บริการ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง เพราะสภาวะการจราจรที่ติดขัดในเมืองหลวง มันดูจะเป็นการคมนาคมที่ดูจะมีความเสี่ยงพอสมควร แต่ก็เป็นหนทางที่ทำให้ครูสอนโยคะแบบอิสระอย่างผมไปสอนได้ตรงตามเวลา ในช่วงฤดูฝนความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ตามที่เราเคยได้ยินอย่างคุ้นหูว่า ฝนตกถนนลื่น ทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ค่อยดี มักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเป็นประจำ ดังนั้นช่วงที่ฝนตกมอเตอร์ไซด์รับจ้างหลายๆคันก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะขับรถในช่วงที่ฝนตก จึงทำให้หา รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างได้ยากในช่วงที่ฝนตก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมไปสอนไม่ทันเวลา

จากสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นบวกกับประสบการณ์การสอนโยคะเกือบ 10ปีของผม ทำให้ผมพบสัจธรรมชีวิตของครูสอนโยคะแบบอิสระอีกข้อหนึ่งว่า ผู้ที่ตกลงว่าจ้างเราไปสอน(นายจ้าง) ส่วนใหญ่เขามักจะไม่สนใจหรอกว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรเราจึงไปสอนสายไม่ตรงต่อเวลา เขารู้เพียงแค่ว่าเขาจ้างเราไปสอนเวลานี้ เราก็ต้องไปสอนเวลานี้ เพราะการไปสอนสายของเรานั้นธุรกิจของเขาอาจเสียหายได้ และที่สำคัญถ้าหากเราไปสอนไม่ตรงเวลาบ่อยๆเขาก็มีโอกาสเลิกจ้างเราไปสอนสูงมาก ข้อนี้เป็นสิ่งที่คนสอนโยคะในวงการทราบกันดี

ผมมีเหตุการณ์ 2-3 เหตุการณ์จะบรรยายให้ได้อ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักในการเดินทางไปสอนโยคะในช่วงฤดูฝนของผม

เหตุการณ์ที่ 1 ขอตั้งชื่อเรื่องว่า "เปียกหมดเลยน๊ะครู"
วันนั้นเป็นค่ำวันศุกร์ ฝนตกพอประมาณด้วยความรีบเร่งผมจึงใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างเพื่อไปสอนให้ทันเวลา 19.30น. ณ โรงแรมสามดาวแห่งหนึ่งย่านสนามศุภฯ วันนั้นไม่ทันฟังการพยากรณ์อากาศ จึงไม่ได้เตรียมอุปกรณ์กันฝน ผมมาถึงตรงตามเวลาพอดีแต่อยู่ในสภาพเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำ แจ็คพอต ตรงที่ไม่มีชุดสำรองมาเปลี่ยน และพนักงานที่นั่นก็ไม่มีใครมีชุดสำรองให้ผมยืมด้วย ผมจึงจำเป็นต้องสอนทั้งเปียกๆโดยมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่งคอยห่อตัวไว้และอีกผืนปูบนMatโยคะเพื่อคอยซับน้ำจากตัวที่เปียกของผม เท่ากับว่าผมไม่สามารถเคลื่อนที่เดินสอนได้เพราะจะทำให้น้ำหยดเป็นทาง วันนี้ผมจึงเป็นครูที่ต้องปักหลักสอนอยู่กับที่ สมาชิกที่มาเรียนโยคะท่านหนึ่งคงสมเพชกับผมจนทนไม่ไหว จึงเดินออกไปถามเจ้าหน้าที่ฟิตเนสว่ามีชุดอะไรที่พอจะให้ครูสอนโยคะยืมใส่สอนไหม(ผมเริ่มมีความหวังขึ้นมา) แต่คำตอบที่ได้รับรวดเร็วทันใจมาก ว่าไม่มีหรอกเพราะตอนนี้มีแต่พนักงานหญิงคงไม่มีชุดให้ยืมแน่ๆ สมาชิกท่านนั้นได้พยายามช่วยผมอย่างเต็มที่แล้ว ต่อไปก็คงเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องสอนโยคะทั้งเปียกๆ ไปจนจบชั่วโมง พอสอนเสร็จนักเรียนท่านหนึ่งพูดแบบแซวๆว่า "เปียกหมดเลยน๊ะครู" ตั้งแต่เกิดมาก็เคยได้ยินแต่โยคะร้อน แต่วันนี้ครูจิมมี่ต้องมาสอนโยคะเปียก(สุดยอดจริงๆเลย)

เหตุการณ์ที่ 2 ขอตั้งชื่อเรื่องว่า "วันนี้แต่งตัวแปลกๆน๊ะครู"
ก็เป็นเช่นเคยเมื่อฝนตกเราก็ต้องลุยฝนไปสอน ก็ต้องใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นการไปสอนให้ฟิตเนสใหญ่แห่งหนึ่งย่านชานเมือง คราวนี้ผมมาถึงที่สอนก่อนเวลาเล็กน้อย ถึงแม้จะมีประสบการณ์ในเหตุการณ์แรกมาแล้ว ผมก็ยังลืมนำชุดสำรองติดตัวมาด้วยในวันนี้ จึงทำให้ผมต้องตัวเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำอีกครั้ง ผมจึงเริ่มถามพนักงานฟิตเนสว่า "มีใครพอจะมีชุดสำรองให้ผมยืมบ้างไหมครับ?" มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งน้ำใจงามมากๆ เธอบอกว่า "มีค่ะแต่ไม่รู้ว่าจะใส่ได้หรือเปล่า แต่ดูจากรูปร่างน่าจะได้อยู่สูสีกัน" ใช่รูปร่างของน้องผู้หญิงใกล้เคียงกับผม แต่ด้วยทรงของกางเกงขายาวมันก็จะดูพอดีตัวไปนิดหนึ่ง ส่วนเสื้อมันก็เบอร์เล็กกว่าที่ผมเคยสวมใส่อยู่เล็กน้อย วันนี้จึงทำให้ผมมีสไตล์การแต่งกายมาสอนที่แปลกแตกต่างจากเดิม(เสื้อเล็ก, กางเกงเล็ก เด็กแนวชัดๆ) พอสมาชิกหลายๆคนเห็นผมในชุดนี้ก็อมยิ้มแล้วสะกิดต่อๆกัน ให้หันมามองที่ผม(ทำเหมือนเราเป็นตัวประหลาด) แล้วก็มีสมาชิกหัวโจกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "วันนี้แต่งตัวแปลกๆน๊ะครู" สิ่งที่ผมพอจะทำได้เพื่อแก้เก้อเขินก็คือ ก่อนสอนผมจึง บอกกับสมาชิกทุกท่านให้ทราบว่า ผมเปียกฝนจึงต้องมาขอยืมชุดคนอื่นใส่สอนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วเหตุการณ์ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

เหตุการณ์ที่ 3 ขอตั้งชื่อเรื่องว่า "จิมมี่ทำไม ไม่รับโทรศัพท์?"
เหตุการณ์นี้เป็นฝันร้ายครั้งหนึ่งในชีวิตการสอนโยคะของผมเลยก็ว่าได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เดียวกับเหตุการณ์ที่ 2 ที่เป็นฝันร้ายก็เพราะว่าผมมาสอนสายไม่ทันเวลา เนื่องจากฝนตกหนักมากๆ ต้องวิ่งหามอเตอร์ไซด์อยู่นานวึ่งมอเตอร์ไซด์ส่วนใหญ่หยุดหลบฝน งดบริการ กว่าจะได้รถก็ได้เวลาสอนแล้ว เจ้าหน้าที่ฟิตเนสที่ทำหน้าที่ประสานงานกับผมเห็นว่าถึงเวลาสอนแล้วผมยังไม่มาสักที เขาจึงพยายามโทรศัพท์หาผมหลายครั้งมากๆ แต่ในขณะนั้นผมไม่สามารถรับสายได้จริงๆเนื่องจากนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์และฝนก็ตกหนักมากๆด้วย ทางฟิตเนสเห็นท่าไม่ดี จึงให้น้องคนหนึ่งที่สามารถสอนโยคะได้เข้าไปสอนแทนผม สมาชิกบางท่านถึงขั้นไม่ยอมเรียนเมื่อเห็นว่าผมไม่มาสอน พอผมมาถึงก็เลยเวลาสอนไปประมาณ 20นาทีแล้ว พนักงานต้อนรับแนะนำให้ผมรีบเข้าไปสับเปลี่ยนสอนในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ผมเดินคอตกเข้ามาพร้อมกับกล่าวขอโทษสมาชิกทุกท่านที่ผมมาสอนสาย สมาชิกหลายๆท่านเข้าใจเป็นอย่างดี แต่คนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจผมในตอนนั้นเห็นจะเป็นพนักงานที่ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับผม เพราะเขาได้รับความกดดันจากสมาชิกในตอนที่ถึงเวลาสอนแล้วผมยังไม่มาสักที เขาจึงค่อนข้างเครียดมากๆทีเดียว ตรงนี้ผมเข้าใจเป็นอย่างดี หลังจากที่ผมสอนเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวขอโทษสมาชิกทุกท่านอีกครั้ง แล้วก็ต้องไปพบกับผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับผมเพื่อทำการขอโทษเขา พอเขาเจอหน้าผม ผมก็สัมผัสได้ทันทีถึงรังษีอำมหิตที่เปล่งประกายออกมาจากสีหน้าและแววตาของเขา คำพูดแรกที่ออกมาจากปากเขาผมยังคงจำได้ขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้คือ "จิมมี่ทำไม ไม่รับโทรศัพท์?" และก็ตามมาด้วยประโยคอื่นๆอีกมากมาย สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดในตอนนั้นก็คือยกมือไหว้แล้วกล่าวคำขอโทษ เขาจึงค่อยๆมีอาการที่เย็นลง(แต่จากคำถามแรกของเขา ผมได้แต่คิดตอบเขาในใจคนเดียวว่า "กูก็อยากจะรับ แต่มันรับสายไม่ได้จริงๆ") พอเขาอารมณ์เย็นลงเราก็คุยกันรู้เรื่องมากขึ้น แล้วเหตุการณ์ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

จึงทำให้ผมเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองเลยว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนอุปกรณ์กันฝนต้องพร้อมเสมอ แล้วถ้าจะให้ดีก็ต้องมีชุดสำรองสำหรับใส่สอนเตรียมเอาไว้ด้วย แล้วที่สำคัญหากเห็นท่าว่าจะไปสอนไม่ทันจริงๆก็ต้องรีบโทรแจ้งเขาก่อนว่าเราจะไปถึงอีกกี่นาที แล้วขอให้เขาช่วยแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าให้ก่อน

จึงเป็นกรณีศึกษาให้หลายๆท่านที่เป็นครูสอนโยคะอยู่แล้วแต่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ หรือกำลังจะมาเป็นครูสอนโยคะได้นำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมต่อไป จะได้มีความพร้อมกับการเดินทางไปสอนโยคะในช่วงฤดูฝน

ขอพลังแห่งการสอนโยคะจงอยู่กับผมและทุกๆคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

เมื่อครูโยคะ...ต้องเป็นหนี้อ๊อกซิเจน



เมื่อครูโยคะ...ต้องเป็นหนี้อ๊อกซิเจน
 
หลายท่านคงสงสัยว่า การเป็นหนี้อ๊อกซิเจนนั้นมันเป็นเช่นไรกันหนอ? เพราะช่วงนี้คงจะคุ้นเคยกับคำว่า เป็นหนี้เงินกู้นอกระบบ, เป็นหนี้บัตรเดรบิต-เครดิต, เป็นหนี้ธนาคาร ฯลฯ แล้วไอ้เรื่องที่จะกล่าวถึง ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไปซื้ออ๊อกซิเจนเขาแล้วไม่มีเงินจ่าย ผมต้องขออธิบายกันยาวนิดหนึ่งเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเป็นหนี้อ๊อกซิเจนนั้นมักจะเกิดขึ้นกับนักกีฬา ที่มีสภาวะความต้องการอ๊อกซิเจนในปริมาณมากๆ ในขณะที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นกับผมเป็นประจำในขณะที่ฝึกซ้อมวิ่ง(สมัยที่ผมเป็นนักกรีฑาของมหาวิทยาลัย)

อธิบายเกี่ยวกับการเป็นหนี้อ๊อกซิเจนได้ดังนี้คือ เมื่อเราออกกำลังกายในช่วงแอโรบิค คือช่วงที่เราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปใช้อย่างเพียงพอเพื่อสร้างพลังงาน ในช่วงนี้ร่างกายเราจะสามารถกำจัดกรดแลคติกได้ทัน (กับที่ถูกผลิตขึ้นมา) (กรดแลกติกเกิดเมื่อมีการออกกำลังกาย เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย) เมื่อเราออกกำลังหนักขึ้นๆ จนถึงระดับหนึ่ง เราจะ"เริ่ม"หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปสร้างพลังงานไม่เพียง (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Lactate threshold ) เป็นจุดที่อยู่ระหว่างหอบพอพูดได้กับหอบจนพูดไม่ออก ถ้ายังไม่เลยขึ้นไป ร่างกายยังพอกำจัดกรดแลกติกได้ทัน แต่ถือว่าเป็นจุดที่ปริ่มขอบแล้ว เมื่อยังออกกำลังหนักขึ้นไปอีก เราจะเข้าสู่ช่วงแอนแอโรบิค คือช่วงที่เราหายใจเอาออกซิเจนไปช่วยสร้างพลังงานไม่เพียงพอ (หอบจนพูไม่ได้) ร่างกายเราจึงต้องสร้างพลังงานจากกระบวนการอื่นๆ ซึ่งเราจะเริ่มกำจัดกรดแลกติกไม่ทัน (เริ่มเป็นหนี้ออกซิเจน) เมื่อกรดแลกติกสะสมมากเข้า เราจะรู้สึกล้ามากๆ จนไม่สามารถก้าวขาได้ดังใจอีก ถูกร่างกายบังคับให้วิ่งช้าลง จนเราได้ออกซิเจนพอ เราก็อาจสามารถไปต่อได้อีก (ก๊อก 2)

