เรื่องเล่า...จากครูโยคะ

เรื่องเล่า...จากครูโยคะ เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์การสอนโยคะของครูจิมมี่ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ สอดแทรกอารมย์ขัน เหมาะกับผู้ที่สนใจในการฝึกโยคะ, ครูฝึกโยคะและทุกๆคน ทุกเพศทุกวัย



สำหรับทุกๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใช้บริการ อ่านบล็อก เรื่องเล่า...จากครูโยคะ โดยครูจิมมี่ สามารถเลือกคลิ๊กเข้าไปอ่าน บทความอื่นๆได้ ที่เดือนต่างๆ ซึ่งเรียงอยู่ทางด้านขวามือของบทความ ขอบพระคุณมากครับ



ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป...นมัสเต...





วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ศพอาสนะ แต่ไม่รู้สึกสงบ เป็นเพราะอะไรกัน?


ศพอาสนะ แต่ไม่รู้สึกสงบ เป็นเพราะอะไรกัน?

มันเหมือนเป็นความอัดอั้นตันใจ ในชีวิตการเป็นครูสอนโยคะของผม ซึ่งวันนี้ต้องระบายให้ทราบโดยทั่วกัน และฝากบอกต่อๆกันด้วยน๊ะครับ กับสิ่งที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้

 เกือบทุกครั้งที่ผมสอนโยคะ ช่วงใกล้จะจบคลาสก็จะต้องเหลือเวลาไว้เล็กน้อยเพื่อให้นักเรียนได้ผ่อนคลายในท่าศพอาสนะ มีเกจิทางด้านโยคะหลายท่านได้กล่าวไว้ว่า "คลาสโยคะจะสมบูรณ์แบบได้อย่างไรถ้าไร้ซึ่งการผ่อนคลายในท่าศพอาสนะ" ชัดเจนได้ใจมากๆ

และถ้าเราไม่สามารถสงบ นิ่ง หรือผ่อนคลายในท่าศพอาสนะ มันเป็นเพราะอะไรกัน?

การที่เราไม่รู้สึกสงบ ในขณะที่ทำท่าศพอาสนะ ผมขอจำแนกออกเป็น 2ปัจจัยด้วยกัน คือ

1. ปัจจัยภายใน คือเกิดจากตัวเราเองเป็นหลักเลย ไม่เกี่ยวกับใคร อาจเป็นเพราะมีเรื่องให้ต้องคิดวุ่นวายมากมายเกินเหตุ จนไม่สามารถข่มตาลงได้ และรู้สึกถึงความว่นวายมารบกวนจิตใจตลอดเวลา อาจจะเป็นภาระทางด้านการงาน ครอบครัว เศรษฐกิจการเงิน สังคม ที่มีผลโดยตรง ส่งผลให้เกิดเป็นความเครียดในใจ และเฝ้าคอยแต่คิดถึงสิ่งเหล่านั้นตลอดเวลา แนวทางในการแก้ไขปัญหานี้คือ ต้องปล่อยวาง(พูดง่ายแต่ทำยากสำหรับบางคน)

2. ปัจจัยภายนอก คือการที่สิ่งแวดล้อมและคนรอบข้าง มาทำปฏิกิริยากับอารมณ์ความรู้สึกของเรา ณ.ช่วงเวลาขณะนั้น จึงส่งผลให้จิตใจเกิดการวอกแวกไม่สงบ ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีความเครียด กำลังผ่อนคลายแท้ๆ แต่ดันมีสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกมากระทบจิตใจ ทำให้ไร้ความสงบ

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว พวกที่อยู่ในกลุ่มแรก (ปัจจัยภายในที่ทำให้ไม่สงบ) มักจะเป็นผู้สร้างปัญหาให้กับกลุ่มที่สอง เพราะเมื่อกลุ่มแรก พอไม่สงบ ไม่เข้าใจถึงการผ่อนคลาย ก็มักจะเดินออกจากคลาสในช่วงซึ่งคนอื่นกำลังผ่อนคลายในท่าศพอาสนะ

นักเรียนของผมหลายๆคนก็ไม่ค่อยจะเข้าใจถึงการผ่อนคลาย(ไอ้พวกปัจจัยภายในรุนแรง) ทุกครั้งจะต้องมีคนลุกเดินออกจากห้องในขณะที่กำลังทำการผ่อนคลายในท่าศพอาสนะ ซึ่งช่วงนั้นแหล่ะครับ เป็นช่วงสำคัญ คนเป็นครูสอนโยคะจะต้องสร้างความรู้สึกที่ผ่อนคลายด้วยคำพูด และส่งต่อความรู้สึกผ่อนคลายนี้ไปยังนักเรียนที่กำลังเริ่มนอนหลับตาในท่าศพอาสนะ ด้วยเทคนิคของโยคะนิทรา เป็นช่วงที่นักเรียนควรจะต้องใช้สมาธิเพื่อเข้าสู่การผ่อนคลาย และในช่วงนี้ นี่เอง! เราก็จะได้ยินเสียงคนเดินย่อง เราก็จะได้ยินเสียงของพวงกุญแจที่กระทบกัน กุ๊งๆกิ๊งๆ เราก็จะได้ยินเสียงของการลากเบาะ ฟื้ดๆ ฟาดๆ เราก็จะได้ยินเสียงของการเปิดประตูห้อง ถ้ามีเยื่อใยหน่อยเสียงที่ประตูปิดกลับแบบอัตโนมัติก็จะเบาจนเกือบไม่รู้สึกถึงการเปิดปิด แต่หลายๆครั้งก็ไม่มีเยื่อใย เสียงประตูที่ปิดกลับแบบสวิงกลับมาเต็มที่ คงจินตนาการได้น๊ะครับ ตอนที่เสียงประตูกระทบกันอย่างจัง อยากจะเดินตามไปตบกระบาน เขาผู้นั้นมากๆ  แทนที่นักเรียนที่ยังคงนอนอยู่ในท่าศพอาสนะจะได้ผ่อนคลายอย่างสงบ  หากเป็นศพจริงๆก็คงต้องบอกตรงๆว่านอนตายตาไม่หลับแน่ๆครับ

เขาไม่เข้าใจเรื่องของการผ่อนคลายก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าพอมีมารยาทอยู่บ้าง น่าจะอดทนรอสักนิด ไม่น่ารบกวนสมาธิด้วยการ เดินออกจากห้องเรียนในขั้นตอนนี้ จนสร้างเสียงรบกวนให้ผู้ที่ยังฝึกอยู่ คำตอบที่ได้รับคือต้องรีบกลับ ผมก็คิดในใจว่าถ้ารีบมากนักก็ไม่น่าจะมาเรียนโยคะเลยจริงๆ เกรงใจ๋ เกรงใจ

อย่างที่หลายๆคนที่ฝึกโยคะจะทราบดีว่ามันเป็นท่าแสนสุข เป็นไฮไล้ท์ ของการฝึกโยคะเลยก็ว่าได้ แต่ดันมีชนกลุ่มน้อยมาทำลายความสุข (ต้องทำใจ) คนเป็นครูสอนโยคะ หากพูดอะไรที่รุนแรงมากเกินไป ก็อาจจะเกิดความไม่พอใจ และเป็นเรื่องที่ครูสอนโยคะหลายๆคนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตามแต่ ทุกชีวิตล้วนย่อมแตกต่างกัน แต่ทุกชีวิตสามารถสร้างความสมดุลย์ให้ชีวิตตนเองได้ และก็ไม่ควรปล่อยให้ อารมณ์อันขุ่นมัวมามีอำนาจเหนือจิตใจของตัวเราเอง ควรหาเวลาทำความเข้าใจกับชีวิตของตนเองให้มากขึ้น ควรมีการให้รางวัลกับชีวิตด้วย การผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ หรือใช้เวลาว่างสร้างสมดุลย์ให้ชีวิต บางคนคิดว่าโยคะจะช่วยสร้างสมดุลย์ให้ชีวิตของเขาได้ โดยส่วนตัวของผมเห็นด้วยและคิดว่าเป็นไปได้สูง แต่ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร และเวลาที่จะใช้ของแต่ละคนก็ย่อมไม่เท่ากันอย่างแน่นอน และเมื่อคุณรู้จักตัวคุณเองเพียงพอแล้ว อาจจะไม่ต้องเสียเวลาในชีวิตของคุณไปกับความสับสนวุ่นวายโดยเปล่าประโยชน์

ดีใจด้วยสำหรับคนที่เจอสมดุลย์ในชีวิตแล้ว และเป็นกำลังใจให้เสมอสำหรับคนที่ยังไม่เจอสมดุลย์

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะพบกับความสมดุลย์แห่งชีวิตของตนเองในไม่ช้านี้

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

โยคะ...มนตรา...ศรัทธาและเสียงเพลงในใจของคุณ


โยคะ...มนตรา...ศรัทธาและเสียงเพลงในใจของคุณ

ทุกคนที่ฝึกโยคะเป็นประจำสม่ำเสมอ คงทราบและพอจะเข้าใจการสวดมนตราหรือมันตรา คือการเปล่งเสียงบทสวดมนตร์ที่เป็นภาษาสันสกฤต ทั้งๆที่ในตอนแรก เราไม่ค่อยจะทราบถึงความหมายของบทสวดต่างๆเหล่านั้นสักเท่าไร  รู้แต่เพียงว่าเมื่อสวดมนตรา บทต่างๆเหล่านั้นเสร็จแล้วจะรู้สึกโล่งสบายใจแบบที่บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน จึงทำให้เราอยากที่จะทราบถึงความหมายของบทสวดมนตราต่างๆเหล่านั้น รวมจนถึงเทคนิคการเปล่งเสียงในการสวดมนตราที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการสวดมนตราก็เป็นการทำสมาธิในขั้นเบื้องต้นอีกรูปแบบหนึ่ง มันทำให้จิตใจของเราสงบและนำจิตมาจดจ่อกับบทสวดมนตรา จึงทำให้เราตัดขาดจากสิ่งต่างๆที่สับสนวุ่นวายทั้งภายนอกและภายในจิตใจของเราไปชั่วขณะ  นอกจากนี้แล้วยังเป็นการรำลึกถึงครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประศาสตร์วิชาโยคะขึ้นมาบนโลกใบนี้แถมยังช่วยบริหารลมหายใจและปอดของเราไปในเวลาเดียวกัน ถึงแม้จะเป็นเพียงบทสวดมนตร์สั้นๆ แต่ก็มีพลังมหาศาล

การสวดมนตรา เชื่อมโยงเราไปสู่เรื่องของพลังศรัทธา ที่กาลครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้วมนุษย์ต้องกาลสิ่งยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ เพื่อให้พ้นจากความกลัวและด้านมืดในจิตใจของตน ความกลัวและด้านมืดในใจจึงเป็นแรงขับให้มนุษย์ในอดีต พยายามทำให้ตัวเองรู้สึกเข้มแข็งและรู้สึกปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ   จึงพยายามที่จะติดต่อกับสิ่งที่ตนเองไม่เคยมองเห็นและเชื่อว่าสิ่งๆนี้มีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่สามารถปกป้องคุ้มครองตนเองให้พ้นภัยได้ จึงเกิดเป็นคำพูดสั้นๆบ่งบอกถึงความปรารถนาในใจตน พอเปล่งเสียงซ้ำๆบ่อยเข้า จึงกลายเป็นเหมือนบทสวดมนตร์ภาวนา และทำสืบต่อกันมาเรื่อยๆ เกือบทุกชาติศาสนาเผ่าพันธ์ มักมีการสวดมนตร์ภาวนาตามแบบฉบับของตนเอง