ผมไม่คาดคิดว่า สภาวะการเป็นหนี้อ๊อกซิเจน จะมาเกิดขึ้นกับผมอีก เพราะผม ล้างลาห่างหายจากการฝึกซ้อมกีฬามานานพอสมควร
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับผมในช่วงที่ ผมเริ่มมีงานสอนโยคะเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จนบางวันต้องสอนถึงวันละ 7-8 รอบ ในวันเกิดเหตุนั้นช่วงเวลาประมาณ18.00น. ผมต้องทำเวลาไปสอนในรอบต่อไป จากพญาไท ไปที่สุขุมวิท33(สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์)ให้ทันสอนตอนเวลา18.30น. จึงต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีพญาไทให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้ไปสอนให้ทันเวลา ความซวยเริ่มบังเกิด คือ ฝนดันตกในระดับปานกลางไม่ถึงกับหนักมาก อย่างไรผมก็ต้องลุยฝนไป(ด้วยจรรยาบรรณของผมที่ว่า ต้องไปสอนให้ตรงเวลาไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม) ดีที่ช่วงเวลานั้นผมจะมีอุปกรณ์กันฝนคือเสื้อแจ็คเก็ตกันฝนติดตัวเสมอในช่วงฤดูฝน ผมจึงสวมแจ็คเก็ตกันฝนตัวใหญ่คลุมกระเป๋าเป้ที่สะพายหลังรวมจนถึงถุงที่ใส่ Matโยคะ โดยมี Hoodของเสื้อกันฝนคลุมศรีษะไว้ตลอดเวลา แล้วเมื่ออุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมผมก็วิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีพญาไท พอวิ่งผ่านเข้าไปจนถึงบนชานชลา รถไฟฟ้าที่กำลังจะมุ่งหน้าไปสถานีปลายทางอ่อนนุช ก็จอดรออยู่แล้ว ผมจึงรีบวิ่งเข้าไปในขบวนรถอย่างไม่ลังเลใจ เพื่อให้ทันเวลาก่อนที่ประตูรถไฟฟ้าจะปิด เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาหลังเลิกงานจึงมีคนใช้บริการรถไฟฟ้าค่อนข้างหนาแน่น ผมจึงต้องยืนเบียดกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ผมยังคงรู้สึกเหนื่อยจากการวิ่งมาอย่างเร่งรีบ แต่ก็ต้องสะกดอาการหืดหอบไว้พอควรเพราะเกรงใจผู้โดยสารท่านอื่นๆที่แวดล้อมอยู่ หลังจากที่รถไฟฟ้าปิดประตูได้เพียงไม่กี่วินาที ผมก็เริ่มรู้สึกว่าวันนี้รถไฟฟ้าโยกเยกมากกว่าปกติ ตาของผมก็ค่อยๆเริ่มพร่ามัวแบบที่พอจะเป็นสัญญาณบอกให้ทราบว่าไม่ดีแน่แล้วเรา ผมมารู้สึกตัวอีกทีลืมตาขึ้นมา ก็พบว่ามีคนหลายคนยืนตีวงล้อมรอบตัวผมอยู่ด้วยความสนใจ ขณะนั้นสายตาเกือบทุกคู่ในขบวนรถไฟฟ้าก็มองมาที่ผมคนเดียวเลยครับ(เด่นมาก) เป็นลมล้มลงไปทั้งๆที่ยังสวมเสื้อกันฝนและมีสัมภาระสะพายอยู่อีกจำนวนหนึ่ง(รู้สึกอับอายมากที่สุดในตอนนั้น) มีพลเมืองดีหลายท่านรวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรถไฟฟ้ามาช่วยดูแลและประครองผมขึ้นมานั่ง ผมต้องการที่นั่งเพียงที่เดียวเท่านั้น แต่มีคนถึงสามคนแย่งกันสละที่นั่งให้ผม และก็อีกแหล่ะครับมีคนใจดีหลายคนต่างเดินเข้ามาหาผมพร้อมยื่นยาดม ยาหม่อง ให้ผมรวมแล้วได้มา 3ชิ้นครับ(คนไทยมีน้ำใจที่สุดในโลก) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากหลังจากที่ผมนั่งลงเพียงอึดใจเดียวรถก็จอดที่สถานีสยาม(สายตาหลายต่อหลายคู่ในขบวนรถก็ยังเฝ้ามองมาที่ผมอยู่เป็นระยะๆ คล้ายๆจะบอกให้รู้ว่าเขายังเป็นห่วงผมอยู่น๊ะ และจะเป็นกำลังใจให้ตลอดไป) พอไปถึงสถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์ผมก็มุ่งหน้าไปสอนตามปกติ โดยมาถึงก่อนเวลาสอนเพียงไม่กี่นาที การสอนก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น แต่ผมรู้สึกมีอาการเจ็บปากเล็กน้อย เหมือนปากแตก คงเป็นตอนที่ผมเป็นลมล้มลงไปบนรถไฟฟ้า ใบหน้าบริเวณปากอาจจะกระแทกพื้น(อาจส่งผลกระทบถึงสติสตางค์ของผมมาจนถึงทุกวันนี้)

จากเหตุการณ์นี้สรุปได้ด้วยตัวของผมเองว่า ผมเป็นหนี้อ๊อกซิเจน เนื่องจากวิ่งอย่างรีบเร่ง แถมยังสวมHoodกันฝน จึงทำให้อากาศไม่เพียงพอ ร่างกายผมจึงหยุดทำงานเพื่อรวบรวมอ๊อกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายกลับมาทำงานได้เป็นปกติอีกครั้ง

ประสบการณ์ครั้งนี้ สอนให้ผมรู้ว่าอย่าเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองมากจนเกินไป(ไม่เจียมสังขารเอาซะเลย) จะทำอะไรก็ควรจะประมาณตนให้ดี มีรุ่นพี่หลายๆคนก็พูดเชิงหยอกล้อกับผมเสมอว่า "ระวังให้ดีนะสอนมากเกินไปใช้ร่างกายมากเกินไปเดี๋ยวเงินทองที่หามาได้จะไม่พอกับค่ารักษาพยาบาลตัวเองตอนป่วยไข้" จากนั้นผมตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิตได้อย่างไม่ยากนัก เดชะบุญที่ในวันนั้นผมไม่ได้เป็นอะไรมาก ผมจึงหันมาดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น ด้วยการพยายามพักผ่อนให้เพียงพอและไม่โหมรับงานสอนจนมากเกินไป และขอฝากเป็นข้อคิดสะกิดใจสำหรับผู้ที่แวะเข้ามาอ่านบทความในบล็อกของผม

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพลังแห่งการสอนโยคะจะยังคงอยู่กับผมตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ 

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ


(ข้อมูล การเป็นหนี้อ๊อกซิเจน จาก patrunning.com)

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

โยคะ...กับเสียงรบกวนจากโทรศัพท์มือถือ(ภาคสอง)

(Jimmy in Akarna Dhanurasana)



โยคะ...กับเสียงรบกวนจากโทรศัพท์มือถือ(ภาคสอง)

ความเดิม...จากภาคที่แล้ว ได้ทิ้งคำถามไว้ให้ร่วมสนุกกัน(ไม่มีรางวัลอะไรให้นะจ๊ะ)ก็ยังเขียนข้อเสนอแนะเข้ามาได้เรื่อยๆนะ ไม่ต้องเกรงใจ

จริงๆแล้วประสบการณ์ในการสอนโยคะของผมกับการถูกรบกวนจากโทรศัพท์มือถือมีแบบโชกโชน หากผมเป็นขุนศึกก็คงมีรอยบาดแผลให้เห็นตามร่างกายเต็มไปหมด ถึงแม้ปัจจุบันจะผ่านประสบการณ์การสอนมานับไม่ถ้วนแต่ก็ยังคงเจอกับเสียงรบกวนจากโทรศัพท์มือถือเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละไม่ตำกว่าสองครั้งซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดกับการสอนย่านชานเมืองเป็นส่วนใหญ่ มีหลายเหตุการณ์แต่ผมจะขอยกเอาเหตุการณ์ที่จำได้ไม่ลืมมาเล่าให้ฟัง
โดยส่วนตัวของผมแล้ว ก่อนการสอนโยคะเกือบทุกครั้ง หากไม่ลืม ก็จะสอบถามสุขภาพผู้ฝึกว่ามีโรคประจำตัวอะไรที่เป็นข้อจำกัดในการฝึก จากนั้นก็จะบอกให้ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ เพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิในขณะที่เราฝึก(ปกติเรียนกับครูจิมมี่ก็แทบจะไม่มีสมาธิอะไรเหลือแล้ว อย่าต้องเพิ่มเสียงของโทรศัพท์มือถือเข้ามาอีกเลย) แต่หลายๆครั้งก็ยังไม่วายจะต้องมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในคลาสของผม ผมขอจำแนกออกเป็นCase Case ไป

Case ที่1 เสียงโทรศัพท์ที่เกิดขึ้นในคลาส เป็นเสียงของคนที่มาเข้าเรียนช้า คือพวกที่มาสายประมาณ 10นาที หลังจากที่เราบอกข้อกำหนดต่างๆไปแล้ว เราจะไปตำหนิอะไรก็ไม่ได้ ที่ทำได้ก็คือหันไปมองให้แกสำนึก แล้วผมก็จะไม่พูดอะไร นอกจากสอนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถือเป็นการให้เกียรติกับเขา แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าครั้งต่อไปเขาก็คงจะให้เกียรติผมเช่นกัน คือมาเข้าห้องเรียนตรงเวลาไม่สายจะได้ทราบข้อกำหนดในคลาสเหมือนกับคนอื่นๆที่มาก่อน การต่อว่าเขาต่อหน้าผู้คนจำนวนมากดูจะเป็นการประจานกันเกินไปและจะทำให้เขาอาย อาจไม่กล้ากลับมาเข้าเรียนกับเราอีก

Case ที่2 ประเภทไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังให้ได้ยิน แต่แอบรับสายและคุยแบบเบาๆกะว่าครูคงไม่ได้ยิน แต่อยากบอกให้ทราบว่า สำหรับคนเป็นครูสอนโยคะแล้ว ไอ้เสียงแอบคุยแบบนี้น่ารำคาญ คล้ายๆยุงที่มาบินอยู่ใกล้ๆหู ทำให้เสียสมาธิในการสอน บางครั้งอาจทำให้สอนผิดๆ หลุดสคริ๊ปการสอนเลยก็มี ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับผม ผมจะไม่ว่าอะไร แล้วก็จะเดินไปสอนตรงที่เขาคุยโทรศัพท์ทันที แบบว่าคุยได้ก็คุยไปผมก็จะแหกปากสอนอยู่ใกล้ๆ ส่วนใหญ่เขาจะวางทันที หรือถ้าไม่วางก็จะเดินออกไปคุยโทรศัพท์นอกห้องเรียน

Case ที่3 ประเภทไม่สนใจใคร ไม่ยอมปิดเสียง พอมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นก็รับและสนทนาทันทีแบบไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น ประเภทนี้เคยเจอประจำเหมือนกันครับ มักพบย่านชานเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นแม่ๆ,ป้าๆขาใหญ่เจ้าถิ่น ทำแบบนี้เป็นนิสัยส่วนลึกแบบไม่เคยคิดปรับปรุง จนบางครั้งสมาชิกท่านอื่นเริ่มไม่พอใจในพฤติกรรม ถึงขั้นเกิดการปะทะวาจากันจนเกือบมีเรื่องก็เคยมี ตอนที่ผมประสบการณ์การสอนยังไม่มากนักหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ผมจะแขนขาสั่น จนทำให้หลุดสคริ๊ปการสอนก็เคยมี ดังนั้นทุกกรณีที่มีการใช้โทรศัพท์ในคลาสเรียนของผม(ทุก Case) ผมต้องมีการทำโทษทุกครั้ง ด้วยการให้นักเรียนทุกคนทำท่ารับโทรศัพท์พร้อมกันทั้งชั้นเรียนเลย(Akarna Dhanurasana - Shooting Bow Pose ดังรูปด้านบน) ทำโทษกันเกือบทุกครั้ง จนบางครั้งต้องทำใจ แต่มีอยู่วันหนึ่งทำใจไม่ได้รู้สึกว่าคนเดิมคนนี้บ่อยมากเกินไป ผมจึงตะโกนเสียงดังขึ้นมาในขณะที่แกกำลังคุยโทรศัพท์ทันทีว่า " โทรศัพท์อีกแล้ว" แกจึงรีบเดินออกไปคุยนอกห้องทันที นักเรียนหลายคนรวมทั้งผมรู้สึก หายตึงเครียดและมีการแอบยิ้มเล็กๆริมปาก เหมือนได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมาเสียที โชคดีที่เขาไม่ได้โกรธเคืองอะไรผม เหตุการณ์วันนั้นจึงผ่านไปได้ด้วยดี

Case พิเศษ จำขึ้นใจไปตลอดกาล เหตุเกิด ณ ฟิตเนสใหญ่แห่งหนึ่ง ย่านชานเมือง(ด้วยจรรยาบรรณของครูโยคะแบบอิสระจึงไม่อาจเปิดเผยชื่อฟิตเนสได้) มีคนเรียนในคลาสประมาณ 50คน คู่กรณีของผมคนนี้เป็นผู้หญิงอายุประมาณสามสิบปลายๆถึงสี่สิบ ในขณะที่ผมกำลังสอนได้ประมาณ 20นาที ก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เจ้าของโทรศัพท์ก็รีบรับสายและสนทนาทันที และก็ไม่ยอมออกไปคุยนอกห้อง ผมจึงเข้าไปก่อกวนโดยการเข้าไปแหกปากตะโกนสอนเสียงดังอยู่ใกล้ๆ คู่กรณีคนนี้แทนที่จะออกไปนอกห้อง ดันหันมามองผมด้วยสายตาคล้ายๆจะตำหนิผมว่าไม่รู้กาลเทศะ แล้วเธอก็นำนิ้วชี้ มาจ่อที่ปากเป็นสัญลักษณ์ จุ๊ ๆ ว่าอย่าส่งเสียงดัง ทำให้ผมยิ่งงงหนักเลย เพราะผมนี่แหล่ะที่ควรจะทำสัญลักษณ์จุ๊ ๆ ใส่แก ผมจึงหันไปมองสมาชิกที่แวดล้อมเธออยู่ พอคู่กรณีของผมคนนี้เงยหน้าและกวาดสายตามองไปรอบข้าง ด้วยสายตาที่ดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรของสมาชิกที่แวดล้อมอยู่หลายท่านจึงทำให้เธอต้องรีบเดินออกจากคลาสเรียนไปเลย หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ค่อยได้เจอสมาชิกท่านนี้อีกเลย

ทุกกรณีที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับประสบการณ์การสอนโยคะของผม บางครั้งโดยหน้าที่ของเราแล้วก็จำเป็นต้องใช้วิธีที่ละมุนละม่อมที่สุด เพราะการไปสอนโยคะในฟิตเนสนั้นต้องทำใจ กลุ่มผู้เรียนจะหลากหลายมากๆ แล้วเราก็ต้องสอนกึ่งๆบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้เรียนมากที่สุด ซึ่งจะต่างจากสตูดิโอโยคะโดยตรง ที่จะมีกฏระเบียบต่างๆที่ชัดเจนและครูผู้สอนสามารถตัดสินใจเด็ดขาดในคลาสสอนได้ทันที หากเกิดกรณี ตามCaseต่างๆที่ผมกล่าวมา ครูที่สอนในสตูดิโอโยคะโดยตรงคงจะเชิญนักเรียนคนนั้นออกนอกห้องทันที หรือไม่ก็พูดตำหนิทันทีเลยเพื่อประจานกันไปให้รู้สำนึก

ดังนั้นหากเรารู้จักที่จะเข้าใจผู้อื่นบ้าง และทำตามกฏกติกาของสังคมเหมือนคนอื่นๆเขา เราก็คงจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แล้วก็คงจะไม่ถูกคนในสังคมเขาตำหนิเอา

ขอความสงบสุขในการฝึกโยคะจงอยู่กับทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

โยคะ...กับเสียงรบกวนจากโทรศัพท์มือถือ(ภาคแรก)


โยคะ...กับเสียงรบกวนจากโทรศัพท์มือถือ(ภาคแรก)

พูดถึงการฝึกโยคะ เราย่อมต้องคิดถึงการเคลื่อนไหวในท่วงท่าที่มีสมาธิตามแบบฉบับของโยคะ แต่ถ้าหากการฝึกโยคะนั้น เป็นการฝึกในสตูดิโอ หรือศูนย์ฝึกที่มีคนเรียนอย่างน้อย 10คน แล้วดันมีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา ทั้งๆที่ก็มีป้ายเขียนเตือนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนให้ทราบโดยทั่วกัน แต่ในกรณีที่อ่านหนังสือไม่ออกครูผู้สอนก็มักจะพูดเตือนให้ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือก่อนคลาสจะเริ่มเสมออยู่แล้ว ผมจึงมีคำถามสำหรับทุกคนที่เข้ามาอ่าน บล็อกของผม ทั้งท่านที่เคยมีประสบการณ์ดังกล่าวแล้วก็ดีหรือยังไม่เคยเจอประสบการณ์ดังกล่าวก็ดี
คำถามแรก คือ คุณจะทำอย่างไรในกรณีที่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องฝึกโยคะ? หากคุณไม่ได้เป็นเจ้าของเสียงโทรศัพท์มือถือนั้น
ก. คิดตำหนิอยู่ในใจ
ข. หันไปมองต้นกำเนิดเสียงด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ค. พูดเปรยๆเชิงตำหนิ แสดงความไม่พอใจให้ทราบ
ง. มองต้นกำเนิดเสียง และมองมาที่ครูผู้สอนเพื่อให้ครูแสดงบทบาท
จ. ให้อภัย ไม่คิดมากอะไร

คำถามที่สอง หากเสียงโทรศัพท์นั้นดังต่อเนื่องโดยไม่มีใครแสดงความเป็นเจ้าของ คุณจะทำอย่างไร?
(ใช้ตัวเลือกคำตอบเดียวกับ คำถามข้อแรก)

คำถามที่สาม หากคุณเป็นเจ้าของเสียงโทรศัพท์ คุณจะทำอย่างไร?
ก. รีบกล่าวคำขอโทษ และปิดโทรศัพท์ทันที
ข. รีบรับสายและเดินออกไปสนทนาด้านนอกห้องเรียน
ค. รับสายและรีบสนทนาในห้องเรียนโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด
ง. รับสายและสนทนาโทรศัพท์ในชั้นเรียนแบบไม่ต้องสนใจใคร
จ. ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของเสียงโทรศัพท์
คำถามที่สี่ หากคุณเป็นครูสอนโยคะที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าวนี้คุณจะทำอย่างไร?
(ข้อนี้ไม่มีตัวเลือก ให้ตอบเข้ามาได้ตามความคิดเห็นของแต่ละท่าน)
แล้วจะรออ่านคำตอบของทุกคนน๊ะจ๊ะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีคนร่วมแสดงความคิดเห็นเข้ามา

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

โยคะ...กับเหตุผลที่คนหันมาฝึกโยคะ

(จิมมี่ ในคลาส Adjustments กับครูโยคะ Rusty Well, Asia Yoga Conference 2009, Hongkong)



(บรรยากาศ ก่อนเริ่ม คลาสของ David Swenson ใน Asia Yoga Conference 2009, Hongkong)

โยคะ...กับเหตุผลที่คนหันมาฝึกโยคะ
  
ผมเคยพูดถึงเหตุผลของผม ที่ทำให้ผมเอาจริงเอาจังกับโยคะมาจนถึงทุกวันนี้ในบทความแรก(โยคะ...หนทางแห่งการดับทุกข์ ของจิมมี่) แต่ที่จะพูดถึงในบทความนี้คงเป็นเหตุผลของคนอื่นๆที่เขามาฝึกโยคะ จากการที่ผมเป็นครูสอนโยคะแบบอิสระ(ใครเขาจ้าง ให้ไปสอนที่ไหน เราก็ไปหมด)จึงมีโอกาสได้สอบถามนักเรียนถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เขามาฝึกโยคะ ได้ข้อมูลมากมาย พอที่จะจำแนกออกมาเป็นประเภทใหญ่ๆได้ดังต่อไปนี้

โยคะกับปัญหาด้านสุขภาพ หลายๆคนหันมาฝึกโยคะเพราะมีปัญหาทางด้านสุภาพ เช่น ปวดหลัง, ปวดคอ, ปวดไหล่, ปวดประจำเดือน, ปวดหัวไมเกรน, ภูมิแพ้, หอบหืด, ท้องผูก และอื่นๆอีกสารพัดโรค จึงหันมาใช้โยคะเป็นแพทย์ทางเลือก เพื่อบำบัดอาการต่างๆเหล่านั้น บางท่านก็บรรลุถึงความต้องการที่ถวิลหาด้วยศาสตร์แห่งโยคะ แต่ผู้ที่ต้องผิดหวังชอกช้ำจากการฝึกโยคะก็มีไม่น้อยเช่นกัน ของบางอย่างบางช่วงเวลามันก็เหมาะกับคนบางคน คงจะจัดให้เป็นสัจธรรมชีวิตอีกข้อหนึ่งได้ จะพูดว่ามันเปรียบเสมือนดาบสองคมก็คงไม่ผิดอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นจึงฝากถึงผู้ฝึกโยคะทุกท่านให้รู้จักประมาณความสามารถของตนเอง อย่าฝืนฝึกโยคะจนเกินกำลัง เราฝึกโยคะเพื่อตัวของเราเอง ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันกับใคร เพราะผลลัพธ์ที่ได้อาจเลวร้ายเกินกว่าที่คิด ไม่มีใครหรอกที่จะรู้จักตัวเราเท่ากับตัวของเราเอง ดังพุทธภาษิตที่กล่าวไว้ว่า อตฺตนา โจทยตฺ ตานํ (อ่านว่า อัตตะนา โจทะยัต ตานัง) จงเตือนตนด้วยตนเอง ตามต่ออีกหนึ่งบทด้วย อโรคยา ปรมาลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

โยคะกับการฝึกสมาธิและจิต หลายๆคนเครียดเพราะได้รับความกดดัน จากการทำงาน ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมจนถึงปัญหาครอบครัว ตัวผมเองในอดีตก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกันคือได้รับความกดดันจากการทำงาน การใช้โยคะฝึกจิตฝึกสมาธิเป็นหนทางที่ดูน่าจะสมานฉันท์มากที่สุด เป็นอะไรที่น่าสนใจและท้าทาย ผมเชื่อว่าการฝึกจิตหรือฝึกสมาธิ ไม่ว่าจะด้วยแนวทางใดก็ตาม เป็นการทำให้เราหันมาทำความเข้าใจกับตัวเราเองมากยิ่งขึ้น และเมื่อเราเข้าใจตนเองแล้ว การที่จะเข้าใจคนอื่นรอบๆตัวของเราก็คงจะไม่ยากนัก(อย่าทำประมาทไป...จิตมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง) การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นก็คงเป็นไปอย่างกลมกลืน ดังพุทธภาษิตที่กล่าวไว้ว่า จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี (อ่านว่า จิตตัง รักเขถะ เมธาวี) ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต และแถมอีกหนึ่งบทด้วย จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ (อ่านว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง) จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้

โยคะกับสื่อโฆษณาต่างๆในสังคม หลายๆคนหันมาฝึกโยคะเพราะเห็นดาราซูปเปอร์สตาร์คนโปรดหลายต่อหลายคน ออกรายการทีวี โดยบทสัมภาษณ์ที่มักขาดไม่ได้ก็คือ มีเคล็ดลับอย่างไรถึงได้รูปร่างดี และหน้าตายังดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ก็จะได้รับคำตอบว่าช่วงนี้หากว่างก็จะไปออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ แต่ที่ฮอตฮิตที่สุดสำหรับช่วงนี้คงหนีไม่พ้นการฝึกโยคะ จึงทำให้หลายคนตัดสินใจรีบมาฝึกโยคะแบบกระทันหัน เพราะแรงบันดาลใจจากดาราคนโปรด เพียงหวังว่าจะมีรูปร่างทรวดทรงงดงาม หน้าตาดูอ่อนเยาว์เหมือนซูปเปอร์สตาร์ดาราคนโปรด จนลืมคิดวิเคราะห์ให้ดีว่า เหตุปัจจัยอะไรกันแน่ที่ทำให้ดาราคนนั้นเขาดูดี เพราะโยคะจริงๆหรือ? แต่ในที่สุดสักวันหนึ่งผมเชื่อว่าทุกคนคงจะค้นพบความจริง และสามารถตอบโจทย์ของตัวเองได้ในที่สุดว่าแท้ที่จริงแล้วโยคะให้อะไรกับเรา ดังพุทธสุภาษิต ที่ว่า นตฺถิ ฌานํ อปณฺญสฺส (อ่านว่า นัตถิ ฌานัง อะปัณญัสสะ) ความพินิจไม่มีแก่คนไร้ปัญญา(ฌาณไม่มีแก่ผู้ไม่พินิจ)

ควรคิดที่จะฝึกโยคะ จากความต้องการภายในจิตใจเบื้องลึกของตัวคุณเอง แล้วคุณจะพบกับความสุขอย่างแท้จริงที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ขอธรรมะและโยคะคุ้มครองทุกคน

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ



วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โยคะ...กับเรื่องของเด็กๆ(ภาคสอง)



โยคะ...กับเรื่องของเด็กๆ(ที่จิมมี่...ไม่อยากเจอ)

เรื่องที่สอง

ตี๋น้อย....ไม่เข้าใจลุงเอาซะเลย( Immersion 2 )