การสวดมนตราซ้ำๆกันบ่อยครั้งจนเป็นนิจ จึงทำให้เกิดป็นจังหวะของการท่องมนตราขึ้นมาแบบไม่ตั้งใจ จังหวะการสวดมนตราของแต่ละสำนักและของแต่ละบุคคลก็จะมีความแตกต่างกัน เร็วหรือช้าไม่เท่ากัน คล้ายๆกับจังหวะปราณยามะการหายใจของแต่ละคนก็จะสั้นยาวไม่เท่ากันฉันใดก็ฉันนั้น และจากการท่องสวดมนตราซ้ำๆไปมา จนศัพท์เทคนิคบ้านเราเรียกว่าจำได้ขึ้นใจ ก็พัฒนามาเป็นท่องสวดมนตราในใจ ฝังลึกเข้าไปในจิตใจของเราทีละนิด ทีละนิด จนเป็นจังหวะทำนองอันไพเราะที่อยู่ในหัวใจของเรา เป็นไปในทิศทางเดียวกับการฟังดนตรีแล้วเราจะรู้สึกผ่อนคลายจิตใจชื่นบาน แล้วถ้าหากว่าดนตรีหรือเพลงๆนั้น มีจังหวะที่ใกล้เคียงกับจังหวะที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจเราแล้วด้วยล่ะก็ จะทำให้เรารู้สึกสงบมีสมาธิ ผ่อนคลาย เปิดใจ หรือในบางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกหึกเหิมขึ้นมาในจิตใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับเนื้อหาของเพลงนั้นๆด้วย

และที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมอยากอธิบายให้เข้าใจว่า ทุกคนมีจังหวะชีวิตที่ไม่เหมือนกัน จังหวะดนตรีหรือเสียงเพลงที่ถูกฝังลึกอยู่ในจิตใจของเราแต่ละคนก็คงไม่เหมือนกันด้วย มีบุคคลคนหนึ่ง ผมรู้จักเขาด้วยความบังเอิญเขามีจังหวะดนตรีในหัวใจที่ชัดเจน และยึดมั่นในจังหวะดนตรีนั้นเสมอมา ถึงแม้ว่าเขาจะหลงไหลในการฝึกโยคะมากขนาดไหน จังหวะดนตรีในหัวใจของเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป เขาจึงตัดสินใจนำบทสวดมนตราตามแบบโยคะมาเปลี่ยนทำนองให้เป็นแบบเดียวกับจังหวะดนตรีในหัวใจของเขา  จึงเกิดเป็น โยคะแร็ปเปอร์ เอ็ม.ซี.โยจิก(คือไอ้หมอนี่มัน นำบทสวดมนตราแบบโยคะไปใส่ทำนองเพลงแร็ป ตามแนวของมันครับ) แรกๆผมรู้สึกรับไม่ค่อยได้และคิดในใจว่า โอ้แม่เจ้า! ไอ้นี่มันบ้าไปแล้วแน่ๆ ในความรู้สึกของผู้ฝึกโยคะทุกคนน่าจะคิดไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกันว่า เพลงแบบโยคะน่าจะมีจังหวะช้าๆฟังสบายผ่อนคลาย ความหมายดีประทับใจ ถึงแม้นจะนำบทสวดมนตรามาใส่ทำนองก็ควรใช้ทำนองที่ไม่เร็วมากจนเกินไป ซึ่งอาจจะคุ้นหูชื่อของผู้มีชื่อเสียงทางด้านการขับร้องเพลงแบบโยคะคือ กฤษณา แดส, ใจ อุททาน และคนอื่นๆอีกมากมาย แล้ว เอ็ม.ซี.โยจิก เขาเป็นใคร? มาจากไหน? ทำไม? ถึง ผ่าเหล่าผ่ากอ มาเป็นโยคะฮิปฮอป, โยคะแร็ป

ผมขอกล่าวถึง เอ็ม.ซี.โยจิก โดยสังเขป ผมก็ไม่ได้รู้จักอะไรกับชายคนนี้มาก่อน ที่เจอกันโดยบังเอิญเพราะการที่ผมไปเข้าเอเชียโยคะคอนเฟอร์เรนท์ ที่ประเทศฮ่องกง วันนั้นผมเพิ่งเข้าคลาส ชีวามุกติ กับ เดวิด ไลฟ์ เสร็จ กำลังตั้งท่าจะเดินทางกลับที่พัก ในระหว่างที่รอพลพรรคที่เดินทางไปด้วยกันจากเมืองไทย  ก็มีชาวต่างชาติคนหนึ่งไม่ระบุสัญชาติ ฟังจากการพูดน่าจะเป็นอเมริกัน รูปร่างสูงใหญ่ ตัดผมสั้นสกีนเฮด แต่มีหนวดเคราเล็กน้อย ใส่แว่นสายตา ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเกือบตลอดเวลา เดินเข้ามาทำการทักทายและจับมือผม มีป้ายคล้องคอเหมือนเป็นสต๊าฟ หรือเจ้าหน้าที่ในการจัดงาน ทุกคนในระแวกนั้นต่างมองมาที่เขาด้วยความสนใจ พอจะจับความรู้สึกของคนที่มองมาทางเขาได้ว่า เขาต้องเป็นคนดังมีชื่อเสียงอะไรสักอย่างแน่ๆ แต่สิ่งที่ผมคิดในใจในขณะที่เขาจับมือและทักทายผมก็คือ แกเป็นใครวะ? ฉันไม่รู้จักแกว่ะ แล้วทำไมแกเลือกเข้ามาทักทายฉัน? แล้วใจความสำคัญที่เขาพูดกับผมก็คือว่า คืนพรุ่งนี้อย่าพลาด โปรดให้เกียรติมางานสังสรรค์ของเอเชียโยคะคอนเฟอร์เรนท์ด้วย ผมก็คิดในใจขึ้นทันทีว่า แกเห็นฉันเป็นอะไรเนี่ย? ฉันไม่ได้เป็นผู้ชายใจง่ายอย่างที่แกคิดนะเว่ย ส่วนอีกใจหนึ่งก็คิดว่าไอ้หมอนี่อาจจะเป็นผู้อำนวยการในการจัดเอเชียโยคะคอนเฟอร์เรนท์ครั้งนี้ก็เป็นได้ ผมจึงแอบถามชายสับสนทางเพศคนหนึ่งที่ยืนอยู่แถวนั้น(มันเป็นครูโยคะระดับนานาชาติด้วย) มันเสือกตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่าอะไรกันคุณไม่รู้จักเอ็ม.ซี.โยจิก เหรอ? ผมก็คิดในใจอีกว่าถ้ารู้จักฉันจะถามแกทำไมว๊ะ ด้วยเสียงของมันนี่เองจึงทำให้ เอ็ม.ซี.โยจิก เดินย้อนกลับมาที่ผม พร้อมกับคนแถวนั้นอีก 3-4 คน คนที่เดินตามมาด้วยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นนักร้องเพลงโยคะที่ดังมากคนหนึ่งในวงการโยคะปัจจุบัน แล้วในที่สุดผมก็ได้รู้ว่า มันเป็นนักร้องนี่เอง(ดันนึกเลยเถิดไปได้ไกลถึงขนาดว่ามันเป็นผู้อำนวยการในการจัดงาน) บอกตามตรงนักร้องเพลงเกี่ยวกับโยคะที่ผมก็รู้จักก็มีแค่ กฤษณา แดส และ ใจ อุททาน สองคนนี้ขวัญใจผมเลย แต่ผมยังไม่ได้ซื้อเพลงเขามาฟังแบบเป็นเรื่องเป็นราวซักที เพราะไปฟังทีไร ทั้งอัลบั้ม 8เพลง ชอบแค่ 2เพลงจึงตัดใจไม่ซื้อ(งกนี่เอง) นี่ก็คือเหตุที่ผมได้รู้จักกับ เอ็ม.ซี.โยจิก

 การที่เราจะสามารถเข้าไปในงานสังสรรค์ ของเอเชียโยคะคอนเฟอเรนท์ได้นั้น ก็ต้องซื้อบัตรผ่านเข้าไปในงาน ผมจำราคาไม่ได้ แต่คับคล้ายคับคลาว่า ไม่น่าจะต่ำกว่า 500บาท เมื่อคิดเป็นเงินไทยแล้ว มิน่าล่ะแกเลยพยายามมาทำความรู้จักฉัน  ด้วยนิสัยของคนไทย ขี้เกรงใจและชอบช่วยเหลือคนอื่นอย่างผม จึงตัดสินใจขึ้นมาทันทีในใจว่า งั้นเรารู้จักกันแค่นี้ก็แล้วกันเอ็ม.ซี.โยจิก เพราะที่สำคัญตอนนั้นผมยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเขาร้องเพลงแนวไหน เสียงของเขาจะสะกดผมได้เหมือนที่กฤษณา แดส หรือ ใจ อุททาน ร้องหรือเปล่าก็ไม่รู้

และแล้วเหมือนสวรรค์ลิขิต วันรุ่งขึ้น ผมเข้าเรียนคลาสตำนานหนุมาน กับ มาสเตอร์ทวี เมอร์ริแกน ช่วงท้ายคลาส มาสเตอร์ทวี เมอร์ริแกน ได้เชิญ เอ็ม.ซี.โยจิก มาเป็นแขกรับเชิญร้องเพลงให้ทุกคนที่ร่วมเรียนในคลาสฟัง บอกได้คำเดียวเลยว่า โอ้แม่เจ้า! เราตกยุคไปแล้วหรืออย่างไรกัน เดี๋ยวนี้เพลงโยคะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้เลยหรือนี่ ทุกคนในคลาสรวมจนถึงมาสเตอร์ทวี เมอร์ริแกน ต่างพากันกระโดดโรดเต้นกันแบบสุดเหวี่ยงเมื่อได้ยินเสียงเพลงสไตล์แร็ป หรือฮิปฮอป ที่เอ็ม.ซี.โยจิก ร้อง ก็คงมีแต่ผมคนเดียวที่อึ้ง.งง.จึงถือโอกาสแอบเก็บภาพมาเป็นหลักฐาน ดังนี้

ผมถ่ายภาพคู่กับมาสเตอร์ทวี เมอร์ริแกน
(เธอเคยขึ้นปกนิตยสารไทยแลนด์โยคะเจอร์นอล ฉบับเดือนม.ค - ก.พ. 2551)


คุณอ้อม, เอ็ม.ซี.โยจิก และผม








ผมมีโอกาสได้แอบถามเขาว่า ทำไมถึงได้นำบทสวดมนตราแบบโยคะ มาร้องเป็นเพลงฮิปฮอปหรือเพลงแร็ป? ไม่คิดหรือว่ามันจะดูขัดกับหลักการของโยคะตามแบบฉบับดั้งเดิม? สำหรับผม  ผมคิดว่ามันเป็นคำถามที่หนักแล้วก็ฟังดูค่อนข้างจริงจังสักนิดหนึ่ง แต่สีหน้าของผมเวลาทีถามเขาในขณะนั้น ก็ยิ้มๆพูดแบบทีเล่นทีจริง แต่ก็มีความคาดหวังในคำตอบและอยากทราบแนวคิดของเขาที่มีกับโยคะ

คำตอบที่เขาพูดก็คือว่า เขารักโยคะมาก เหมือนกับทุกๆคนที่มารวมตัวกันในงานเอเชียโยคะคอนเฟอร์เรนท์ ที่ฮ่องกง แล้วในขณะเดียวกันเขาก็รักเสียงเพลง จึงเป็นคนที่มีดนตรีและโยคะอยู่ในหัวใจตลอดเวลา แต่ในปัจจุบันนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว จะมีครูสอนโยคะสักกี่คนกันในปัจจุบันที่สอนตามตำราโยคะดั้งเดิมแล้วประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีการผิดเพี้ยนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  บางคนก็ฝึกโยคะอยู่เพียงสไตล์เดียวและไม่คิดจะเปลี่ยนไปฝึกสไตล์อื่น บางคนฝึกทุกสไตล์ เช่นกันบางคนก็ฟังเพลงในแนวที่ตนเองชอบเพียงแนวเดียว ส่วนบางคนก็ฟังเพลงได้หลายๆแนว เช่นเดียวกับตัวเขา เขาก็อยากฟังเพลงโยคะในแนวจังหวะที่เขาอยากฟัง ดนตรีทุกแนวในความคิดของเขานั้นล้วนเป็นสิ่งที่ดี ทำไมจะต้องมีการปิดกั้น ควรเปิดใจให้กว้างและยอมรับในสิ่งใหม่ๆบ้าง การฝึกโยคะสอนให้เขาไม่เบียดเบียนและแบ่งปัน การแบ่งปันความรักและความสุขทำได้หลายวิธี แล้วการนำบทสวดมนตราแบบโยคะมาร้องเป็นฮิปฮอปหรือแร็ปก็คือวิธีของเขาการได้กระโดดโรดเต้นตามจังหวะเพลงของเขาเป็นการปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรจะเก็บเอาไว้ออกมา พลังดังกล่าวหากเก็บไว้มากเกินไป จะถูกแสดงออกมาจากตัวเราเป็นกรรมดีและกรรมไม่ดี หากเราระบายมันออกมาเป็นกรรมที่ไม่ดีจะแย่มากๆ อาจจะไปเป็นการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือเบียดเบียนผู้อื่น
หากเราได้ปลดปล่อยพลังบางสิ่งบางอย่างในตัวเราออกมาแล้ว เรารู้สึกมีความสุขสบายใจ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เขาบอกว่ามันก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับหลักการของโยคะถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โดยตรงก็ตาม ซึ่งเขามีความถนัดแบบนี้ การกระทำของเขาเพี้ยนหรือไม่เพี้ยน เขาไม่สามารถห้ามความคิดของใครได้ แต่เขามีความสุขและรู้สึกดีมากทุกๆครั้งที่ได้เห็นว่ามีคนกระโดดโรดเต้นไปกับจังหวะเพลงที่เขาร้อง เขาได้นำเสียงเพลงในใจของเขามาถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟัง ซึ่งก็มีหลายๆคนที่มีเสียงเพลงในหัวใจคล้ายกันกับเขา และเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ

แล้วคุณล่ะทราบหรือไม่ว่า เสียงเพลงจากส่วนลึกของจิตใจของคุณเป็นสไตล์ไหน? แนวไหน? จังหวะอะไร? สำหรับตัวผมแล้ว ยังไม่แน่ชัด อาจจะเป็น แนว สามช่า ก็ได้ และในอนาคตก็อาจจะมี จิมมี่โยคะสามช่า คู่แข่งกับ เอ็ม.ซี.โยจิค (มันจะไปกันใหญ่แล้ว..ว..ว)
หวังว่าสักวันคุณคงจะรู้จักกับจังหวะของเสียงเพลงที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจคุณ

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

กลิ่นไม่พึงประสงค์...จากเสื่อโยคะ

กลิ่นไม่พึงประสงค์...จากเสื่อโยคะ

ในบางครั้งที่ผมกำลังจะเริ่มสอนโยคะ พอเวลาที่นั่งลงบนเสื่อโยคะมักได้กลิ่นที่ไม่ค่อยพึงประสงค์ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเป็นกลิ่นอะไรกันแน่ก็ต้องเริ่มตรวจสอบแหล่งที่มาของกลิ่น โดยเริ่มจากคิดว่าอาจจะเป็นกลิ่นตัวของเรา แต่แล้วก็ไม่ใช่(ไม่ใช่ว่าไม่มีกลิ่นตัวนะครับ มีเหมือนกันแต่ไอ้กลิ่นที่ได้นี้ มันรุนแรงกว่ากลิ่นตัวของผมมากมายอยู่) จึงคิดต่อไปว่า อาจจะเป็นกลิ่นเท้าของเรา ก็เลยลองก้มลงไปแอบดมดูก็รู้สึกถึงการเข้าใกล้ที่มาของกลิ่นมากๆ ในที่สุดผมก็ทราบว่ามันคือกลิ่นของเสื่อโยคะนั่นเอง

นักเรียนหลายๆคนของผมมักมาบ่นให้ฟังเป็นประจำว่า เสื่อที่ใช้ฝึกโยคะมีกลิ่นที่ไม่ค่อยพึงประสงค์ ทำให้รู้สึกเสียสุขภาพจิตในการฝึกพอสมควร

สาเหตุของกลิ่นอันไม่พึงประสงค์  จากการสอบถามและหาเหตุของกลิ่นอันไม่พึงประสงค์นี้ก็ได้คำตอบว่า มักจะพบบ่อยในช่วงฤดูฝน เจ้าหน้าที่ที่ทำความสะอาดเสื่อโยคะชี้แจงให้ผมฟังว่า ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำความสะอาด แต่เนื่องจากไม่สามารถนำไปผึ่งข้างนอกกลางแจ้งได้หลังจากที่ซักล้างแล้วเพราะฝนตก จึงทำให้เกิดกลิ่นอับอันไม่พึงประสงค์ สตูดิโอโยคะหลายๆแห่งก็จะประสบปัญหาเดียวกันเช่นนี้

แนวทางในการรับมือกับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากเสื่อโยคะ ที่ผมขอแนะนำมีดังต่อไปนี้
1. หากสตูดิโอนั้นๆที่เราไปใช้บริการ มีเสื่อหลายๆผืนเราก็อาจจะไปหาผืนที่ไม่มีกลิ่นมาใช้
2. อาจจะต้องเตรียมเสื่อโยคะ ส่วนตัวของเราไปใช้เอง ตามประเทศที่พัฒนาแล้วผู้ฝึกโยคะที่เอาจริงเอาจังในการฝึกและห่วงสุขภาพอนามัยส่วนตัว มักจะนำเสื่อโยคะส่วนตัวมาใช้เองถึงแม้ว่าทางสตูดิโอนั้นๆจะมีเสื่อไว้ให้แล้วก็ตาม

ประสบการณ์ของผมที่เคย สังเกตดูว่านักเรียนของผม จะทำอย่างไรกันบ้างหากเกิดได้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากเสื่อโยคะ
1.นักเรียนเหล่านั้นก็จะต้องบ่นให้เราฟังก่อนด้วยหน้าตาบูดเบี้ยว ประมาณว่าเป็นผู้บริโภคที่ถูกผู้ประกอบการไม่เอาใจใส่ในเรื่องของการบริการ
2.บางคนใช้การนำผ้าเช็ดตัวมาปูทับบนเสื่อโยคะ ก็จะกลบกลิ่นได้เล็กน้อยถึงปานกลางหากผ้าเช็ดตัวมีกลิ่นหอม
3.บางคนขอ สเปย์ปรับอากาศมาฉีดเพื่อดับกลิ่น อันนี้ต้องดูให้ดีว่าคนอื่นเขาจะเหม็นกลิ่นสเปย์ปรับอากาศหรือไม่
4.บางคนตัดสินใจยอมเจ็บตัวแต่ไม่ยอมทนกลิ่นเหม็น ด้วยการไม่ใช้เสื่อ ลงไปทำท่าฝึกบนพื้นแข็งๆผมก็เคยเห็น

แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมมักแนะนำให้นักเรียนหลายๆคน นำเสื่อโยคะส่วนตัวมาใช้เองเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดี และความมั่นใจในการฝึก เพราะบางคนไม่แค่ได้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เคยมีบางคนถึงขั้นเกิดอาการแพ้เป็นผื่นคันขึ้นตามเนื้อตามตัวเต็มไปหมด บางท่านบอกว่ามันเป็นภาระ ขี้เกียจที่จะต้องหอบหิ้วเสื่อโยคะไปด้วยทุกครั้งที่จะต้องไปฝึกโยคะ จึงจำใจยอมใช้เสื่อที่ทางสตูดิโอเขาจัดให้ ผมเลยคิดว่ามันไม่คุ้มกันเลย หากเราเลือกได้เราก็ควรจะเลือกสุขภาพอนามัยที่ดีที่สุดให้กับตัวของเราเอง หากเราเป็นผู้ที่ต้องฝึกโยคะเป็นประจำสม่ำเสมอและถ้าหากมันไม่หนักหนาอะไรจนมากเกินไป ก็ควรจะมีเสื่อโยคะคู่ใจไว้สักผืน เพื่อนำมันติดตัวไปกับเราในเวลาที่เราคิดว่าจะต้องไปฝึกโยคะ ฝึกให้เคยชินในที่สุดคุณก็จะพบว่าโยคะมันเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งในชีวิตของคุณ

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับทุกคนตลอดไป

นมัสเต

จิมมี่โยคะ

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พฤศจิกายน 2552 เดือนแห่งกิจกรรมโยคะ...ของผมอย่างแท้จริง


พฤศจิกายน 2552 เดือนแห่งกิจกรรมโยคะ...ของผมอย่างแท้จริง

ผมหายไปจากการเขียนบล็อกเป็นเวลาเกือบเดือนเลยทีเดียว ก็ต้องขออภัยทุกๆท่านที่ติดตาม ก็เป็นไปตามชื่อเรื่องล่ะครับ เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เป็นเดือนที่ผมมีกิจกรรมในอาชีพครูสอนโยคะเย๊อะมากๆ