ชื่อเรื่องอาจฟังดูแปลกๆ แต่มันมีที่มาครับ ประมาณ2ปีที่แล้ว เรื่องมันมีอยู่ว่า ทุกวันศุกร์เวลาประมาณ19.30น. ผมจะต้องไปสอนโยคะให้ฟิตเนสในโรงแรมระดับสามดาวแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสนามศุภฯ (ปัจจุบันผมไม่ได้ไปสอนที่นี่แล้ว) ที่นี่บรรยากาศอบอุ่นกันเองทั้งฟิตเนส ส่วนใหญ่สมาชิกที่มาจะเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน มาเล่นฟิตเนสกันด้วยความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านตัวเอง มีขนมก็มาแบ่งกันทานในฟิตเนส และบางครั้งก็มีขนมเล็กๆน้อยๆมาฝากผมเสมอ บางวันได้ขนมติดมือกลับบ้านเยอะเลยก็มี ส่วนใหญ่ผู้ที่มาเข้าเรียนกับผมอายุเฉลี่ยมากกว่า40ปีครับ เลยสอนโดยใช้ท่าพื้นฐานที่ไม่ยากจะเน้นท่านั่งและท่านอนเป็นหลัก นักเรียนของผมกลุ่มนี้ เป็นอาเจ๊,อาซ้อ, อาอี๊, อาอึ่ม, อาเจค, อาแปะ บางท่านก็มีพาลูกหลานมาบ้าง หรือบางครอบครัวก็ใช้เป็นที่นัดพบกันเมื่อออกกำลังกายเสร็จก็จะกลับบ้านพร้อมกัน ที่นี่เด็กๆไม่ค่อยเข้ามาวุ่นวายในเวลาที่ผู้ใหญ่ฝึกโยคะ เป็นข้อดีมากๆสำหรับผม การสอนที่นี่ทุกๆครั้งมักจะเป็นไปด้วยความราบรื่นเรียบง่าย แต่มีอยู่วันหนึ่งมีสมาชิกเข้าเรียนกับผมประมาณ7-8ท่าน ในขณะที่ผมสอนใกล้จะจบคลาส สังเกตได้ว่ามีเด็กชายเชื้อสายจีนอายุประมาณ10ปี เดินผ่านไปผ่านมาและด้อมๆมองๆเข้ามาในห้อง หลายต่อหลายครั้ง จนผมเกิดความสงสัยในใจว่าอาตี๋น้อยคนนี้กำลังตามหาใครหรือมองหาสิ่งของอะไรอยู่ อีกไม่กี่นาทีจากนั้นก็มาถึงขั้นตอนของการพักด้วยท่าศพ และโยคะนิทราแบบง่ายๆ ซึ่งผมก็จะปิดไฟในห้อง แล้วค่อยๆพูดนำผู้ฝึกไปสู่การผ่อนคลาย ในขณะที่ทุกคนกำลังเคลิบเคลิ้มผ่อนคลายแบบได้ที่ ทันใดนั้นเองอาตี๋น้อยก็เปิดประตูเข้ามาในความมืดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงดังชัดเจน เป็นประโยคคำถามว่า "ลุง ๆ เสร็จหรือยังเนี่ยะ จะตีปิงปองลุง?" (ผมก็ยังไม่ได้พูดอะไรโต้ตอบแค่คิดในใจว่า ฉันไม่ได้เป็นพี่ชายของพ่อแม่แกแน่นอนตี๋น้อย) ในตอนนั้นผมรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย อย่างแรก คือ ดันมาเรียกผมว่าลุง (รับไม่ได้จริงๆ) อีกประการคือมารบกวนสมาธิในขั้นตอนที่สำคัญมากในการฝึกโยคะ ผู้ฝึกโยคะทุกคนคงทราบดีถึงความสงบสุข ผ่อนคลาย ของขั้นตอนนี้ แล้วตี๋น้อยก็หันกลับออกจากห้องไปด้วยความรวดเร็ว ผมเห็นว่าสมาชิกได้ถูกรบกวนจากเสียงของตี๋น้อย จึงเดินไปเปิดไฟและเข้าสู่การจบคลาส อาแปะคนหนึ่งที่เรียนกับผมจึงพูดเชิงถามว่า "ไอ้เด็กเมื่อกี้มันลูกใครหว่า? มาเรียกอาจารย์ว่าลุง" แป๊บเดียวอาตี๋น้อยก็เดินเข้ามาพร้อมพูดว่า "ผมกางโต๊ะตีปิงปองเลยน๊ะ" ( ห้องนี้ทางฟิตเนสจะใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด คือจะเป็นทั้งห้อง สำหรับเต้นแอโรบิค ฝึกโยคะ เรียนเทควันโด รวมจนถึงตีปิงปอง ) เพียงแป๊บเดียวก็ทราบว่าเป็นลูกชายของสมาชิกท่านหนึ่งซึ่งมาเรียนโยคะกับผมเป็นประจำ แม่ของตี๋น้อยจึงรีบให้ตี๋น้อยขอโทษทุกคนรวมจนถึงผม พออาแปะที่เรียนด้วยทราบว่าเป็นลูกใครจึงพูดจาหยอกล้อกับตี๋น้อยว่า "ไม่รู้เรื่องเลยเองนี่ คราวหน้ามาทำแบบนี้อีกเองโดนเตะแน่ๆ ดูซิอาจารย์ยังหนุ่มยังแน่น มาเรียกลุงได้ยังไง คราวหน้าเองเรียกอาจารย์ว่าพี่รู้ไหม?" ผมคิดในใจว่า ขอบคุณมากครับอาแปะ ถ้าจะให้ดีอย่าตรอกย้ำอีกเลยครับ ฟังแล้วมันจี๊ด เห่อ! อาตี๋น้อย...ไม่เข้าใจลุง(พี่)เอาซะเลย...



เรื่องที่สาม

อย่าทำอะไร! คุณแม่ของเขาน๊ะ!( Immersion 3 )

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปี2551 ผมกำลังสอนผู้ฝึกหลักสูตร ครูโยคะ200ชั่วโมง มีผู้เข้าอบรมท่านหนึ่งวันนี้เขามีความจำเป็นที่จะต้องพาลูกชายวัย4ปี มารอในขณะที่เขากำลังฝึกกับผม แต่ผมและผู้เข้าอบรมทุกๆท่านได้ตั้งข้อตกลงกันไว้แล้วว่าถ้านำลูกมาก็ไม่อนุญาตให้เข้ามาในส่วนที่เราฝึกปฏิบัติซึ่งอยู่ชั้นบนของสถาบัน ภาระจึงตกไปอยู่กับน้องพนักงานต้อนรับของสถาบันที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชั้นล่าง ต้องรับบทเป็นพี่เลี้ยงจำเป็น พร้อมกับทำงานไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ในวันนี้ช่วงท้ายของการฝึก ผมให้ผู้เข้าอบรมทำท่าศรีษะอาสนะ ก็ค่อยๆให้ทำทีละคนเพื่อความปลอดภัย พอมาถึงผู้อบรมคนที่นำลูกมาด้วย ผมก็เข้ามาช่วยจัดท่าให้เช่นเดียวกับทุกๆคน มีจังหวะหนึ่งผมต้องนั่งยองๆ เข่าต่ำข้างสูงข้าง เหมือนท่านั่งของหนุมานกิริยา และหันหลังให้กับประตูห้อง ด้วยความมุ่งมั่นในการจัดระเบียบร่างกาย เพื่อความปลอดภัยจึงพยายามดูให้ละเอียด ทันใดนั้นเองก็มีเท้าหนึ่งเท้า เตะเข้ามาที่ก้นของผมความรุนแรงระดับปานกลาง แต่ตำแหน่งของปลายเท้าบริเวณหัวแม่เท้าเข้ามาที่รูทวารหนักพอดีเป๊ะ บอกให้ทราบว่ามีการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี พร้อมกับเสียงพูดว่า "อย่าทำอะไร! คุณแม่ของเขาน๊ะ!" ความรู้สึกตอนนั้นคือเจ็บมากๆครับ แสดงออกทางสีหน้าชัดเจนแต่กลั้นเสียงร้องไม่ให้ร้องออกมา คนที่เห็นคงคิดว่าผมไม่เป็นอะไรแค่เด็กเอาเท้ามาเตะก้นไม่ได้รุนแรงอะไร แต่จริงๆแล้วมันเข้าจุดโฟกัส บอกตรงๆว่าถ้าหากคุณเป็นริดสีดวงทวารหนัก แล้วโดนแบบนี้ริดสีดวงคุณแตกแน่ๆ ดีที่ผมไม่เป็นริดสีดวง แต่เจ็บมากๆขอบอก ในขณะเดียวกันก็มีความโกรธเข้ามาผสมด้วยแต่ไม่มากนักยังข่มใจไว้ได้ด้วยเห็นว่าเขายังเด็กอยู่พอจะให้อภัยได้ แม่ของเด็กคนนี้จึงรีบลงมาจากท่าศรีษะอาสนะและบอกกับลูกว่า"ทำไมหนูไม่อยู่ข้างล่างล่ะจ๊ะ ครูเขาไม่ได้ทำอะไรแม่ เขาช่วยแม่ทำท่าศรีษะอาสนะลูก" เด็กก็คือเด็ก เขาทำหน้าตา งงๆแล้วก็พูดว่า "คิดถึงแม่ นึกว่าเขาจะทำอะไรแม่" โถเด็กกตัญญูแท้ๆเลย ผมคิดในใจว่าฉันไม่ได้อยากไปยุ่งอะไรกับแม่แกหรอก ยังไม่หายเจ็บเลย แต่ในฐานะที่ผมก็เป็นลูกกตัญญูคนหนึ่งจึง ย๋วนๆ ไม่ถือสาหาความ มิเช่นนั้นผมคงให้ลูกสาววัยสามขวบของผมพาพวกมาลุมยำแน่ๆ จากนั้น ผมจึงกำชับทุกๆคนเลยว่า ได้โปรดอย่าพาลูกมากันอีกเลย ทางสถาบันของเรายังไม่พร้อมที่จะรองรับเด็กๆ ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดที่ได้เจอ และทั้งหมดนี้ก็คือประสบการณ์ โยคะ...กับเรื่องของเด็กๆ แบบไตรภาค ของผม หวังว่าเรื่องเล่าของผมคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับเพื่อนครูโยคะและผู้ฝึกโยคะที่มีลูกคอยติดตามไปไหนต่อไหนด้วย

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ


โยคะ...กับเรื่องของเด็กๆ (ภาคแรก)




โยคะ...กับเรื่องของเด็กๆ (ที่จิมมี่ ไม่อยากเจอ)

โดยปกติแล้ว ครูสอนโยคะแต่ละท่าน ก็มักจะมีแนวการสอนที่ตนเองถนัด แตกต่างกันออกไป ส่วนตัวผมสอนได้หลายแนวครับไม่ว่าจะเป็น Hatha Yoga, Hatha Flow, Gentle Vinyasa, Hatha Vinyasa, Vinyasa, Power Yoga รวมไปจนถึงโยคะสำหรับผู้สูงอายุก็ชอบสอนครับ(เห็น แม่ๆ, ป้าๆ เขามีความสุข เราก็สุขใจด้วย) โยคะสำหรับคนตาบอดผมก็เคยสอนมาแล้วครับ(ชอบมากๆ สุขใจมากๆ จะพยายามหาโอกาสว่างๆ ไปสอนอีก) แต่ที่คิดว่าไม่ถนัดแน่ๆ และไม่น่าจะเข้าทางสำหรับผมคงจะเป็น โยคะสำหรับเด็ก ถ้าเป็นเด็กทั้งหมดเลย(เด็กล้วนๆ ไม่มีผู้ใหญ่ และเป็นเด็กวัยเดียวกัน)ก็คงจะสอนได้บ้างเป็นครั้งคราวไป แต่ถ้านำเด็กมาเรียนกับผู้ใหญ่เมื่อไหร่ล่ะก้อ..ผมจะไปไม่เป็นเลยล่ะครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบเด็กนะครับ จริงๆแล้วผมก็เป็นคนรักและเอ็นดูเด็กๆ ผมก็มีลูกสาวครับตอนนี้ก็เกือบๆจะ สามขวบแล้ว(กำลังพูดเก่งและกำลังซนเลยเชียว) แต่ประสบการณ์สอนโยคะที่ไม่ค่อยดีของผมหลายๆครั้งมีเด็กเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญครับ ที่ผมจำได้แม่นยำมากๆมีด้วยกัน 3เหตุการณ์ดังต่อไปนี้


เรื่องแรก

ครอบครัวโยคะตัวจริง (Immersion 1)
เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ 3-4ปีมาแล้ว ที่ฟิตเนสแห่งหนึ่ง ย่านปิ่นเกล้า(ปัจจุบัน...ปิดกิจการไปแล้ว) เหตุมีอยู่ว่า วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ผมก็ไปสอนโยคะที่ฟิตเนสแห่งนี้ตามปกติ ผมมาถึงที่นี่ก่อนเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเสมอ เวลาที่จะต้องสอนคือ บ่ายสองโมงตรง ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นว่ามีครอบครัวหนึ่งประกอบด้วย พ่อ,แม่และลูกสาว2คน คนที่ป็นพ่อแม่ดูแล้วอายุน่าจะประมาณ40ต้นๆ ลูกสาวคนโตน่าจะประมาณ11ปี คนเล็กประมาณ7-8ปี คนที่เป็นแม่มาสอบถามพนักงานต้อนรับเกี่ยวกับคลาสโยคะวันนี้ พนักงานให้ข้อมูลไปตามสมควร(พอดีผมอยู่ตรงพนักงานต้อนรับพอดี) ผมจึงสรุปว่าคนที่เป็นแม่คงเข้าเรียนเพียงคนเดียว ส่วนคนที่เป็นพ่อคงดูแลลูกๆอยู่ด้านนอกหรือพาลูกๆไปว่ายน้ำ เพราะว่าที่ห้องออกกำลังกายจะมีป้ายเป็นสติ๊กเกอร์เขียนติดไว้ชัดเจนว่า อายุต่ำกว่า15ปีห้ามเข้า ผมก็ไปทำธุระส่วนตัวแล้วก็เดินมาสอนตรงตามเวลา ทันใดนั้นทั้ง4คนครอบครัวก็ปักหลักวางเสื่อโยคะเรียงติดกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ทราบว่า มาเป็นครอบครัว โดยที่มีสมาชิกท่านอื่นนั่งปูเสื่อโยคะกระจายอยู่ประมาณ10ท่าน ซึ่งดูแล้วต่างคนต่างมา ลางสังหรณ์ผมบอกทันทีว่าวันนี้ผมจะได้เจออะไรแปลกๆอีกแล้ว เพื่อเป็นการหยั่งเชิงผมจึงถามด้วยความสุภาพว่า " โดยปกติแล้วทางฟิตเนสเขาไม่อนุญาติให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้ามาในส่วนนี้ไม่ใช่หรือครับ?" คนเป็นแม่ตอบด้วยความสุภาพกลับมาทันทีว่า "เห็นมีป้ายติดอยู่แค่ตรงส่วนฟิสเนส ตรงนี้คงไม่เป็นอะไรหรอกมั๋งคะ ลองให้เด็กเรียนด้วยได้ไหมคะ เพราะไม่มีใครคอยดูเด็กๆคะ ดิฉันกับสามีอยากฝึกโยคะค่ะ" ผมก็เป็นประเภทขี้เกรงใจ แต่ในเวลาเดียวกันก็หันไปดูสีหน้าสมาชิกทุกคนในห้อง พอจะอ่านใจทุกคนได้ประมาณว่า (ก็ได้แต่อย่าให้ลูกๆแกมาสร้างความวุ่นวายทำลายสมาธิก็แล้วกัน) ในเมื่อคนเป็นแม่เขาก็พูด ขอขนาดนี้แล้ว คิดในใจว่าเป็นไงเป็นกัน ลองดูอีกซักทีถึงแม้จะเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีมาบ้างแล้วแต่วันนี้อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ การสอนตอนแรกๆ ก็ราบรื่นดี เพราะเด็กทั้งคู่ยังมีสมาธิอยู่เป็นครอบครัวที่น่ารักในสายตาของสมาชิกทุกคน พอผ่านไป15นาที เด็กๆเริ่มหมดสมาธิ คนพี่จึงเริ่มทำหน้าที่พี่ที่ดีคอยช่วยสอนน้องและก็สอนเรื่อยๆเกือบทุกท่า ผู้เป็นแม่ก็มักจะทำเสียงจุ๊ๆ...เบาๆเพื่อปรามลูกเป็นระยะๆ คงไม่อยากว่าลูกเสียงดังเพราะเกรงใจสมาชิกท่านอื่น สมาธิในการสอนของผมเริ่มสั่นคอนแล้วครับตอนนี้ ในขณะเดียวกันเมื่อหันไปสังเกตสีหน้าแววตาของสมาชิกท่านอื่นๆ ตอนนี้แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกแอบยิ้มขำๆด้วยความเอ็นดู ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคล้ายๆพยายามใช้สมาธิในการเรียนเพิ่มมากขึ้นสังเกตได้จากหัวคิ้ว ซึ่งขยับเข้ามาอยู่ใกล้ๆกัน (พูดง่ายๆเริ่มเซ็ง) จากครอบครัวที่น่ารักก็เริ่มกลายมาเป็นครอบครัวที่น่ารำคาญแล้วครับตอนนี้ ผมก็ยังประคับประครองการสอนไปให้ราบรื่นมากที่สุด โดยพยายามคิดว่าครอบครัวนี้ไม่มีตัวตนอยู่ในห้อง แต่ในที่สุดบรรยากาศก็มาตรึงเครียดสุดๆ ตอนเด็กผู้เป็นน้องทนไม่ไหวกับการมาคอยสอนของผู้พี่จึงเริ่มตอบโต้ เสียงดังขึ้นมาว่า "ตัวเองก็ไม่เห็นจะทำท่าได้ดีตรงไหนเลยทำมา อวดเก่งสอนคนอื่นเขา" จากนั้นก็เริ่มมีการปะทะวาจาภาษาพี่น้องเด็ก ตอนนี้สมาชิกท่านอื่นเซ็งสุดๆได้ที่จึงมองหน้าผม แบบความหวังของคลาสอยู่ที่ครูผมจึงเงียบและหันไปมองทางครอบครัวนั้นและยิ้มแหยๆให้โดยไม่พูดอะไร แต่ทั้งครอบครับรู้ทันทีว่าผมต้องการอะไรผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจพูดขึ้นว่า "ใครจะไปทานไอศครีมกับพ่อบ้าง?" (ผมคิดในใจว่า ผมไปทานไอศครีมไม่ได้เพราะผมต้องสอนโยคะให้จบคลาส) คนเป็นพ่อทำท่ารีบวิ่งหนีลูกๆออกไป แล้วทันใดนั้นลูกๆทั้งสองก็วิ่งตามออกไป จึงทำให้เหตูการณ์สงบลงเหลือไว้แต่ผู้เป็นแม่ กับเสื่อโยคะว่างๆที่วางติดกันอยู่อีก3ผืน พร้อมกับสมาชิกท่านอื่นๆอีกประมาณ10ท่าน คลาสโยคะของผมก็กลับมาสงบอีกครั้ง แล้วก็ผ่านขั้นตอนต่างๆมาจนถึงท่าศพอาสนะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ผู้เป็นแม่จึงใช้จังหวะนี้แอบเดินย่องออกจากห้องไปแบบเงียบๆ พอจบคลาสสมาชิกทุกคนก็ไม่เห็นวี่แววของครอบครัวนี้แล้ว มีเพียงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกท่านอื่นๆถึงครอบครัวนี้ แบบนานาทัศนะ