กิจกรรมแรก เริ่มต้นด้วยการ เตรียมเอกสารให้กับ โยคะอะลิอันซ์ องค์กรโยคะของอเมริกาที่ทำหน้าที่รับรองครูสอนโยคะและสถาบันการสอนโยคะทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมากๆอีกอย่างหนึ่งในชีวิตของผมเพราะจะได้เลื่อนเป็น E-RYT(Experience Registered Yoga Teacher) ซึ่งหมายถึงการได้รับการยอมรับจากองค์กรดังกล่าวว่า ผมเป็นครูสอนโยคะผู้มีประสบการณ์และสามารถสอนผู้อื่นให้เป็นครูสอนโยคะได้ โดยได้รับการรับรองจากโยคะอะลิอันซ์ของอเมริกา ในขณะเดียวกันก็ทำการรับรองสถาบันต้นสังกัดของผมด้วยคือ สถาบันFIT (Fitness Innovations Thailand Limited) ซึ่งเมื่อ2ปีก่อนหน้านี้ผมและสถาบันFITก็ได้รับการรับรองจากInternational Yoga Federation ซึ่งเป็นองค์กรโยคะระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เท่ากับว่าตอนนี้ผมและสถาบันFIT ก็จะได้รับการรับรองจากสององค์กรโยคะยักษ์ใหญ่ระดับโลก(สุดยอดจริงๆเลย) ก็รบกวนทุกคนช่วยเป็นกำลังใจและคอยติดตามผลงานของผมด้วยนะครับ(ฝากตัวอย่างกับว่าเป็นดารานักร้องเลยนะแก) ในขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบคอร์สครูสอนโยคะของสถาบันFIT ที่เปิด3กลุ่มการเรียน ณ.ตอนนี้ ใน1สัปดาห์ผมจะต้องใช้เวลาในการสอนนักเรียนทั้ง3กลุ่มนี้รวมสัปดาห์ละ 22ชั่วโมง และก็ยังคงมีงานสอน ตามฟิตเนสและเฮลท์คลับต่างๆที่เขาไว้วางใจให้ผมไปสอนอีกนิดหน่อย

กิจกรรมที่สอง คือการไปเข้าร่วมเวิร์คชอป ของคุณ Cle Souren, Senior Iyengar Yoga Teacher ที่ไอเยนคาร์โยคะสตูดิโอ ของคุณ Justin Herold เขามา4วันแต่ผมมีโอกาสเข้าเรียนแค่เพียงวันอาทิตย์ที่8พ.ย.วันเดียวเพราะเป็นวันหยุดของผม ไม่บ่อยครั้งนักที่ครูสอนโยคะที่มีประสบการณ์มากๆเช่นนี้จะมาเปิดเวิร์คชอป ต้องบอกตามตรงเลยว่าในชีวิตของผมไม่เคยเข้าเรียนโยคะในสไตล์ไอเยนคาร์มาก่อน ก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ที่ไอเยนคาร์โยคะสตูดิโอ เป็นสตูดิโอเล็กๆ ที่อบอุ่นมากๆ ครูที่นี่ทุกคนเป็นกันเองมากๆ  ทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้ความสนใจเวิร์คชอปครั้งนี้ จนทำให้เกือบจะไม่มีที่ให้เดินในสตูดิโอเลยเชียว มีคนเข้าร่วมคลาสประมาณ25คน บอกตามตรงเลยว่าคุ้มค่ามากๆกับประสบการณ์ที่ได้รับ เพราะเราจะได้ความรู้ในการจัดระเบียบร่างกายในการฝึกโยคะ พร้อมกับการใช้อุปกรณ์ต่างๆมาช่วยในการฝึก จึงทำให้เราเข้าสู่ท่าฝึกต่างๆได้ลึกซึ้งถึงแก่นมากยิ่งขึ้น วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสฝึกโยคะอย่างสะใจ(ปกติเคยแต่สอนคนอื่นเขา) http://www.iyengar-yoga-bangkok.com/

ผมถ่ายภาพคู่กับ Justin Herold



พี่สุธรรม, Master Cle Souren, และผม



            ผมทำท่า Pincha Mayurasana+Scorpion โดยใช้เก้าอี้ช่วย โดยมีMaster Cle และ Justin คอยดูแล


กิจกรรมที่สาม กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่14-15 พ.ย.นี้ คือ ไทยแลนด์โยคะเฟสติวัล เป็นงานใหญ่ที่สุดของกิจกรรมโยคะในบ้านเรา ก็มีครูสอนโยคะที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์หลายท่านด้วยกัน และจะมีร้านค้าต่างๆมากมายนำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพและโยคะมาจำหน่ายให้เราเลือกอย่างมากมาย งานนี้ตัวผมมีส่วนเกี่ยวข้องคือต้องไปเปิดบู๊ทกับทางต้นสังกัดของผมสถาบันFIT และมีหน้าที่ไปเดินป้วนเปี้ยนในงาน ถ้ายังไงไปเจอกันในงานที่บู๊ทของสถาบันFITก็แล้วกัน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.yogajournalthailand.com/

กิจกรรมที่สี่ ในวันที่27-29 พ.ย. นี้ ทางต้นสังกัดของผม(Fitness Innovation Thailand Limited)รับหน้าเสื่อ เป็นผู้อาสาจัดงาน เอเชีย ฟิตเนส คอนเวนชั่น 2009 คือการรวมพลของคนฟิตเนส และคนรักการออกกำลังกาย ระดับเอเชีย งานนี้พวกเราทุ่มกันสุดตัว เพราะมันเป็นงานที่จะจัดขึ้นครั้งแรกในเมืองไทย ผมทำหน้าที่ประสานงานทางด้านโยคะ(เล็กน้อย) เพราะส่วนใหญ่คนอื่นเขาทำกันไปเกือบหมดแล้ว ในงานนี้จะมีบุคคลากรที่มีชื่อเสียงทางด้านฟิตเนสและการออกกำลังกาย มาเปิดเวิร์คชอป อย่างครบครันเกือบทุกรูปแบบทุกประเภทของการออกกำลังกาย  และจะมีการนำเสนอการออกกำลังกายแบบแปลกๆใหม่ๆมาให้เราเห็นแน่นอน ในส่วนของโยคะที่ผมจะต้องเข้าไปช่วยประสานงานก็มีวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลก อาทิเช่น Beth Shaw จากYogaFit, Simon Borg Olivier จากSynergy Yoga, Jess Goholm จากCrunch และคนอื่นๆอีกมากมาย สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.getfitasia.net/


                                                    Jess Gronholm (Crunch)                            




                                               Beth Shaw (YogaFit)


                                                  
                               
                                                      
                                                      
                                   Simon Borg Olivier (Synergy Yoga)
                 


นี่แหละครับกิจกรรมของคนที่บ้าโยคะจนเข้าสายเลือดอย่างผม ผมคิดว่าศาสตร์แห่งโยคะนั้นทำให้ผมต้องคอยหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ เพื่อพัฒนาตนเองแล้วก็นำความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทางด้านโยคะ มาถ่ายทอดส่งต่อไปยังนักเรียนที่เข้าคลาสเรียนกับผม รวมจนถึงทุกคนที่ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านโยคะ  สำหรับผมแล้วหลังจากที่ฝึกโยคะก็มีสิ่งดีๆต่างๆเกิดขึ้นในชีวิตผมมากมาย ผมว่าการฝึกโยคะเป็นสิ่งที่วิเศษมากๆ หากคุณเป็นผู้ที่ฝึกโยคะอยู่แล้ว ผมขอแนะนำให้ฝึกอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่หักโหม ทำการฝึกตามศักยภาพของเรา แล้วคุณจะพบถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในทางที่ดีขึ้น อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนจนทำให้คุณไม่สามารถถอนตัวจากการฝึกโยคะได้อย่างเช่นที่ผมและอีกหลายๆคนกำลังเป็นอยู่ ไม่เชื่อก็ลองดู

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพลังแห่งโยคะจะอยู่กับผมและทุกๆตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ



วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ครูสอนโยคะชื่อจิมมี่...ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา ( How come? )



ครูสอนโยคะชื่อจิมมี่...ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา?

หลายๆคน เมื่อได้เห็นชื่อเล่นของผมในตารางสอนโยคะ (สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักและเห็นหน้าตาผมมาก่อน) ตามฟิตเนสหรือศูนย์สุขภาพต่างๆ ก็มักจะเข้าใจว่าผมต้องเป็นครูชาวต่างชาติแน่ๆ    แบบว่าอินเตอร์ มีฝาหรั่งมาสอนโยคะด้วยที่นี่ แต่พอมาเจอตัวเป็นๆของผมเข้า ก็เล่นเอาบางคนถึงกับงง บางคนก็แอบหัวเราะพองาม บางคนคิดไม่ทันพอผมเดินเข้าไปประจำที่เพื่อสอนเป็นครั้งแรก เขาจึงพูดขึ้นมาว่าตกลงครูจิมมี่ไม่มาเหรอ? จึงทำให้หลายๆครั้งที่ไปสอนโยคะเป็นครั้งแรกสำหรับสถานที่นั้นๆ ผมต้องทำการแนะนำตัวกันพอสังเขปเพื่อไขข้อข้องใจของสมาชิกทุกท่าน

หลายๆคน จึงเริ่มตั้งคำถามในใจถึงที่มาที่ไปของชื่อผม "จิมมี่" (อยากรู้ขึ้นมากันเชียวล่ะ) และต่างก็เริ่มคาดเดากันไปต่างๆนานา พอที่จะสรุปการคาดเดาได้ดังต่อไปนี้

1. มีหลายคนเดาว่า ผมต้องเป็นคนอีสานแน่ๆ แถวบ้านคงจะเรียกชื่อผมเป็นภาษาอีสานว่า "บักมี่" ที่แปลเป็นภาษาไทยว่าขนุน พอมาอยู่กรุงเทพฯ จึงเปลี่ยนเป็นจิมมี่ให้ฟังดูอินเตอร์ ก็อาจจะเป็นไปได้

2. มีหลายคนเดาว่า ผมอาจจะมีชื่อเล่นว่า "จิ้ม" หรือ "จิ๋ม" แต่เป็นพวกกระแดะ อยากใช้ชื่อแบบชาวต่างชาติ จึงให้คนอื่นเรียกชื่อตนเองว่า "จิมมี่" เพื่อความเป็นอินเตอร์ ก็อาจจะเป็นไปได้

3. มีหลายคนเดาว่า ผมอยากจะให้ชื่อตนเองโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ที่ไม่เหมือนใครในวงการครูสอนโยคะและฟังดูอินเตอร์ น่าเชื่อถือ  จึงใช้ชื่อว่าจิมมี่ ก็อาจจะเป็นไปได้

4.มีหลายคนเดาว่า ผมเป็นลูกครึ่ง(ช่างกล้าคิดได้ถึงขนาดนั้น) จริงๆแล้วผมน่าจะหนักไปทางครึ่งควบลูกดูจะเหมาะสมกว่า ก็อาจจะเป็นไปได้

5.มีหลายคนเดาว่า ผมเป็นไฮโซนักเรียนนอก (กล้ามากยิ่งกว่า ข้อที่ 4.อีก) เพื่อนๆที่ต่างชาติเรียกกันว่าจิมมี่จึงเคยชิน พอกลับมาเมืองไทยก็เลยให้คนอื่นเรียกชื่อเหมือนตอนที่เรียนอยู่ที่ต่างประเทศ ก็อาจจะเป็นไปได้

6.มีหลายคนเดาว่า ผมมักทำงานกับชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ จึงอยากให้เขาออกเสียงเรียกชื่อง่ายขึ้น จึงใช้ชื่อว่า จิมมี่ ก็อาจจะเป็นไปได้

7.มีหลายคนเดาว่า ต้องเป็นชื่อของดาราหนังฮอลลีวูด หรือ นักกีฬาที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยที่ผมเกิดจึงทำให้คุณพ่อ คุณแม่ของผม นำมาตั้งเป็นชื่อของผม ก็อาจจะเป็นไปได้

8.มีบางคนเดาว่า "จิมมี่" ต้องเป็นชื่อที่ได้มาจากสุนัขในละครเรื่องโปรดของคุณแม่ของผมแน่ๆ ก็อาจจะเป็นไปได้