จากประสบการณ์ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจผมเสมอมาเลยว่าในการฝึกโยคะควรจะแยกเด็กออกจากผู้ใหญ่เพราะมิเช่นนั้นจะมีปัญหาในเรื่องของสมาธิ อย่างที่ผมพบเจอ จึงฝากถ่ายทอดประสบการณ์นี้ถึงเพื่อนครูสอนโยคะทุกคนที่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ และครอบครัวที่จะพาลูกหลานไปเรียนโยคะกับท่านด้วย ควรสอบถามข้อมูลให้ดีเสียก่อน ทั้งกับทางสถานที่และครูผู้สอน

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ศพอาสนะ...เตือนใจเราสู่สัจธรรมแห่งชีวิต


(รูปแรกคุณแม่ยิ้มกำลังอุ้มจิมมี่ในวัยเยาว์, รูปที่สองจิมมี่กำลังกอดน้องขิมลูกสาว)

ศพอาสนะ...เตือนใจเราสู่สัจธรรมแห่งชีวิต

พูดถึงท่า ศพอาสนะ แล้ว ผมคิดว่าผู้ฝึกโยคะทุกท่านคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ฟังชื่อท่าครั้งแรกแล้วรู้สึกสยองนิดๆ แต่ทุกคลาสโยคะที่เข้าฝึกไม่อยากให้ขาดท่านี้เลยจริงๆ เป็นท่าที่นำเราไปสู่การผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ฝึกให้เรามีสติรับรู้อยู่กับการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ แต่บางครั้งก็ทำให้ผู้ฝึกหลายๆท่านถึงกับหลับไปเลยล่ะ

พอพูดถึงท่าศพอาสนะแล้วก็คงจะขาดศาสตร์ของโยคะนิทราไปไม่ได้(เขาเป็นของที่คู่กัน) โยคะนิทราตามความเข้าใจของผมก็คือ การใช้ศิลปะการพูดโน้มนำผู้ฝึกที่อยู่ในท่าศพอาสนะให้คล้อยตามไปสู่การผ่อนคลายร่างกายทุกๆส่วน โดยใช้น้ำเสียงและจังหวะการพูดที่ชวนให้ผู้ฝึกเคลิบเคลิ้มและคล้อยตามไปสู่การผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์แบบ หากพวกเราสังเกตให้ดีจะพบว่าครูโยคะผู้มีประสบการณ์หลายๆท่านมักจะพูดบทโยคะนิทราได้อย่างลื่นไหล ไพเราะชวนฟัง ประหนึ่งว่าท่องบทกาพย์ โคลง กลอน ให้เราได้นอนฟังกันเลยเชียว

ต้องพูดตรงๆเลยว่าทุกครั้ง ที่ผมสอน ท่าศพอาสนะ อดไม่ได้ที่จะทำให้ผมคิดถึงความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม คือการเสียชีวิตของคุณแม่ของผมเมื่อวันที่ 31มกราคม 2552 ที่ผ่านมา ท่านเสียชีวิตไปด้วยโรคติดเชื้อในกระแสโลหิต ซึ่งเป็นผลข้างเคียงมาจากการเป็นโรคเบาหวาน แรกๆหลังจากเสร็จงานฌาปณกิจศพ ผมก็ต้องกลับมาสอนโยคะตามปกติพอถึงท่านี้ก็มักจะมีน้ำตาคลอเบ้าเกือบทุกครั้ง ด้วยงานสอนที่มีทุกวันและวันละหลายรอบจึงทำให้ไม่มีเวลาไปเยี่ยมคุณแม่ที่ต้องนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด เพราะจากการที่พี่สาวผมบอกเล่าให้ฟังและการพูดคุยกับคุณแม่ทางโทรศัพท์ก็คิดว่าท่านคงไม่เป็นอะไรมากนัก คืนวันที่30มกราคม ผมมีลางสังหรณ์ใจแปลกๆจึงรีบตัดสินใจไหว้วานให้รุ่นน้องที่สอนโยคะรีบขับรถพาผมไปเยี่ยมคุณแม่โดยด่วน ทั้งๆที่ในวันรุ่งขึ้นก็ต้องมีงานสอนแต่เช้า และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้สบตาและจับมือกับคุณแม่... สิ่งที่รู้สึกในตอนนั้นคือถามตัวเองด้วยความเสียใจว่า ทำไมเราไม่พยายามหาเวลามาอยู่กับคุณแม่ให้มากกว่านี้? เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เรารักจะอยู่กับเราอีกนานแค่ไหน? หากเป็นไปได้ผมอยากแนะนำให้ทุกคนใช้เวลาอันมีค่าของเราอยู่กับครอบครัวที่เรารักให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลังดังที่เกิดกับผมตอนนี้ การจากไปของคุณแม่ทำให้ผมตระหนักได้ทันทีถึงความรักที่คุณแม่มีให้กับผม เพราะในเวลานี้ผมก็มีลูกแล้วจึงเข้าใจได้ไม่ยากนักถึงความรักที่คุณแม่มีให้ จริงๆอย่างที่หลายๆคนเคยพูดไว้ว่า คุณจะเข้าใจว่าคุณแม่รักคุณมากแค่ไหนก็ต่อเมื่อคุณมีลูกและคุณต้องเลี้ยงลูกของคุณเองนั่นแหล่ สิ่งสุดท้ายที่คุณแม่เหลือไว้ให้คนทั้งหมู่บ้านได้จดจำคือ อายุของคุณแม่ผม 69ตอนเสียชีวิตทำให้หลายคนที่รู้จักคุณแม่ผม ถูกหวยกันจำนวนมาก(รวมถึงคุณพ่อของผมที่ไม่เคยซื้อลอตเตอรี่ ก็ซื้อและถูกกับเขาด้วย)

นอกจากท่าศพอาสนะจะสอนให้เราได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ยังสอนให้เราตระหนักถึงความจริงในชีวิตประการหนึ่งที่ทุกคนไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ก็คือ ความตาย ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ศาสนาใด สูง ต่ำ ดำ ขาว ร่ำรวย ยากจน ทุกคนคงหนีสัจธรรมของชีวิตคือความตายไปไม่ได้ วงจรของชีวิตเรา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งเที่ยงแท้แน่นอนที่สุด แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องชี้วัดได้อย่างชัดเจนว่าเราแต่ละคนจะมีอายุยืนยาวมากน้อยแค่ไหน บางคนกำลังจะมาเกิดแค่เป็นตัวอ่อนในครรภ์ถูกพรากชีวิตไปตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ก็เยอะ, บางคนเกิดมาได้ไม่ถึงนาทีต้องเสียชีวิตไปก็มี แต่สำหรับบางคนมีชีวิตยืนยาวมากกว่าร้อยปีก็มี หลายๆคนก็เลยพูดว่าชีวิตคนเรามันสั้นยาวแค่ไหนไม่มีใครรู้ จะทำอะไรก็ให้รีบๆทำ (อย่าให้เป็นแบบผม ที่มีเวลาอยู่กับคุณแม่น้อยไปหน่อย) หากคิดอะไรไม่ออกก็ให้หมั่นทำความดี สร้างบุญ สร้างกุศลไว้เยอะๆ เผื่อเกิดชาติหน้าฉันใดจะได้ไม่ต้องลำบากลำบนเหมือนชาตินี้ นั่นแน่ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องของชาตินี้ ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เวรกรรมมีจริงนะครับ และเดี๋ยวนี้ทำอะไรไม่ดีกรรมมักตามทันแบบกระชั้นชิดด้วย ดังนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วแน่นอนอีกเช่นกัน (หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากชาติหน้ามีจริงผมขอเกิดเป็นลูกของคุณแม่อีกทุกชาติ...ทุกชาติไป)
เนื่องในวาระวันแม่ ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปนี้ ถึงแม้วันนี้คุณแม่จะไม่ได้อยู่กับผมแล้ว สิ่งที่ผมจะทำให้คุณแม่ได้ภาคภูมิใจในตัวลูกคนนี้และเป็นของขวัญแด่คุณแม่ตลอดไปก็คือ ผมขอตั้งปณิภานว่าผมจะเป็นครูโยคะที่ดี เป็นผู้นำครอบครัวที่ดี เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ...และที่สำคัญที่สุดก็คือลูกคนนี้จะเป็นลูกชายคนดีของแม่ตลอดไปครับ...

อุทิศแด่ คุณแม่ยิ้ม พลเจริญ (คุณแม่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด...ของครูโยคะผู้ต่ำต้อยคนนี้)

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญกับผมมาก โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แรงบันดาลใจ...และสไตล์การสอนโยคะ

  (เดวิด สเวนสัน แรงบันดาลใจแรก ที่ทำให้ครูจิมมี่หันมาฝึกวินยาสะโยคะ)



แรงบันดาลใจ...และสไตล์การสอนโยคะ(ของจิมมี่) 
หลังจากสำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะ200ชั่วโมง ผมก็ทำการขึ้นทะเบียนกับYoga Alliance(YA.)ของอเมริกาทันทีเพื่อความเป็นสากล จ่ายค่าธรรมเนียมให้เขาเรียบร้อยสบายใจไป(แอบหวังเล็กๆที่จะโกอินเตอร์สักวัน) และในช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่ประเทศมาเลเซียนั่นเอง ก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนครูโยคะชาวอินเดีย เขาเคยสอนโยคะให้กับฟิตเนสใหญ่แห่งหนึ่งย่านอโศก ซึ่งผมก็สอนอยู่ที่นั่นเช่นกันจึงทำให้มีโอกาสได้รู้จักกับเขาและเข้าเรียนกับเขาบ้างในเวลาที่ว่างมากๆ จึงชื่นชอบสไตล์ที่เขาสอน เพียงไม่กี่เดือนเขาก็ถูกเรียกตัวให้ไปสอนที่ประเทศมาเลเซีย ผมมาทราบอีกทีภายหลังว่าเขาเป็นแชมป์โลกโยคะ 3สมัย ที่ได้รับการรับรองจาก International Yoga Federation (IYF.) ซึ่งผมก็มีความสนใจเกี่ยวกับองค์กรนี้อยู่แล้ว จึงใช้เวลาว่างตอนอยู่ที่มาเลเซียไปฝึกกับเขาแล้วก็ถือโอกาส สอบถามข้อมูลของการจะขึ้นทะเบียนกับ(IYF.) เขาดีใจมากๆที่ผมทราบเกี่ยวกับ(IYF.) เขาจึงเป็นผู้ประสานงานในการขึ้นทะเบียนกับ(IYF.)ให้ผมและที่สำคัญเขายังเป็นคนรับรองผมอีกด้วย เท่ากับว่าตอนนี้ผมได้ขึ้นทะเบียนเป็นครูโยคะระดับนานาชาติกับทั้ง(YA.)และ(IYF.)