แต่จริงๆแล้วนั้น ชื่อของผม "จิมมี่" มีความเป็นมาเป็นไปที่น่าสนใจมากกว่านั้น แน่นอนครับ  มันไม่ใช่เรื่องตลก มันไม่ได้เป็นความบังเอิญ ชื่อเล่นของผมถูกตั้งขึ้นมาอย่างตั้งใจ ขอกล่าวย้อนไปถึงวัยเยาว์ตั้งแต่ตอนแรกเกิด แน่นอนผมยังจำความอะไรไม่ได้หรอกครับ แต่ฟังจากการบอกเล่าของคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ของผมหลายๆคน เขาพูดถึงผมตอนแรกเกิด ก็พอจะจับใจความได้ว่า ผมเกิดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ผมมีลักษณะผิวขาว, ตาแป๋วโตใส, ปากแดง, แก้มแดง ดูเหมือนเด็กฝรั่ง ญาติผู้ใหญ่หลายๆท่าน เมื่อเห็นผมจึงใช้ศัพท์บ้านๆเรียกผมว่า "ไอ้หรั่ง" คุณพ่อคุณแม่ผมเป็นคนชอบติดตามข่าวสารบ้านเมืองทั้งไทยและเทศ แล้วก็คงจะรับไม่ได้กับชื่อ ไอ้หรั่ง จึงคิดว่าน่าจะหาชื่อที่ดูเหมาะสมกับชาติตระกูลของเรา(โอเวอร์ ซะไม่มี) ในช่วงเวลานั้น กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการปกครองของประเทศสหรัฐอเมริกา คือกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีคนที่38ของสหรัฐฯคือ Gerald Ruldoph Ford จากพรรครีพับลิกัน กำลังจะครบวาระ  ผู้ที่ดูมีแนวโน้มว่าจะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่39ของสหรัฐฯในขณะนั้นก็คือ Jimmy Carter จากพรรคเดโมแครท จากชื่อ Jimmy Carter ในตอนนั้น คงเป็นอะไรที่เรียกกันว่า ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณพ่อและคุณแม่ของผมเลือกชื่อนี้ มาตั้งเป็นชื่อเล่นให้กับผม  ตั้งแต่นั้นมาผมก็มีชื่อเล่นที่ทุกคนในหมู่บ้านต่างเรียกกันติดปากว่า "จิมมี่" สรุปว่าผมชื่อเล่นว่าจิมมี่มาตั้งแต่เกิดครับ (หากผมมาเกิดในยุคปัจจุบันคงจะได้ชื่อเล่นว่า "บารัค โอบามา" แน่ๆ)

ในสมัยที่ผมต้องย้ายไปเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมต้น ซึ่งต้องแยกย้ายจากเพื่อนสนิทในวัยเยาว์ เข้าไปเจอเพื่อนใหม่จากต่างถิ่น ผมค่อนข้างเขินอายชื่อจิมมี่ จึงไม่อยากบอกชื่อเล่นให้ใครทราบ และมักให้เพื่อนเรียกชื่อจริง ชื่อจริงผมชื่อ ยุทธนา เพื่อนๆจึงเรียกว่า "ไอ้ยุทธ"  แต่ก็ไม่วาย เพราะมีรุ่นน้องและรุ่นพี่ที่อยู่บ้านใกล้ๆ เรียนที่เดียวกันเขาก็เรียกชื่อเล่นของผมด้วยความเคยชิน จึงทำให้เพื่อนหลายๆคนเริ่มเรียกชื่อนี้ตามด้วยความสนุกสนาน จนในที่สุดผมก็คิดว่าอย่าไปอายมันเลยดีกว่า จงภูมิใจในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ให้มาเถิด แล้วก็กล้าบอกชื่อเล่นให้คนอื่นทราบอย่างภูมิใจ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะต้องอธิบายถึงที่มาที่ไปของชื่อพอสมควรก็ตามแต่

ล่าสุด น้องเปิ้ล Reception ที่ สถาบัน Fit ต้นสังกัดของผม ก็เป็นอีกคนที่สงสัยถึงที่มาที่ไปของชื่อเล่นผม น้องแกสังสัย และน้องแกก็คงเก็บความสงสัยนี้มานานมาก จนในที่สุดคงทนไม่ไหว(อกจะแตกตาย) จึงตัดสินใจมาถามผมถึงที่มาของชื่อเล่นนี้(ทีชื่อแกฉันยังไม่เคยคิดจะสงสัยเลย) ตอนนี้ก็คงจะทราบแล้ว แล้วก็ต้องขอขอบคุณเพราะน้องแกเป็นผู้แนะนำให้ผมนำเรื่องนี้มาเขียนในบล็อกด้วยหล่ะครับ

จึงเรียนมาเพื่อทราบอย่างชัดเจนโดยทั่วกัน

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

เวิร์คชอป...Counter Poses for Yoga Asana with Jimmy


Counter Pose for Yoga Asana with Jimmy

หัวข้อ การอบรมหลักสูตร การทำท่าโยคะอาสนะเพื่อใช้ในการหักล้าง หรือเป็นท่าแก้(Counter Pose) สำหรับการฝึกโยคะอาสนะ เพื่อให้ร่างกายกลับมาสู่สภาวะสมดุล


วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00-17.00น.(4 ชั่วโมง)

สถานที The Yoga Connection ซอย ลาซาล 53(สนามแบดมินตัน)

วิทยากร นายยุทธนา พลเจริญ (ครูจิมมี่)

หลักการและเหตุผลของการฝึกอบรม
การฝึกโยคะเป็นที่นิยมกันอย่างแผ่หลาย ในปัจจุบัน บางท่านฝึกโยคะเพื่อการผ่อนคลายร่างกาย, จิตใจ, สร้างสมาธิ, พัฒนาระบบการหายใจ บางท่านฝึกโยคะเพื่อบำบัดอาการผิดปกติบางประการของร่างกายและจิตใจ บางท่านฝึกโยคะเพื่อมุ่งเน้นไปในทางการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะด้วยเป้าหมายใดก็ตามแต่ การดูแลและห่วงใยสุขภาพ น่าจะเป็นเป้าหมายที่ผู้ฝึกโยคะทุกท่านต้องการเป็นสำคัญ

คงต้องยอมรับ กันตรงๆว่าบางครั้ง การฝึกโยคะก็สามารถทำให้ผู้ฝึกหลายๆท่านเกิดการบาดเจ็บจากการฝึก ไม่ว่าจะเนื่องมาจาก สาเหตุใดก็ตามแต่ เราน่าจะมีแนวทางในการรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดอาจจะเกิดขึ้นจากการฝึกโยคะ

ดังนั้น การทำท่าโยคะอาสนะเพื่อใช้ในการหักล้าง หรือเป็นท่าแก้(Counter Pose) สำหรับการฝึกโยคะอาสนะ เพื่อให้ร่างกายกลับมาสู่สภาวะสมดุล รวมจนถึงความรู้ขั้นพื้นฐาน ทางด้านกายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา ก็คงจะเป็นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะทั้งของตัวเราเอง และผู้ที่ฝึกโยคะภายใต้การควบคุมดูแลของเรา รวมจนถึงช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ฝึก เพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการฝึกโยคะ

เนื้อหาการฝึกอบรม ประกอบไปด้วย
การฝึกอย่างเข้มข้น ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ
- กายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยาขั้นพื้นฐาน
- เรียนรู้การทำงานของกล้ามเนื้อ ในการฝึกโยคะอาสนะขั้นพื้นฐาน
- การนำความรู้เรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อในขั้นพื้นฐาน มาประยุกต์ใช้ กับการฝึกโยคะอาสนะอย่างเหมาะสม
- การนำความรู้เรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อในขั้นพื้นฐาน มาประยุกต์ใช้ ในการทำท่าโยคะอาสนะเพื่อใช้ในการหักล้าง หรือเป็นท่าแก้(Counter Pose) สำหรับการฝึกโยคะอาสนะอย่างเหมาะสม
- การป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะขั้นพื้นฐาน

สิ่งที่ผู้เข้าฝึกอบรมจะได้รับ จากการฝึกอบรมในครั้งนี้
- พัฒนาความรู้ความเข้าใจในการฝึกโยคะให้ดียิ่งขึ้น
- รู้จักรูปแบบของการฝึกโยคะที่เหมาะสมกับตัวเราเอง
- ความรู้ทางด้านกายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา ในขั้นพื้นฐาน
- ช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะในขั้นพื้นฐาน
- พัฒนา การทำท่าโยคะอาสนะเพื่อใช้ในการหักล้าง หรือเป็นท่าแก้(Counter Pose) สำหรับการฝึกโยคะอาสนะ เพื่อให้ร่างกายกลับมาสู่สภาวะสมดุล และได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการฝึกโยคะอาสนะ
- สามารถแนะนำ ผู้ที่ฝึกโยคะภายใต้การควบคุมดูแลของเรา ให้ทำท่าฝึกโยคะอาสนะ อย่างปลอดภัย ถูกวิธี และได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการฝึกโยคะอาสนะ
- เอกสาร ประกอบการฝึกอบรม

ติดต่อสอบถามข้อมูล เพิ่มเติม ที่ The Yoga Connection โทร. 02- 398 - 5746 หรือ 081- 933 - 1242

นมัสเต

จิมมี่โยคะ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

ฤดูฝน...กับความลำบากลำบน ของคนสอนโยคะ


ฤดูฝน...กับความลำบากลำบน ของคนสอนโยคะ

เชื่อว่าทุกๆท่านคงมีฤดูที่ตนเองโปรดปรานกันอยู่ในใจ ก็คงเช่นเดียวกันกับผม มีฤดูโปรดปรานในใจ แต่ฤดูที่รู้สึกว่าทรมารใจ อยากจะให้ผ่านฤดูนี้ไปให้เร็วที่สุดก็คือ ฤดูฝน(ไม่ใช่ฤดูอกหัก ของแคลอรี่ บาห์ บาห์ นะครับ) ในชีวิตการเป็นครูสอนโยคะของผม การไปสอนไม่ตรงเวลา มาสอนสายนั้นถือว่าเป็นเรื่องแย่มากๆสำหรับผม มีไม่บ่อยครั้งนักที่ทำให้ผมต้องไปสอนไม่ทันเวลา มาสอนสาย และส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในฤดูฝน
การตรงต่อเวลาเป็นคุณสมบัติข้อแรกๆ ที่ครูสอนโยคะแบบอิสระต้องยึดหมั่น ในบางวันที่ผมมีงานสอนต่อเนื่องหลายชั่วโมง และต้องเดินทางเปลี่ยนที่สอนแบบทำเวลา จึงทำให้หลายต่อหลายครั้งผมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้บริการ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง เพราะสภาวะการจราจรที่ติดขัดในเมืองหลวง มันดูจะเป็นการคมนาคมที่ดูจะมีความเสี่ยงพอสมควร แต่ก็เป็นหนทางที่ทำให้ครูสอนโยคะแบบอิสระอย่างผมไปสอนได้ตรงตามเวลา ในช่วงฤดูฝนความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ตามที่เราเคยได้ยินอย่างคุ้นหูว่า ฝนตกถนนลื่น ทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ค่อยดี มักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเป็นประจำ ดังนั้นช่วงที่ฝนตกมอเตอร์ไซด์รับจ้างหลายๆคันก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะขับรถในช่วงที่ฝนตก จึงทำให้หา รถมอเตอร์ไซด์รับจ้างได้ยากในช่วงที่ฝนตก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมไปสอนไม่ทันเวลา

จากสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นบวกกับประสบการณ์การสอนโยคะเกือบ 10ปีของผม ทำให้ผมพบสัจธรรมชีวิตของครูสอนโยคะแบบอิสระอีกข้อหนึ่งว่า ผู้ที่ตกลงว่าจ้างเราไปสอน(นายจ้าง) ส่วนใหญ่เขามักจะไม่สนใจหรอกว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรเราจึงไปสอนสายไม่ตรงต่อเวลา เขารู้เพียงแค่ว่าเขาจ้างเราไปสอนเวลานี้ เราก็ต้องไปสอนเวลานี้ เพราะการไปสอนสายของเรานั้นธุรกิจของเขาอาจเสียหายได้ และที่สำคัญถ้าหากเราไปสอนไม่ตรงเวลาบ่อยๆเขาก็มีโอกาสเลิกจ้างเราไปสอนสูงมาก ข้อนี้เป็นสิ่งที่คนสอนโยคะในวงการทราบกันดี

ผมมีเหตุการณ์ 2-3 เหตุการณ์จะบรรยายให้ได้อ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักในการเดินทางไปสอนโยคะในช่วงฤดูฝนของผม

เหตุการณ์ที่ 1 ขอตั้งชื่อเรื่องว่า "เปียกหมดเลยน๊ะครู"
วันนั้นเป็นค่ำวันศุกร์ ฝนตกพอประมาณด้วยความรีบเร่งผมจึงใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างเพื่อไปสอนให้ทันเวลา 19.30น. ณ โรงแรมสามดาวแห่งหนึ่งย่านสนามศุภฯ วันนั้นไม่ทันฟังการพยากรณ์อากาศ จึงไม่ได้เตรียมอุปกรณ์กันฝน ผมมาถึงตรงตามเวลาพอดีแต่อยู่ในสภาพเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำ แจ็คพอต ตรงที่ไม่มีชุดสำรองมาเปลี่ยน และพนักงานที่นั่นก็ไม่มีใครมีชุดสำรองให้ผมยืมด้วย ผมจึงจำเป็นต้องสอนทั้งเปียกๆโดยมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่งคอยห่อตัวไว้และอีกผืนปูบนMatโยคะเพื่อคอยซับน้ำจากตัวที่เปียกของผม เท่ากับว่าผมไม่สามารถเคลื่อนที่เดินสอนได้เพราะจะทำให้น้ำหยดเป็นทาง วันนี้ผมจึงเป็นครูที่ต้องปักหลักสอนอยู่กับที่ สมาชิกที่มาเรียนโยคะท่านหนึ่งคงสมเพชกับผมจนทนไม่ไหว จึงเดินออกไปถามเจ้าหน้าที่ฟิตเนสว่ามีชุดอะไรที่พอจะให้ครูสอนโยคะยืมใส่สอนไหม(ผมเริ่มมีความหวังขึ้นมา) แต่คำตอบที่ได้รับรวดเร็วทันใจมาก ว่าไม่มีหรอกเพราะตอนนี้มีแต่พนักงานหญิงคงไม่มีชุดให้ยืมแน่ๆ สมาชิกท่านนั้นได้พยายามช่วยผมอย่างเต็มที่แล้ว ต่อไปก็คงเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องสอนโยคะทั้งเปียกๆ ไปจนจบชั่วโมง พอสอนเสร็จนักเรียนท่านหนึ่งพูดแบบแซวๆว่า "เปียกหมดเลยน๊ะครู" ตั้งแต่เกิดมาก็เคยได้ยินแต่โยคะร้อน แต่วันนี้ครูจิมมี่ต้องมาสอนโยคะเปียก(สุดยอดจริงๆเลย)

เหตุการณ์ที่ 2 ขอตั้งชื่อเรื่องว่า "วันนี้แต่งตัวแปลกๆน๊ะครู"
ก็เป็นเช่นเคยเมื่อฝนตกเราก็ต้องลุยฝนไปสอน ก็ต้องใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นการไปสอนให้ฟิตเนสใหญ่แห่งหนึ่งย่านชานเมือง คราวนี้ผมมาถึงที่สอนก่อนเวลาเล็กน้อย ถึงแม้จะมีประสบการณ์ในเหตุการณ์แรกมาแล้ว ผมก็ยังลืมนำชุดสำรองติดตัวมาด้วยในวันนี้ จึงทำให้ผมต้องตัวเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำอีกครั้ง ผมจึงเริ่มถามพนักงานฟิตเนสว่า "มีใครพอจะมีชุดสำรองให้ผมยืมบ้างไหมครับ?" มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งน้ำใจงามมากๆ เธอบอกว่า "มีค่ะแต่ไม่รู้ว่าจะใส่ได้หรือเปล่า แต่ดูจากรูปร่างน่าจะได้อยู่สูสีกัน" ใช่รูปร่างของน้องผู้หญิงใกล้เคียงกับผม แต่ด้วยทรงของกางเกงขายาวมันก็จะดูพอดีตัวไปนิดหนึ่ง ส่วนเสื้อมันก็เบอร์เล็กกว่าที่ผมเคยสวมใส่อยู่เล็กน้อย วันนี้จึงทำให้ผมมีสไตล์การแต่งกายมาสอนที่แปลกแตกต่างจากเดิม(เสื้อเล็ก, กางเกงเล็ก เด็กแนวชัดๆ) พอสมาชิกหลายๆคนเห็นผมในชุดนี้ก็อมยิ้มแล้วสะกิดต่อๆกัน ให้หันมามองที่ผม(ทำเหมือนเราเป็นตัวประหลาด) แล้วก็มีสมาชิกหัวโจกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "วันนี้แต่งตัวแปลกๆน๊ะครู" สิ่งที่ผมพอจะทำได้เพื่อแก้เก้อเขินก็คือ ก่อนสอนผมจึง บอกกับสมาชิกทุกท่านให้ทราบว่า ผมเปียกฝนจึงต้องมาขอยืมชุดคนอื่นใส่สอนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วเหตุการณ์ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

เหตุการณ์ที่ 3 ขอตั้งชื่อเรื่องว่า "จิมมี่ทำไม ไม่รับโทรศัพท์?"
เหตุการณ์นี้เป็นฝันร้ายครั้งหนึ่งในชีวิตการสอนโยคะของผมเลยก็ว่าได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เดียวกับเหตุการณ์ที่ 2 ที่เป็นฝันร้ายก็เพราะว่าผมมาสอนสายไม่ทันเวลา เนื่องจากฝนตกหนักมากๆ ต้องวิ่งหามอเตอร์ไซด์อยู่นานวึ่งมอเตอร์ไซด์ส่วนใหญ่หยุดหลบฝน งดบริการ กว่าจะได้รถก็ได้เวลาสอนแล้ว เจ้าหน้าที่ฟิตเนสที่ทำหน้าที่ประสานงานกับผมเห็นว่าถึงเวลาสอนแล้วผมยังไม่มาสักที เขาจึงพยายามโทรศัพท์หาผมหลายครั้งมากๆ แต่ในขณะนั้นผมไม่สามารถรับสายได้จริงๆเนื่องจากนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์และฝนก็ตกหนักมากๆด้วย ทางฟิตเนสเห็นท่าไม่ดี จึงให้น้องคนหนึ่งที่สามารถสอนโยคะได้เข้าไปสอนแทนผม สมาชิกบางท่านถึงขั้นไม่ยอมเรียนเมื่อเห็นว่าผมไม่มาสอน พอผมมาถึงก็เลยเวลาสอนไปประมาณ 20นาทีแล้ว พนักงานต้อนรับแนะนำให้ผมรีบเข้าไปสับเปลี่ยนสอนในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ผมเดินคอตกเข้ามาพร้อมกับกล่าวขอโทษสมาชิกทุกท่านที่ผมมาสอนสาย สมาชิกหลายๆท่านเข้าใจเป็นอย่างดี แต่คนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจผมในตอนนั้นเห็นจะเป็นพนักงานที่ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับผม เพราะเขาได้รับความกดดันจากสมาชิกในตอนที่ถึงเวลาสอนแล้วผมยังไม่มาสักที เขาจึงค่อนข้างเครียดมากๆทีเดียว ตรงนี้ผมเข้าใจเป็นอย่างดี หลังจากที่ผมสอนเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวขอโทษสมาชิกทุกท่านอีกครั้ง แล้วก็ต้องไปพบกับผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับผมเพื่อทำการขอโทษเขา พอเขาเจอหน้าผม ผมก็สัมผัสได้ทันทีถึงรังษีอำมหิตที่เปล่งประกายออกมาจากสีหน้าและแววตาของเขา คำพูดแรกที่ออกมาจากปากเขาผมยังคงจำได้ขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้คือ "จิมมี่ทำไม ไม่รับโทรศัพท์?" และก็ตามมาด้วยประโยคอื่นๆอีกมากมาย สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดในตอนนั้นก็คือยกมือไหว้แล้วกล่าวคำขอโทษ เขาจึงค่อยๆมีอาการที่เย็นลง(แต่จากคำถามแรกของเขา ผมได้แต่คิดตอบเขาในใจคนเดียวว่า "กูก็อยากจะรับ แต่มันรับสายไม่ได้จริงๆ") พอเขาอารมณ์เย็นลงเราก็คุยกันรู้เรื่องมากขึ้น แล้วเหตุการณ์ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

จึงทำให้ผมเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองเลยว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนอุปกรณ์กันฝนต้องพร้อมเสมอ แล้วถ้าจะให้ดีก็ต้องมีชุดสำรองสำหรับใส่สอนเตรียมเอาไว้ด้วย แล้วที่สำคัญหากเห็นท่าว่าจะไปสอนไม่ทันจริงๆก็ต้องรีบโทรแจ้งเขาก่อนว่าเราจะไปถึงอีกกี่นาที แล้วขอให้เขาช่วยแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าให้ก่อน

จึงเป็นกรณีศึกษาให้หลายๆท่านที่เป็นครูสอนโยคะอยู่แล้วแต่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ หรือกำลังจะมาเป็นครูสอนโยคะได้นำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมต่อไป จะได้มีความพร้อมกับการเดินทางไปสอนโยคะในช่วงฤดูฝน

ขอพลังแห่งการสอนโยคะจงอยู่กับผมและทุกๆคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

เมื่อครูโยคะ...ต้องเป็นหนี้อ๊อกซิเจน



เมื่อครูโยคะ...ต้องเป็นหนี้อ๊อกซิเจน
 
หลายท่านคงสงสัยว่า การเป็นหนี้อ๊อกซิเจนนั้นมันเป็นเช่นไรกันหนอ? เพราะช่วงนี้คงจะคุ้นเคยกับคำว่า เป็นหนี้เงินกู้นอกระบบ, เป็นหนี้บัตรเดรบิต-เครดิต, เป็นหนี้ธนาคาร ฯลฯ แล้วไอ้เรื่องที่จะกล่าวถึง ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไปซื้ออ๊อกซิเจนเขาแล้วไม่มีเงินจ่าย ผมต้องขออธิบายกันยาวนิดหนึ่งเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเป็นหนี้อ๊อกซิเจนนั้นมักจะเกิดขึ้นกับนักกีฬา ที่มีสภาวะความต้องการอ๊อกซิเจนในปริมาณมากๆ ในขณะที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นกับผมเป็นประจำในขณะที่ฝึกซ้อมวิ่ง(สมัยที่ผมเป็นนักกรีฑาของมหาวิทยาลัย)

อธิบายเกี่ยวกับการเป็นหนี้อ๊อกซิเจนได้ดังนี้คือ เมื่อเราออกกำลังกายในช่วงแอโรบิค คือช่วงที่เราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปใช้อย่างเพียงพอเพื่อสร้างพลังงาน ในช่วงนี้ร่างกายเราจะสามารถกำจัดกรดแลคติกได้ทัน (กับที่ถูกผลิตขึ้นมา) (กรดแลกติกเกิดเมื่อมีการออกกำลังกาย เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย) เมื่อเราออกกำลังหนักขึ้นๆ จนถึงระดับหนึ่ง เราจะ"เริ่ม"หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปสร้างพลังงานไม่เพียง (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Lactate threshold ) เป็นจุดที่อยู่ระหว่างหอบพอพูดได้กับหอบจนพูดไม่ออก ถ้ายังไม่เลยขึ้นไป ร่างกายยังพอกำจัดกรดแลกติกได้ทัน แต่ถือว่าเป็นจุดที่ปริ่มขอบแล้ว เมื่อยังออกกำลังหนักขึ้นไปอีก เราจะเข้าสู่ช่วงแอนแอโรบิค คือช่วงที่เราหายใจเอาออกซิเจนไปช่วยสร้างพลังงานไม่เพียงพอ (หอบจนพูไม่ได้) ร่างกายเราจึงต้องสร้างพลังงานจากกระบวนการอื่นๆ ซึ่งเราจะเริ่มกำจัดกรดแลกติกไม่ทัน (เริ่มเป็นหนี้ออกซิเจน) เมื่อกรดแลกติกสะสมมากเข้า เราจะรู้สึกล้ามากๆ จนไม่สามารถก้าวขาได้ดังใจอีก ถูกร่างกายบังคับให้วิ่งช้าลง จนเราได้ออกซิเจนพอ เราก็อาจสามารถไปต่อได้อีก (ก๊อก 2)

ผมไม่คาดคิดว่า สภาวะการเป็นหนี้อ๊อกซิเจน จะมาเกิดขึ้นกับผมอีก เพราะผม ล้างลาห่างหายจากการฝึกซ้อมกีฬามานานพอสมควร
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับผมในช่วงที่ ผมเริ่มมีงานสอนโยคะเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จนบางวันต้องสอนถึงวันละ 7-8 รอบ ในวันเกิดเหตุนั้นช่วงเวลาประมาณ18.00น. ผมต้องทำเวลาไปสอนในรอบต่อไป จากพญาไท ไปที่สุขุมวิท33(สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์)ให้ทันสอนตอนเวลา18.30น. จึงต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีพญาไทให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้ไปสอนให้ทันเวลา ความซวยเริ่มบังเกิด คือ ฝนดันตกในระดับปานกลางไม่ถึงกับหนักมาก อย่างไรผมก็ต้องลุยฝนไป(ด้วยจรรยาบรรณของผมที่ว่า ต้องไปสอนให้ตรงเวลาไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม) ดีที่ช่วงเวลานั้นผมจะมีอุปกรณ์กันฝนคือเสื้อแจ็คเก็ตกันฝนติดตัวเสมอในช่วงฤดูฝน ผมจึงสวมแจ็คเก็ตกันฝนตัวใหญ่คลุมกระเป๋าเป้ที่สะพายหลังรวมจนถึงถุงที่ใส่ Matโยคะ โดยมี Hoodของเสื้อกันฝนคลุมศรีษะไว้ตลอดเวลา แล้วเมื่ออุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมผมก็วิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีพญาไท พอวิ่งผ่านเข้าไปจนถึงบนชานชลา รถไฟฟ้าที่กำลังจะมุ่งหน้าไปสถานีปลายทางอ่อนนุช ก็จอดรออยู่แล้ว ผมจึงรีบวิ่งเข้าไปในขบวนรถอย่างไม่ลังเลใจ เพื่อให้ทันเวลาก่อนที่ประตูรถไฟฟ้าจะปิด เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาหลังเลิกงานจึงมีคนใช้บริการรถไฟฟ้าค่อนข้างหนาแน่น ผมจึงต้องยืนเบียดกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ผมยังคงรู้สึกเหนื่อยจากการวิ่งมาอย่างเร่งรีบ แต่ก็ต้องสะกดอาการหืดหอบไว้พอควรเพราะเกรงใจผู้โดยสารท่านอื่นๆที่แวดล้อมอยู่ หลังจากที่รถไฟฟ้าปิดประตูได้เพียงไม่กี่วินาที ผมก็เริ่มรู้สึกว่าวันนี้รถไฟฟ้าโยกเยกมากกว่าปกติ ตาของผมก็ค่อยๆเริ่มพร่ามัวแบบที่พอจะเป็นสัญญาณบอกให้ทราบว่าไม่ดีแน่แล้วเรา ผมมารู้สึกตัวอีกทีลืมตาขึ้นมา ก็พบว่ามีคนหลายคนยืนตีวงล้อมรอบตัวผมอยู่ด้วยความสนใจ ขณะนั้นสายตาเกือบทุกคู่ในขบวนรถไฟฟ้าก็มองมาที่ผมคนเดียวเลยครับ(เด่นมาก) เป็นลมล้มลงไปทั้งๆที่ยังสวมเสื้อกันฝนและมีสัมภาระสะพายอยู่อีกจำนวนหนึ่ง(รู้สึกอับอายมากที่สุดในตอนนั้น) มีพลเมืองดีหลายท่านรวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรถไฟฟ้ามาช่วยดูแลและประครองผมขึ้นมานั่ง ผมต้องการที่นั่งเพียงที่เดียวเท่านั้น แต่มีคนถึงสามคนแย่งกันสละที่นั่งให้ผม และก็อีกแหล่ะครับมีคนใจดีหลายคนต่างเดินเข้ามาหาผมพร้อมยื่นยาดม ยาหม่อง ให้ผมรวมแล้วได้มา 3ชิ้นครับ(คนไทยมีน้ำใจที่สุดในโลก) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากหลังจากที่ผมนั่งลงเพียงอึดใจเดียวรถก็จอดที่สถานีสยาม(สายตาหลายต่อหลายคู่ในขบวนรถก็ยังเฝ้ามองมาที่ผมอยู่เป็นระยะๆ คล้ายๆจะบอกให้รู้ว่าเขายังเป็นห่วงผมอยู่น๊ะ และจะเป็นกำลังใจให้ตลอดไป) พอไปถึงสถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์ผมก็มุ่งหน้าไปสอนตามปกติ โดยมาถึงก่อนเวลาสอนเพียงไม่กี่นาที การสอนก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น แต่ผมรู้สึกมีอาการเจ็บปากเล็กน้อย เหมือนปากแตก คงเป็นตอนที่ผมเป็นลมล้มลงไปบนรถไฟฟ้า ใบหน้าบริเวณปากอาจจะกระแทกพื้น(อาจส่งผลกระทบถึงสติสตางค์ของผมมาจนถึงทุกวันนี้)

จากเหตุการณ์นี้สรุปได้ด้วยตัวของผมเองว่า ผมเป็นหนี้อ๊อกซิเจน เนื่องจากวิ่งอย่างรีบเร่ง แถมยังสวมHoodกันฝน จึงทำให้อากาศไม่เพียงพอ ร่างกายผมจึงหยุดทำงานเพื่อรวบรวมอ๊อกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายกลับมาทำงานได้เป็นปกติอีกครั้ง

ประสบการณ์ครั้งนี้ สอนให้ผมรู้ว่าอย่าเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองมากจนเกินไป(ไม่เจียมสังขารเอาซะเลย) จะทำอะไรก็ควรจะประมาณตนให้ดี มีรุ่นพี่หลายๆคนก็พูดเชิงหยอกล้อกับผมเสมอว่า "ระวังให้ดีนะสอนมากเกินไปใช้ร่างกายมากเกินไปเดี๋ยวเงินทองที่หามาได้จะไม่พอกับค่ารักษาพยาบาลตัวเองตอนป่วยไข้" จากนั้นผมตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิตได้อย่างไม่ยากนัก เดชะบุญที่ในวันนั้นผมไม่ได้เป็นอะไรมาก ผมจึงหันมาดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น ด้วยการพยายามพักผ่อนให้เพียงพอและไม่โหมรับงานสอนจนมากเกินไป และขอฝากเป็นข้อคิดสะกิดใจสำหรับผู้ที่แวะเข้ามาอ่านบทความในบล็อกของผม

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพลังแห่งการสอนโยคะจะยังคงอยู่กับผมตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ 

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ


(ข้อมูล การเป็นหนี้อ๊อกซิเจน จาก patrunning.com)

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

โยคะ...กับเสียงรบกวนจากโทรศัพท์มือถือ(ภาคสอง)

(Jimmy in Akarna Dhanurasana)



โยคะ...กับเสียงรบกวนจากโทรศัพท์มือถือ(ภาคสอง)

ความเดิม...จากภาคที่แล้ว ได้ทิ้งคำถามไว้ให้ร่วมสนุกกัน(ไม่มีรางวัลอะไรให้นะจ๊ะ)ก็ยังเขียนข้อเสนอแนะเข้ามาได้เรื่อยๆนะ ไม่ต้องเกรงใจ

จริงๆแล้วประสบการณ์ในการสอนโยคะของผมกับการถูกรบกวนจากโทรศัพท์มือถือมีแบบโชกโชน หากผมเป็นขุนศึกก็คงมีรอยบาดแผลให้เห็นตามร่างกายเต็มไปหมด ถึงแม้ปัจจุบันจะผ่านประสบการณ์การสอนมานับไม่ถ้วนแต่ก็ยังคงเจอกับเสียงรบกวนจากโทรศัพท์มือถือเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละไม่ตำกว่าสองครั้งซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดกับการสอนย่านชานเมืองเป็นส่วนใหญ่ มีหลายเหตุการณ์แต่ผมจะขอยกเอาเหตุการณ์ที่จำได้ไม่ลืมมาเล่าให้ฟัง
โดยส่วนตัวของผมแล้ว ก่อนการสอนโยคะเกือบทุกครั้ง หากไม่ลืม ก็จะสอบถามสุขภาพผู้ฝึกว่ามีโรคประจำตัวอะไรที่เป็นข้อจำกัดในการฝึก จากนั้นก็จะบอกให้ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ เพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิในขณะที่เราฝึก(ปกติเรียนกับครูจิมมี่ก็แทบจะไม่มีสมาธิอะไรเหลือแล้ว อย่าต้องเพิ่มเสียงของโทรศัพท์มือถือเข้ามาอีกเลย) แต่หลายๆครั้งก็ยังไม่วายจะต้องมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในคลาสของผม ผมขอจำแนกออกเป็นCase Case ไป