มาพูดถึงแรงบันดาลใจ และสไตล์การสอนโยคะของผม ผมเริ่มสอนโยคะสไตล์หะฐะโยคะตามที่ครูวัฒน์เคยสอนในอดีต(ปัจจุบันครูวัฒน์ สอนสไตล์ลามะโยคะ) มีอยู่วันหนึ่ง(ประมาณ5-6ปีที่แล้ว)มีคนให้DVDโยคะมาดู สอนโดย เดวิด สเวนสัน ผมดูแล้วอึ้งทึ่งงงเพราะไม่เคยเห็นการฝึกแบบ อัษฎางคโยคะแบบแอดวานซ์มาก่อน สไตล์นี้ดุเดือดดี น่าสนใจมาก เหมาะกับพวกบ้าพลังอย่างผม ทำให้ผมอยากฝึกกับเดวิด สเวนสันทันที เขาเป็นแรงบันดาลใจแรกของผมในการเปลี่ยนแนวมาฝึกแบบวินยาสะ หลังจากได้ดูDVDของเขา แต่ผมคงสอนสไตล์นี้ไม่ได้แน่ๆ คงมีคนเรียนด้วยไม่มากนักเพราะเป็นสไตล์ที่ค่อนข้างหนัก บ้านเราคนฝึกโยคะมักเป็น พี่ๆ แม่ๆ ป้าๆ จึงคิดว่าผมจะสอนโดยดูจากผู้เรียนเป็นหลัก ว่าสอนได้เบาหรือหนักมากน้อยเพียงไหน จึงคิดว่าผมควรสอนแบบเพื่อนแชมป์โลกชาวอินเดีย G.Radhagishanand(เขาเป็นแรงบันดาลใจที่สอง ของผมในการฝึกวินยาสะโยคะ) ในสไตล์หะฐะวินยาสะ คือการนำหะฐะโยคะที่ผมถนัดมาผสมกับการใช้พละกำลังแบบวินยาสะ ตั้งแต่นั้นมาผมจึงสอนโยคะในสไตล์หะฐะวินยาสะ

แล้วถ้าคุณเป็นครูสอนโยคะกันอยู่ คุณรู้หรือไม่ว่าสไตล์ที่คุณสอนอยู่นั้นเรียกว่าอะไร? หลักๆแล้ว โยคะในแบบที่เราคุ้นเคยและที่มีสอนกันในบ้านเราก็น่าจะพอสรุปให้ทราบกันโดยสังเขปตามประสบการณ์ของผมได้ดังนี้

หะฐะโยคะสไตล์ศิวะนันทะ (สวามี ศิวะนันทะ) แบบค่อนข้างดั้งเดิมในบ้านเราก็มีครูหนู, ครูสุนีย์ และครูท่านอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยนามอีกมากมาย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์ชด หัสบำเรอ ผู้นำโยคะเข้ามาเผยแพร่ในบ้านเราเป็นท่านแรกๆ

หะฐะโยคะแบบFlow ซึ่งเป็นแนวที่นำท่าหะฐะโยคะมาเชื่อมต่อกันให้ลื่นไหล ต่อเนื่องสวยงาม บางคนก็เรียกว่าโยคะลีลา น่าจะเกิดจาก อาจารย์คริส(ย่าน ราชเทวี) และอาจารย์จุลวัฒน์ จุลสุคนธ์ นำการฝึกโยคะแนวนี้มาจากอินเดีย ซึ่งเป็นสไตล์ที่เริ่มต้นเล่นกันตามสวนสาธารณะต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ไกลวัลยธรรมโยคะ (สวามี กุลวัลยนันท์)เกิดจากสถาบันสอนโยคะไกลวัลยาธรรม เป็นวิทยาศาสตร์แห่งโยคะ ในบ้านเราก็มี มูลนิธิหมอชาวบ้าน และสถาบันโยคะวิชาการ ของอาจารย์กวี คงภักดีพงษ์

สัตยานันทะโยคะ (สวามี สัตยานันทะ)ศิษย์เอกของท่านสวามี ศิวะนันทะ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยโยคะแห่งแรกของโลกในอินเดีย ชื่อบิฮาร์ โยคะ สคูล บ้านเรามักเรียกว่า พิหาร ซึ่งมีสถาบันเคลือข่าย อื่นๆอีกมากมายในอินเดีย เช่น โยคะพ้อยท์(โยคะ วิทยา ธรรม) เมืองนาสิก มีคนไทยให้ความสนใจไปเรียนในสถาบันดังกล่าวหลายต่อหลายท่านเลยทีเดียว เช่น ผู้ที่เขียนหนังสือเรื่อง ฮริโอห์ม โยคี เป็นต้น

อัษฎางคะวินยาสะโยคะ (ศรี เค ปัตฐพี โชอิส) แห่งเมืองมายซอร์ อินเดีย มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ในการฝึกท่าโยคะอาสนะควบคู่ไปกับลมหายใจแบบอุชชายี มีสมาธิอยู่กับตนเองตลอดเวลา ฝึกตามขั้นตอน ที่ต้องเริ่มต้น จาก Sun Salutation A, B. Primary Series.จนผู้ฝึกมีความชำนาญจึงจะขยับเลื่อนไปฝึก Secondary Series และขั้น Advance ตามลำดับ จนทำให้คำว่ามายซอร์กลายเป็นชื่อเรียกการฝึกแบบอัษฎางคโยคะตามแบบต้นตำหรับ ซึ่งการฝึกแบบอัษฎางคโยคะนี้เองถือได้ว่าเป็นแม่แบบ ของ พาวเวอร์โยคะ และวินยาสะโยคะที่มีการสอนกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน อัษฎางคโยคะในบ้านเราที่ได้รับใบอนุญาตจากท่านศรี เค ปัตฐพี โชอิส ก็มี ครูอุ้ม สุชาวดี, Paul Dallaghan และอาจมีท่านอื่นๆอีก

ไอเยนคาร์โยคะ (บี เค เอส ไอเยนกะ) เน้นการมีสติ มีสมาธิอยู่กับร่างกาย ลมหายใจและจัดระเบียบร่างกายของผู้ฝึกเป็นหลักโดยอาจจะต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆมาช่วยเพื่อให้การฝึกท่าโยคะอาสนะนั้นสมบูรณ์ที่สุด เช่นใช้บล็อกโยคะขนาดต่างๆ, สายเชือกหรือเข็มขัด, หมอนขนานต่างๆ, ผ้าห่ม, เก้าอี้และอุปกรณ์อื่นๆอีกมามายที่จะช่วยให้ผู้ฝึกทำท่าได้อย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุด ในบ้านเราผู้สอนสไตล์นี้มีชาวอเมริกาชื่อจัสติน เฮอโรลด์, ดร.สาลี่ สุภาภรณ์(มศว.)และครูท่านอื่นที่ไม่ได้เอ่ยถึงอีกหลายท่าน

กุณฑาลิณีโยคะ(โยคี ภชัน) เป็นชุดท่วงท่าเพื่อการบำบัดรักษา เน้นการทำท่าฝึกซ้ำๆควบคู่กับการหายใจในแบบของกุณฑาลินีโยคะ และรวมถึงการสวดมนตรา ภาวนาและทำสมาธิ ผู้ฝึกมักนุ่งขาวห่มขาว ในบ้านเราผู้สอนสไตล์นี้มี ครู เหงียน เทียน เงีย, ครูแอนนิค เหมสินธุ์ และครูท่านอื่นๆที่ผมอาจไม่ทราบชื่ออีกหลายท่าน

อนุสราโยคะ (จอห์น เฟรนด์) คือการเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม ทำตามหัวใจของตัวเราเอง ด้วยเทคนิคการเข้าสู่ท่าฝึกที่มีประสิทธิภาพมีแบบแผนและเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้การฝึกแบบอนุสราเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมจนถึงบ้านเราด้วย ในเมืองไทยคนที่ Certified อนุสราโยคะเท่าที่ผมทราบมีชาวต่างชาติ โจนาส เวสลิ่ง เปิดสอนที่เชียงใหม่ แต่อาจจะมีท่านอื่นๆ ที่ผมไม่ทราบอีกก็เป็นได้

บิกรัมโยคะ หรือโยคะร้อน(บิกรัม ฉูธุรี) คือการทำท่าโยคะอาสนะ 26ท่า ในห้องที่ปรับอุณหภูมิสูง37องศาเซลเซียส เพื่อช่วยให้การยืดเหยียดกล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆของร่างกายเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีฝึกทั่วไปตามฟิตเนสและสตูดิโอโยคะชั้นนำในบ้านเรา

นอกจากนี้แล้วยัง มีการฝึกโยคะอีกหลายสไตล์ ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในบ้านเรา เช่น หยินโยคะ, หยิน-หยางโยคะ, ชีวะมุกติโยคะ, กฤปาลูโยคะ, วินิโยคะ ฯลฯ.

การฝึกโยคะของเราแต่ละคนอาจจะมีรูปแบบและวิธีการฝึกที่แตกต่างกัน คงเป็นเรื่องปกติ นานาเหตุผลที่ทำให้คนคิดต่างกัน ทำอะไรที่ต่างกัน แต่ไม่ว่าคุณจะฝึกโยคะสไตล์ใดก็ตาม ผมคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงที่เราได้รับจากการฝึกโยคะคงไม่ต่างกัน เราฝึกโยคะเพื่อพัฒนาร่างกาย, จิตใจและสติปัญญาของเรา เราไม่ควรฝึกโยคะเพื่อประกวดประชันแข่งขันกับผู้อื่น(หากจะแข่งขันก็ควรแข่งกับตัวเราเอง) โยคะสอนให้เรารู้จักเฝ้าสังเกตดูตัวเราเองอย่างมีสติ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ทำตัวให้สมดุลย์กลมกลืนกับธรรมชาติ

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ







วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การบินไป...ในเส้นทางสายโยคะ











การบินไป...ในเส้นทางสายโยคะ (ของจิมมี่)

ในชีวิตของผมการเดินทางด้วยเครื่องบิน ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ ไม่บ่อยครั้งนักที่ผมจะมีโอกาสได้เดินทางด้วยเครื่องบิน(ส่วนใหญ่ ได้แต่เป็นหมามองเครื่องบิน...บู๋....) แต่สิ่งที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางด้วยเครื่องบินเกือบทุกครั้งก็คือโยคะนี่แหละครับ การเดินทางด้วยเครื่องบินครั้งแรกของผมเกิดจากการที่ต้องเดินทางไปสอนโยคะที่ภูเก็ต 3วัน แต่ครั้งนั้นไม่ได้ออกนอกประเทศ สำหรับการที่ผมจะไปอบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะที่ประเทศมาเลเซียนั้น เป็นการบินออกนอกประเทศครั้งแรก แล้วก็ไปอยู่ค่อนข้างนาน(20วัน)

ต้องบอกก่อนเลยว่าในเรื่องของภาษาอังกฤษแล้วล่ะก้อ ผมอยู่ในขั้นค่อนข้างแย่เลยล่ะ อาศัยว่ามั่นใจ หากเขาพูดถึงเรื่องโยคะเราก็คงน่าจะเข้าใจไม่มากก็น้อยล่ะ(อาศัยใจกล้า+บ้าบิ่น) การเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ไม่มีปัญหาครับ แต่พอถึงมาเลเซีย ผมฟังภาษาอังกฤษแบบที่แขกมาเลเซียตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองพอเข้าใจ65เปอร์เซ็นต์สรุปใจความได้ว่าเขาถามผมว่าคุณมาทำอะไร แต่พอพูดโต้ตอบกลับไปผมต้องพูดซ้ำให้เขาฟังถึง3รอบเขาถึงจะเข้าใจว่าผมมาอบรมโยคะ(ยืนยันได้ถึงทักษะด้านภาษาอังกฤษ) พอเขาเข้าใจเขาถามต่อทันทีว่าจะอยู่ที่มาเลเซียกี่วัน ผมไม่อยากมีปัญหาจึงยกมือซ้ายสองนิ้ว ยกมือขวามากำมือ Twenty ใช่ เหอะๆ แล้วก็คิดในใจว่าอย่าถามต่อน่ะแก OK. ผ่านมาได้ด้วยดี รีบไปรับกระเป๋า และหาTaxi ไปโรงแรมที่พัก ไปถึงที่พักไม่ค่อยมีปัญหาเพราะเขามีใบแสดงราคาโปรโมชั่นต่างๆให้เลือกดูได้ชัดเจนว่า เราจะเลือกแบบไหน อยู่นานเท่าไร ผมไปก่อนวันอบรมสองวัน วันแรกกว่าจะเข้าที่พักก็ค่ำแล้ว ส่วนอีกวันหนึ่งก็จะตะเวนไปถ่ายภาพในสถานที่ต่างๆที่ผมอยากจะไปในมาเลเซีย และซื้อของฝากให้คนทางบ้านตามใบสั่ง คุ้มค่ามากออกจากที่พักตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า กลับมาอีกทีหนึ่งก็เกือบๆหนึ่งทุ่มเลย (เวลาที่มาเลเซียจะเร็วกว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมง) ผมตื่นเต้นและเตรียมตัวเข้าฝึกอบรมในวันรุ่งขึ้นตอนเก้าโมงเช้า

มาถึงการฝึกอบรม ที่นี่เป็นสตูดิโอโยคะที่ไม่ใหญ่เรียน20คนก็คงแน่นห้องแล้ว ดีที่ว่ามีคนมาอบรมรุ่นเดียวกับผมแค่ 7คน ผู้เข้าอบรมเป็นชาวมาเลเซีย5คนหญิงล้วน ชาวต่างชาติเป็นผู้ชาย2คน มีผมและเพื่อนใหม่ชาวคูเวตซึ่งอายุน้อยกว่าผม1ปี บรรยากาศจึงสบายๆ เพราะคลาสไม่ใหญ่มาก มาสเตอร์ที่รับผิดชอบคอร์สนี้ ดูเหมือนเป็นชาวอินเดีย ชื่อ Paalu Ramasamy พอไปสอบถามท่าน ก็ได้ข้อมูลว่าท่านย้ายตามครอบครัวมาจากอินเดียตั้งแต่เล็กๆ มาอยู่ในสิงคโปร์จนโต สนใจด้านการออกกำลังกาย และโยคะทุกแขนง รับผิดชอบหลักสูตรอบรมครูฝึกโยคะทั้งในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ มีผู้ช่วยเป็นน้องหม๋วยชื่อWai Ling Chong เป็นชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน สิงคโปร์เชื้อสายจีนและมาเลเซียเชื้อสายจีนเขาพูดภาษาจีนกลางเหมือนกันจึงสื่อสารกันเข้าใจง่าย หากไม่เข้าใจกันเขาก็พูดภาษาอังกฤษกันได้ทั้งสองชาติ ก็มีผมนี่แหละครับดูจะเป็นตัวถ่วงในรุ่น เขาก็เริ่มด้วยการฝึกสมาธิ ฝึกปราณยามะ และเรียนเรื่องปรัชญาอินเดีย ปตัญชลีโยคะสูตร หนังสือโยคะสุดคลาสสิคหะฐะโยคะประทีปิกา โชคดีที่ว่าก่อนจะมาเข้าอบรมพอผมเห็นหัวข้อที่เขาจะสอนผมก็เตรียมตัวหาหนังสือที่เป็นภาษาไทยอ่านก่อน ก็ได้หนังสือหลายๆเล่มจากสถาบันโยคะวิชาการ ของทีมงานของอาจารย์กวี คงภักดีพงษ์ และหนังสือแปล หัวใจแห่งโยคะของ ที.วี.เค. เทสิกาจารย์ ที่แปลโดยอาจารย์ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์ เป็นหนังสือที่ดีมากๆ อ่านแล้วทำให้เราเข้าใจถึงแก่นของโยคะอย่างแท้จริง ซึ่งช่วยผมได้เยอะมากในการมาอบรมครั้งนี้ สรุปเนื้อหาโดยรวม นอกจากเราจะเรียน ข้างต้นที่กล่าวมาแล้วยังมีเรื่อง กายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา ระบบการทำงานภายในร่างกายของเราที่เกี่ยวข้องกับการฝึกโยคะ การฝึกท่าโยคะอาสนะ โยคะนิทราเพื่อการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ อาหารกับการฝึกโยคะ โศธณกิริยา กุณฑาลินีโยคะ พันธะ ปราณ-วายุ ผมได้เรียนปรัชญาและปราณยามะกับนักบวชชาวฮินดูที่ Shivananda Asharm Divine life Soceity สาขาประเทศมาเลเซียท่านให้ความเอ็นดูผมมากเมื่อทราบว่าผมเป็นคนไทยและนับถือศาสนาพุทธ และเรียนอื่นๆอีกมากมาย บางเรื่องผมก็พอเข้าใจบางเรื่องก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่นี่แหล่ะเส้นทางสายโยคะของผม

อย่างที่มีคนเคยกล่าวไว้เสมอว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะทำในสิ่งที่ดีที่ถูกต้องได้ ผมไม่อยากเป็นครูโยคะเถื่อนและผมก็คิดว่าโยคะเป็นสิ่งที่ดี,ถูกต้องเหมาะสมกับชีวิตผมมากที่สุดแล้ว ในเมื่อผมเลือกเส้นทางสายนี้แล้วผมก็จะทำในสิ่งที่ผมรักให้ดีที่สุด ผมไม่ได้อยากเป็นครูโยคะที่เก่งกาจ แต่ผมอยากเป็นครูโยคะที่ดี (แต่ถ้าไม่เป็นการโลภมากจนเกินไปก็อยากจะเป็นให้ได้ทั้งครูโยคะที่เก่งและดีในเวลาเดียวกัน)

หลังจากอบรมอยู่ที่มาเลเซียมาประมาณ 2สัปดาห์ ก็มาถึงการสอบวัดประเมินผลการฝึกอบรม การสอบแบ่งเป็น2ส่วนคือ ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สำหรับผมภาคปฏิบัติไม่น่าจะมีปัญหาผมเป็นประเภทชอบจดจำชื่อท่าและฝึกท่าโยคะอาสนะสม่ำเสมอ จึงทำคะแนนในส่วนนี้ได้ค่อนข้างสูงกว่าคนอื่น ส่วนภาคทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษ ผมไม่ค่อยมีโอกาสทำข้อสอบเป็นภาษอังกฤษบ่อยครั้งนัก จึงรู้สึกหนักใจกับข้อสอบจำนวน100ข้อที่เป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากข้อสอบภาคทฤษฎีมีจำนวนหลายข้อจึงต้องใช้เวลาตรวจ ผมมารู้คะแนนก็ในวันที่จะต้องเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งทราบว่าเพื่อนชาวคูเวตได้คะแนนสูงที่สุด รองลงมาคือผมและผมคะแนนผ่านเกณฑ์เพียง3คะแนนเท่านั้น ก็เท่ากับว่าคนอื่นที่เหลือสอบไม่ผ่านต้องสอบแก้ตัวกันไป

การมาอยู่ที่มาเลเซียเพื่ออบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะ ที่ได้รับการรับรองจาก Yoga Alliance (YA.) 20วัน ทำให้ผมได้รับประสบการณ์ใหม่ๆที่ดีหลายอย่าง, พบเพื่อนใหม่ในเส้นทางสายโยคะ, จากการรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติเกือบทุกมื้อที่นี่ และด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพบางประการจึงทำให้ผมตัดสินใจเลิกกินเนื้อวัว,เนื้อหมูและเนื้อไก่ในที่สุด ผมปฏิญาณตนว่าจะนำความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนในครั้งนี้ มาถ่ายทอดสู่ผู้อื่นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ด้วยเทคนิคแนวทางการถ่ายทอดตามแบบฉบับของตัวผมเอง

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การตามหา...ใบประกอบวิชาชีพ ครูสอนโยคะ

การตามหา...ใบประกอบวิชาชีพ ครูสอนโยคะ (ของจิมมี่)

หลังจาก สอนโยคะมาได้สักระยะหนึ่ง ก็เริ่มมีนักเรียนที่เป็นชาวต่างชาติ มาเรียนกับผม คำถาม อมตะของชาวต่างชาติที่เรียนโยคะกับผม ส่วนใหญ่ก็คือ " โยคะสไตล์ที่คุณสอนคือ? คุณไปเรียนมาจากที่ไหน? คุณCertified Yoga Teacher หรือ Registered Yoga Teacher กับองค์กรโยคะไหน? " สองข้อแรกพอจะตอบกลับไปได้ไม่ยาก แต่คำถามสุดท้ายไม่รู้จะตอบยังไง เพราะไม่รู้เรื่อง แล้วก็ถามเขากลับไปด้วยความซื่อบื้อว่า "มันเป็นยังไงครับ?" เขาก็เลยตอบผมกลับมาว่ามันก็เหมือนการได้รับใบประกอบวิชาชีพครูสอนโยคะนั่นเอง คุณทำอาชีพอะไร คุณก็ควรจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพนั้นๆ ในต่างประเทศ(ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย) หากไม่มีใบประกอบวิชาชีพนั้นๆ คุณก็ไม่สามารถประกอบอาชีพนั้นได้ จึงเข้าใจทันทีเลยว่าสำหรับผมในตอนนี้ก็มีค่าเทียบเท่าครูสอนโยคะเถื่อนนั่นเอง ฟังดูน่ากลัวจังเลย และจะนิ่งเฉยเป็นครูสอนโยคะเถื่อนเรื่อยไปก็คงไม่ดีแน่

ผมจึงเริ่มหาข้อมูล และเริ่มใช้อินเตอร์เนต แล้วก็ทราบข้อมูลว่า สำหรับในประเทศไทยแล้วการเป็นครูสอนโยคะยังไม่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ อะไรมาบังคับ แต่สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาก็จะมีกฎหมายกำหนด หรือไม่ก็จะมีองค์กรเกี่ยวกับโยคะมาควบคุม จัดระเบียบครูสอนโยคะให้ได้มาตรฐาน โดยทั่วไปแล้วการอบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะจะมีด้วยกันสองแบบ คือแบบ 200ชั่วโมง กับแบบ 500ชั่วโมง ซึ่งทั้งสองแบบควรจะได้รับการรับรองจากองค์กรโยคะระดับนานาชาติเพื่อให้หัวข้อที่ใช้ฝึกอบรมเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน และผมก็สืบทราบมาว่าองค์กรโยคะระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ก็มีหลักๆ สององค์กร องค์กรแรกคือ International Yoga Federation ( IYF.)ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศอุรุกวัย องค์กรนี้ทำงานแบบอาสาสมัคร มีเจ้าหน้าที่ทำงานจริงๆเพียงไม่กี่ท่าน(จึงทำงานกันค่อนข้างช้า-ช้ามาก) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายนักบวชฮินดูที่ย้ายไปอยู่ทางอเมริกาใต้ องค์กรนี้ค่อนข้างเก่าแก่ มีเครือข่ายและสมาชิกขององค์กรอยู่มากมายทั่วโลก ส่วนอีกองค์กรหนึ่งคือ Yoga Alliance ( YA.) ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา(องค์กรนี้ทำงานรวดเร็วทันใจมาก แต่ก็ต้องมีค่าธรรมเนียมต่างๆที่ต้องจ่ายให้องค์กร) องค์กรนี้จริงๆแล้วเกิดขึ้นเพื่อ ควบคุมและกำหนดมาตรฐานครูโยคะของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีมาตรฐานต่างๆที่ค่อนข้างชัดเจนมากๆ ประกอบกับกระแสการฝึกโยคะของประเทศในย่านเอชียตะวันออกเฉียงใต้(รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย) มักจะได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมหลายๆอย่างจากสหรัฐอเมริกามากกว่าทางอินเดีย (เห่อตามฝรั่งกัน) YA. จึงเข้ามามีอิทธิพล กับการจัดระเบียบครูโยคะ และเป็นเครื่องหมายการค้าว่า ถ้าอบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะถ้าจะให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ก็ควรอบรมกับครูต่างชาติและเป็นหลักสูตรที่ YA.รับรอง ซึ่งเมื่ออบรมจบจนได้ใบประกาศที่ผ่านการรับรองจากสององค์กรโยคะนานาชาติทั้งสององค์กรนี้แล้ว ก็จะต้องทำการขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นครูโยคะระดับนานาชาติ สำหรับ IYF. ไม่ยุ่งยากเพราะ ถ้าจบจากสถาบันที่ได้รับการรับรองจาก IYF. แล้วเขาจะถือว่าคุณได้ขึ้นทะเบียนเป็นครูโยคะนานาชาติแล้วแบบอัตโนมัติ แล้วก็จะสามารถใช้เครื่องหมาย IRYT.(International Registered Yoga Teacher)ได้อย่างเต็มภาคภูมิ และยังสามารถนำใบประกาศนั้นไปสมัครสอนโยคะได้ทั่วโลก(แต่บางกรณีอาจไม่เป็นที่ยอมรับในสหรัฐอเมริกา) เพราะว่าที่สหรัฐอเมริกานั้น YA.เขาคลุมอยู่ ส่วนผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะที่ได้รับการรับรองจากYA. จะต้องถ่ายเอกสารใบประกาศพร้อมกับค่าธรรมเนียมรายปี ไปที่YA. (สำหรับYA.ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้เขาทุกปีล่ะ)เพื่อทำการขึ้นทะเบียนและมีข้อมูลขึ้นโชว์บน เว็บไซต์ของ YA. ซึ่งผู้ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นครูสอนโยคะกับ YA. แล้วนั้น จะได้รับหนังสือตอบรับและบัตรประจำตัวครูฝึกโยคะที่ขึ้นทะเบียนกับYA. และจะสามารถใช้เครื่องหมาย RYT.(Registered Yoga Teacher) ได้อย่างเต็มภาคภูมิ และยังนำใบประกาศไปใช้สมัครสอนโยคะได้ทั่วโลก ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆสามารถลิงค์เข้าไปดูได้ตามเว็บไซต์ด้านล่างบทความนี้ ดังนั้นผู้ที่จะเป็นครูโยคะตามมาตรฐานนานาชาติได้นั้น ควรจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรครูสอนโยคะ ขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 200 ชั่วโมงและขึ้นทะเบียนกับองค์กรโยคะนานาชาติ

สถาบันผลิตครูโยคะที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในประเทศอินเดีย แต่ในปัจจุบันเนื่องจากศาสตร์แห่งการฝึกโยคะเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก จึงมีสถาบันผลิตครูโยคะอยู่ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเราควรจะต้องตรวจสอบดูให้ดีว่าสถาบันต่างๆเหล่านั้นมีโครงสร้างหลักสูตรเป็นอย่างไรและขึ้นทะเบียนกับองค์กรโยคะใด เพราะในปัจจุบันมีสถาบันหลายๆแห่งเปิดเองสอนเองโดยไม่มีองค์กรโยคะใดมารับรอง

แต่พอทราบรายละเอียดต่างๆแล้ว มันยังมีอะไรมากกว่านั้นอีก มาดูเรื่องค่าใช้จ่ายของการอบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะ ราคาค่อนข้างสูงมากสำหรับครูโยคะเถื่อนอย่างผม คงต้องเก็บเงินกันนานเลยล่ะ ราคาอยู่ประมาณ60,000 - 100,000 บาทเลยเชียว อันนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ตั๋วเครื่องบิน, ที่พักและค่าใช้จ่ายส่วนตัวในระยะเวลาที่ไปฝึกอบรม รวมแล้วน่าจะต้องใช้เงินมากถึง200,000บาท

สุดท้ายแล้ว ในเมื่อเรารักในการสอนโยคะ โยคะเป็นสิ่งเดียวที่สร้างรายได้ให้กับผมในตอนนี้(ไปทำงานอย่างอื่นก็ไม่เป็นด้วยล่ะที่สำคัญ) ในเมื่อคิดจะเอาดีทางด้านนี้แล้ว ผมก็ควรจะลงทุนและทำให้มันถูกต้องตามมาตรฐานสากล เผื่อว่าวันหนึ่งจะมีใครเชิญไปสอนโยคะที่ต่างประเทศบ้าง(ฝันไปไกลถึงขนาดนั้นเลยเชียว)

ไม่นานนักผมก็ดิ้นรน กระเสือกกระสนหาหนทางผลักดันตัวเองไปอบรมหลักสูตรครูฝึกโยคะตามมาตรฐานสากลจนได้ในที่สุด ด้วยวิถีทางของผม ผมเลือกที่จะไปอบรมที่ประเทศมาเลเซีย สถาบันนี้เปิดอบรมหลักสูตรครูสอนโยคะมาตรฐานสากล200ชั่วโมง โดยได้รับการรับรองจาก Yoga Alliance ( YA.) เหตุผลที่เลือกจะไปอบรมที่นี่ก็คือ ประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด ใช้เวลาในการอบรมไม่นานมากนัก แค่ประมาณ20วัน(แค่นี้ก็เตรียมตัวกินแกลบได้เลยตอนกลับมาเมืองไทย) และใช้เวลาเดินทางน้อย สภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับเมืองไทยมากๆ ปรับตัวไม่ยากแน่ๆ

ในที่สุดเมื่อทุกอย่างลงตัว การเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของผมก็กำลังจะมาถึง (น่าตื่นเต้นจังเลย)


รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ 

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

http://www.fitthai.com/

http://www.yogaalliance.org/

http://www.internationalyogafederation.net/

http://www.yogaaum.com/

ครั้งแรก...สำหรับการสอนโยคะนอกสถานที่




ครั้งแรก...สำหรับการสอนโยคะนอกสถานที่(ของจิมมี่)
เพียงไม่นานเท่าไหร่นัก หลังจากฝึกโยคะกับครูวัฒน์และสอนโยคะให้กับสมาชิกในฟิตเนสที่ผมทำงานอยู่ ครูวัฒน์ก็คงเห็นว่าผมมีแววพอสอนได้ ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวนั้นครูวัฒน์ มีงานสอนโยคะติดต่อเข้ามาจนล้นมือ ครูวัฒน์จึงให้โอกาสผมได้ไปสอนโยคะนอกสถานที่เป็นครั้งแรก ครูวัฒน์ติวเข้มให้ผมพักใหญ่จนมั่นใจ ว่าผมสอนได้แน่ๆ จึงให้ผมไปสอน

ขอกล่าวถึงครูวัฒน์ พอสังเขปว่า ครูวัฒน์ก็เป็นคนแรกๆ ที่นำโยคะแนวใหม่มาเผยแพร่ในกรุงเทพฯ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านได้เดินทางไกลไปเรียนโยคะมาหลายแห่ง ทั้งที่ อินเดีย, เนปาล, ภูฏาน, ฐิเบต และสิขิม ครูวัฒน์เรียนทุกแขนงของโยคะเท่าที่ท่านจะสามารถเรียนได้ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวจริงทางด้านโยคะอีกท่านหนึ่งในวงการ และทุกๆปีท่านก็จะต้องเดินทางกลับไปเยี่ยมสำนักที่ท่านได้เคยเรียนมาพร้อมกับศึกษาเพิ่มเติมเทคนิคใหม่ๆทางด้านโยคะและอายุรเวท อยู่เรื่อยๆ

สถานที่แรกที่ผมไปสอน ก็เป็นหน่วยราชการแห่งหนึ่ง ย่านพญาไท เป็นการรวมเงินกันมาเรียนหลังเลิกงาน มีคนเรียนประมาณ15-20คน จำได้ว่า สอนเย็นวันอังคารหลังจากที่ผมออกเวร จากฟิตเนส บ่ายสามโมงตรง ก็รีบวิ่งออกมาสอนให้ทัน สี่โมงครึ่ง เป็นห้องติดแอร์แต่ผมเหงื่อออกเยอะมากเหมือนดังว่าเขาไม่ได้เปิดแอร์ ทุกคนที่จะเรียนจะต้องนำอุปกรณ์ ปูรองนั่ง,นอน มากันเอง ในช่วงเวลานั้นเสื่อโยคะแบบเป็นกิจลักษณะเหมือนปัจจุบันยังไม่ค่อยมี ถึงมีก็ราคาแพงมากต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ ที่เราพอจะหามาใช้ได้ราคาไม่แพงมากนักตามฐานะของเราๆ ก็คือผ้าห่มหนาๆนำมาพับครึ่ง,ที่นอนปิคนิค หรือเบาะโฟมที่ปูรองนอนในเต๊นท์ ราคาจะตกประมาณผืนละ ร้อยกว่าบาท เท่านี้ก็ถือว่าเป็นการลงทุนสูงแล้วสำหรับพวกเราทุกคน จริงๆแล้วการฝึกโยคะนั้นแทบจะไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรเลย แต่สิ่งที่พูดมานี้สำคัญมากมันจะช่วยเราป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึก ช่วยลดแรงกดน้ำหนักของร่างกายกับพื้นแข็งๆ อาทิเช่นหัวเข่า หรือกระดูกสันหลังของเราซึ่งจะต้องลงไปสัมผัสพื้นบ่อยมากในการทำท่าโยคะอาสนะ ส่วนใหญ่ผู้ที่ฝึกโยคะกับผมที่นี่อายุจะอยู่ในช่วง 35-50ปี จึงสอนแบบเรื่อยๆ ค่อยเป็น ค่อยไป ทุกคนที่นี่ก็นิสัยดีมากๆด้วย เป็นกันเอง การสอนที่นี่จึงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก และผมก็สอนโยคะอยู่ที่นี่เป็นเวลานานหลายปี

หลังจากนั้นไม่นานนัก ผมก็เริ่มมีงานสอนโยคะนอกสถานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มีงานสอนเกือบทุกวัน ทั้งการทำงานประจำและวิ่งออกมาสอนโยคะนอกสถานที่ จึงทำให้มีเวลาพักผ่อนค่อนข้างน้อยและงานหนัก ในที่สุดผมจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำหลังจากทำงานประจำได้เพียงแค่ปีกว่าเท่านั้นเอง เพื่อมาทำในสิ่งที่ตนเองรักอย่างเต็มตัว คือสอนโยคะเพียงอย่างเดียว ในเวลานั้นก็ไม่กล้าบอกให้ทางครอบครัวทราบ เพราะกลัวทางบ้านจะเป็นกังวลกับการตัดสินใจของผม ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นไปได้สองทางคือ ทางแรกประสบความสำเร็จกับการสอนโยคะ ส่วนอีกทางหนึ่งซึ่งไม่มีใครปรารถนาจะให้เป็นก็คือความล้มเหลว ผมคิดเข้าข้างตัวเองนิดๆว่าอายุเรายังไม่มาก หากล้มเหลวก็แค่กลับไปหางานประจำทำใหม่ จึงตัดสินใจเดินหน้าเต็มตัวสู่การสอนโยคะ วันไหนที่ว่างก็มักจะขอติดตามครูวัฒน์เพื่อไปสังเกตการสอน (จริงๆแล้วว่างทุกวัน นั่งๆนอนๆอยู่ที่ห้องพักเกือบทั้งวัน เพราะสอนวันละรอบเดียวเท่านั้น)

ผมค่อยๆสะสมประสบการ จากการติดตามไปดูครูวัฒน์สอน และจากการสอนของตัวเอง จนมีงานสอนโยคะทุกวันไม่มีวันหยุด จากสอนวันละรอบเพิ่มเป็นวันละสองรอบ ในเวลาปีเดียว ครูวัฒน์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงต่างๆมากมายที่ควรต้องรู้ให้ผม สำหรับการเป็นครูสอนโยคะแบบอิสระ เพราะการทำงานลักษณะนี้การแข่งขันสูงมาก ต้องรู้จักการเอาตัวรอด และการรักษางานสอนให้คงที่หรือเพิ่มขึ้น อย่าให้งานลดลงเพราะจะมีผลกระทบกับรายจ่าย ดังนั้นทำได้ก็ต้องเก็บออมไว้เผื่อวันข้างหน้า คาดเดาอะไรไม่ได้ว่าเราจะมีงานแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ช่วงหลังๆงานสอนผมเริ่มค่อยๆเพิ่มขึ้น จนสอนถึงวันละสาม ถึงสี่รอบ จึงมีเวลาน้อยมากที่จะได้เจอครูวัฒน์และเวลาสอนก็ไม่ค่อยตรงกัน นานๆจึงจะได้เจอครูวัฒน์สักครั้ง ทุกครั้งที่เจอกับครูวัฒน์ก็จะทำให้ผมย้อนกลับไปคิดถึงวันแรกของการฝึกโยคะของผมเสมอ หากผมไม่ได้เจอกับครูวัฒน์ในวันนั้นและถ้าผู้จัดการฟิตเนสไม่บังคับให้ผมสอนเต้นแอโรบิค ผมคงอาจจะไม่ได้เป็นครูสอนโยคะมาจนถึงทุกวันนี้

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ


นมัสเต

จิมมี่โยคะ

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

โยคะ...หนทางแห่งการดับทุกข์




โยคะ...หนทางแห่งการดับทุกข์ ( ของจิมมี่ )

การเริ่มต้นฝึกโยคะ ครั้งแรกของผม ผมคิดว่าเหตุผลในการมาฝึกโยคะของผมนั้น มันเริ่มต้นได้ไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไหร่นัก ก็ต้องขอท้าวความยาวไปถึงประมาณปี พ.ศ. 2542 ผมเพิ่งจบปริญญาตรีทางด้านพลศึกษา โชคดีที่ได้งานทำทันทีหลังจากที่เรียนจบ ผมทำงานเป็นครูฝึกในฟิตเนส หน้าที่หลักๆของผม คือคอยดูแลการออกกำลังกายให้กับสมาชิก, ดูความเรียบร้อยของห้องออกกำลังกาย, ทำความสะอาดเครื่องออกกำลังกาย และอี่นๆอีกมากมายที่เราจะสามารถทำได้ในฟิตเนส โชคไม่ค่อยดีก็ตรงที่ครูฝึกทุกคนรวมทั้งผมด้วยต้องสอนเต้นแอโรบิก สัปดาห์ละสองคลาส สำหรับคนอื่นคงจะไม่ค่อยรู้สึกหนักหนาอะไร แต่สำหรับมนุษย์ไร้จังหวะอย่างผม โคตรกดดัน เกิดเป็นความทุกขเวทนาขึ้นมาทันที เพราะคนมันไม่ชอบเต้น ไม่มีใจรักในการเต้น เต้นไม่เป็น แต่ก็ต้องกล้ำกลืนฝีนใจทนสอนเต้นด้วยลีลาการเต้นประหลาดๆ แถมเต้นค่อมจังหวะอีกต่างหาก ผลสุดท้ายจึงต้องหาหนทางแห่งการดับทุกข์ เพื่อที่จะหลีกหนีจากการสอนเต้นแอโรบิค

และเมื่อวันหนึ่งมีคลาสโยคะในฟิตเนส ทางฟิตเนสของเราได้เชิญครูโยคะจากข้างนอกมาสอน ผมก็ออกเวรพอดีด้วย จึงทดลองเข้าเรียน แล้วก็พบว่าท่าฝึกโยคะหลายต่อหลายท่าคล้ายกับท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ผมมักทำประจำหลังจากที่ฝึกซ้อมกรีฑาเสร็จทุกครั้ง สมัยที่ผมเป็นนักวิ่งของมหาวิทยาลัย จึงปรับตัวเข้ากับการฝึกโยคะได้อย่างไม่ยากนัก ในที่สุดผมก็พบว่า เจอแล้ว ผมเจอหนทางแห่งการดับทุกข์แล้ว จึงฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์สอนโยคะท่านนั้นทันที อาจารย์ท่านชื่อว่า อาจารย์จุลวัฒน์ จุลสุคลธ์( ครูวัฒน์ ), และผมก็เริ่มฝึกหะฐะโยคะกับครูวัฒน์ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เมื่อผมเรียนโยคะกับครูวัฒน์ได้สักระยะหนึ่ง ก็เริ่มมีพัฒนาการดีขึ้นเล็กน้อย(เนื่องจากมีพื้นฐานการสอนวิชาพลศึกษาอยู่บ้างแล้ว) จนทำให้ผมกล้ามาต่อลอง ขอผู้จัดการฟิตเนส จากการสอนเต้น สองคลาสต่อสัปดาห์ เป็นสอนเต้นแค่คลาสเดียวส่วนอีกคลาสขอเป็นสอนโยคะแทน(เริ่มพยายามทำการดับทุกข์ของตนเอง) ด้วยความหน้าด้านของผมกับสเต็ปการเต้นที่ไม่น่าจะรุ่งได้ ผู้จัดการจึงตกลง หลังจากนั้นผมก็เริ่มสอนโยคะแบบ งูๆปลาๆ โดยคอยปรึกษาเรื่องการสอนกับครูวัฒน์ เป็นระยะๆ จนในที่สุดก็เริ่มสอนโยคะในขั้นพื้นฐานได้คล่องขึ้นเรื่อยๆ

ความทุกข์ของผมก็เริ่มค่อยๆ บรรเทาเบาบางลงไป ทุกครั้งที่จะต้องสอนโยคะผมจะกระตือรือร้นเตรียมตัวที่จะสอน แตกต่างจากการสอนเต้นแอโรบิคอย่างชัดเจน แล้วก็ค่อยๆเริ่มเกิดเป็นความสุขใจทุกครั้งที่ได้สอนโยคะ และก็จะสุขใจเพิ่มขึ้นทุกครั้ง เมื่อได้เห็นคนที่เรียนกับเรายิ้มแย้มแจ่มใส สบายร่างกาย ผ่อนคลายจิตใจ หลังจากที่ได้เรียนโยคะกับเรา

ตอนนี้เท่ากับว่า นอกจากจะหาหนทางดับทุกข์เจอแล้ว ผมยังได้เจอสิ่งที่ผมรู้สึกรัก ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้สอนโยคะ และยังแถมด้วยประโยชน์นานัปการที่ได้รับจากการฝึกโยคะ จึงไม่ยากเลยที่จะตัดสินใจจริงจังกับการสอนโยคะแล้วก็พยายามพัฒนาการสอนให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ


นมัสเต

จิมมี่โยคะ




ป้ายกำกับ

Powered By Blogger