Case ที่1 เสียงโทรศัพท์ที่เกิดขึ้นในคลาส เป็นเสียงของคนที่มาเข้าเรียนช้า คือพวกที่มาสายประมาณ 10นาที หลังจากที่เราบอกข้อกำหนดต่างๆไปแล้ว เราจะไปตำหนิอะไรก็ไม่ได้ ที่ทำได้ก็คือหันไปมองให้แกสำนึก แล้วผมก็จะไม่พูดอะไร นอกจากสอนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถือเป็นการให้เกียรติกับเขา แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าครั้งต่อไปเขาก็คงจะให้เกียรติผมเช่นกัน คือมาเข้าห้องเรียนตรงเวลาไม่สายจะได้ทราบข้อกำหนดในคลาสเหมือนกับคนอื่นๆที่มาก่อน การต่อว่าเขาต่อหน้าผู้คนจำนวนมากดูจะเป็นการประจานกันเกินไปและจะทำให้เขาอาย อาจไม่กล้ากลับมาเข้าเรียนกับเราอีก

Case ที่2 ประเภทไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังให้ได้ยิน แต่แอบรับสายและคุยแบบเบาๆกะว่าครูคงไม่ได้ยิน แต่อยากบอกให้ทราบว่า สำหรับคนเป็นครูสอนโยคะแล้ว ไอ้เสียงแอบคุยแบบนี้น่ารำคาญ คล้ายๆยุงที่มาบินอยู่ใกล้ๆหู ทำให้เสียสมาธิในการสอน บางครั้งอาจทำให้สอนผิดๆ หลุดสคริ๊ปการสอนเลยก็มี ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับผม ผมจะไม่ว่าอะไร แล้วก็จะเดินไปสอนตรงที่เขาคุยโทรศัพท์ทันที แบบว่าคุยได้ก็คุยไปผมก็จะแหกปากสอนอยู่ใกล้ๆ ส่วนใหญ่เขาจะวางทันที หรือถ้าไม่วางก็จะเดินออกไปคุยโทรศัพท์นอกห้องเรียน

Case ที่3 ประเภทไม่สนใจใคร ไม่ยอมปิดเสียง พอมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นก็รับและสนทนาทันทีแบบไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น ประเภทนี้เคยเจอประจำเหมือนกันครับ มักพบย่านชานเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นแม่ๆ,ป้าๆขาใหญ่เจ้าถิ่น ทำแบบนี้เป็นนิสัยส่วนลึกแบบไม่เคยคิดปรับปรุง จนบางครั้งสมาชิกท่านอื่นเริ่มไม่พอใจในพฤติกรรม ถึงขั้นเกิดการปะทะวาจากันจนเกือบมีเรื่องก็เคยมี ตอนที่ผมประสบการณ์การสอนยังไม่มากนักหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ผมจะแขนขาสั่น จนทำให้หลุดสคริ๊ปการสอนก็เคยมี ดังนั้นทุกกรณีที่มีการใช้โทรศัพท์ในคลาสเรียนของผม(ทุก Case) ผมต้องมีการทำโทษทุกครั้ง ด้วยการให้นักเรียนทุกคนทำท่ารับโทรศัพท์พร้อมกันทั้งชั้นเรียนเลย(Akarna Dhanurasana - Shooting Bow Pose ดังรูปด้านบน) ทำโทษกันเกือบทุกครั้ง จนบางครั้งต้องทำใจ แต่มีอยู่วันหนึ่งทำใจไม่ได้รู้สึกว่าคนเดิมคนนี้บ่อยมากเกินไป ผมจึงตะโกนเสียงดังขึ้นมาในขณะที่แกกำลังคุยโทรศัพท์ทันทีว่า " โทรศัพท์อีกแล้ว" แกจึงรีบเดินออกไปคุยนอกห้องทันที นักเรียนหลายคนรวมทั้งผมรู้สึก หายตึงเครียดและมีการแอบยิ้มเล็กๆริมปาก เหมือนได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมาเสียที โชคดีที่เขาไม่ได้โกรธเคืองอะไรผม เหตุการณ์วันนั้นจึงผ่านไปได้ด้วยดี

Case พิเศษ จำขึ้นใจไปตลอดกาล เหตุเกิด ณ ฟิตเนสใหญ่แห่งหนึ่ง ย่านชานเมือง(ด้วยจรรยาบรรณของครูโยคะแบบอิสระจึงไม่อาจเปิดเผยชื่อฟิตเนสได้) มีคนเรียนในคลาสประมาณ 50คน คู่กรณีของผมคนนี้เป็นผู้หญิงอายุประมาณสามสิบปลายๆถึงสี่สิบ ในขณะที่ผมกำลังสอนได้ประมาณ 20นาที ก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เจ้าของโทรศัพท์ก็รีบรับสายและสนทนาทันที และก็ไม่ยอมออกไปคุยนอกห้อง ผมจึงเข้าไปก่อกวนโดยการเข้าไปแหกปากตะโกนสอนเสียงดังอยู่ใกล้ๆ คู่กรณีคนนี้แทนที่จะออกไปนอกห้อง ดันหันมามองผมด้วยสายตาคล้ายๆจะตำหนิผมว่าไม่รู้กาลเทศะ แล้วเธอก็นำนิ้วชี้ มาจ่อที่ปากเป็นสัญลักษณ์ จุ๊ ๆ ว่าอย่าส่งเสียงดัง ทำให้ผมยิ่งงงหนักเลย เพราะผมนี่แหล่ะที่ควรจะทำสัญลักษณ์จุ๊ ๆ ใส่แก ผมจึงหันไปมองสมาชิกที่แวดล้อมเธออยู่ พอคู่กรณีของผมคนนี้เงยหน้าและกวาดสายตามองไปรอบข้าง ด้วยสายตาที่ดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรของสมาชิกที่แวดล้อมอยู่หลายท่านจึงทำให้เธอต้องรีบเดินออกจากคลาสเรียนไปเลย หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ค่อยได้เจอสมาชิกท่านนี้อีกเลย

ทุกกรณีที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับประสบการณ์การสอนโยคะของผม บางครั้งโดยหน้าที่ของเราแล้วก็จำเป็นต้องใช้วิธีที่ละมุนละม่อมที่สุด เพราะการไปสอนโยคะในฟิตเนสนั้นต้องทำใจ กลุ่มผู้เรียนจะหลากหลายมากๆ แล้วเราก็ต้องสอนกึ่งๆบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้เรียนมากที่สุด ซึ่งจะต่างจากสตูดิโอโยคะโดยตรง ที่จะมีกฏระเบียบต่างๆที่ชัดเจนและครูผู้สอนสามารถตัดสินใจเด็ดขาดในคลาสสอนได้ทันที หากเกิดกรณี ตามCaseต่างๆที่ผมกล่าวมา ครูที่สอนในสตูดิโอโยคะโดยตรงคงจะเชิญนักเรียนคนนั้นออกนอกห้องทันที หรือไม่ก็พูดตำหนิทันทีเลยเพื่อประจานกันไปให้รู้สำนึก

ดังนั้นหากเรารู้จักที่จะเข้าใจผู้อื่นบ้าง และทำตามกฏกติกาของสังคมเหมือนคนอื่นๆเขา เราก็คงจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แล้วก็คงจะไม่ถูกคนในสังคมเขาตำหนิเอา

ขอความสงบสุขในการฝึกโยคะจงอยู่กับทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

โยคะ...กับเสียงรบกวนจากโทรศัพท์มือถือ(ภาคแรก)


โยคะ...กับเสียงรบกวนจากโทรศัพท์มือถือ(ภาคแรก)

พูดถึงการฝึกโยคะ เราย่อมต้องคิดถึงการเคลื่อนไหวในท่วงท่าที่มีสมาธิตามแบบฉบับของโยคะ แต่ถ้าหากการฝึกโยคะนั้น เป็นการฝึกในสตูดิโอ หรือศูนย์ฝึกที่มีคนเรียนอย่างน้อย 10คน แล้วดันมีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา ทั้งๆที่ก็มีป้ายเขียนเตือนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนให้ทราบโดยทั่วกัน แต่ในกรณีที่อ่านหนังสือไม่ออกครูผู้สอนก็มักจะพูดเตือนให้ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือก่อนคลาสจะเริ่มเสมออยู่แล้ว ผมจึงมีคำถามสำหรับทุกคนที่เข้ามาอ่าน บล็อกของผม ทั้งท่านที่เคยมีประสบการณ์ดังกล่าวแล้วก็ดีหรือยังไม่เคยเจอประสบการณ์ดังกล่าวก็ดี
คำถามแรก คือ คุณจะทำอย่างไรในกรณีที่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องฝึกโยคะ? หากคุณไม่ได้เป็นเจ้าของเสียงโทรศัพท์มือถือนั้น
ก. คิดตำหนิอยู่ในใจ
ข. หันไปมองต้นกำเนิดเสียงด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ค. พูดเปรยๆเชิงตำหนิ แสดงความไม่พอใจให้ทราบ
ง. มองต้นกำเนิดเสียง และมองมาที่ครูผู้สอนเพื่อให้ครูแสดงบทบาท
จ. ให้อภัย ไม่คิดมากอะไร

คำถามที่สอง หากเสียงโทรศัพท์นั้นดังต่อเนื่องโดยไม่มีใครแสดงความเป็นเจ้าของ คุณจะทำอย่างไร?
(ใช้ตัวเลือกคำตอบเดียวกับ คำถามข้อแรก)

คำถามที่สาม หากคุณเป็นเจ้าของเสียงโทรศัพท์ คุณจะทำอย่างไร?
ก. รีบกล่าวคำขอโทษ และปิดโทรศัพท์ทันที
ข. รีบรับสายและเดินออกไปสนทนาด้านนอกห้องเรียน
ค. รับสายและรีบสนทนาในห้องเรียนโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด
ง. รับสายและสนทนาโทรศัพท์ในชั้นเรียนแบบไม่ต้องสนใจใคร
จ. ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของเสียงโทรศัพท์
คำถามที่สี่ หากคุณเป็นครูสอนโยคะที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าวนี้คุณจะทำอย่างไร?
(ข้อนี้ไม่มีตัวเลือก ให้ตอบเข้ามาได้ตามความคิดเห็นของแต่ละท่าน)
แล้วจะรออ่านคำตอบของทุกคนน๊ะจ๊ะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีคนร่วมแสดงความคิดเห็นเข้ามา

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

โยคะ...กับเหตุผลที่คนหันมาฝึกโยคะ

(จิมมี่ ในคลาส Adjustments กับครูโยคะ Rusty Well, Asia Yoga Conference 2009, Hongkong)



(บรรยากาศ ก่อนเริ่ม คลาสของ David Swenson ใน Asia Yoga Conference 2009, Hongkong)

โยคะ...กับเหตุผลที่คนหันมาฝึกโยคะ
  
ผมเคยพูดถึงเหตุผลของผม ที่ทำให้ผมเอาจริงเอาจังกับโยคะมาจนถึงทุกวันนี้ในบทความแรก(โยคะ...หนทางแห่งการดับทุกข์ ของจิมมี่) แต่ที่จะพูดถึงในบทความนี้คงเป็นเหตุผลของคนอื่นๆที่เขามาฝึกโยคะ จากการที่ผมเป็นครูสอนโยคะแบบอิสระ(ใครเขาจ้าง ให้ไปสอนที่ไหน เราก็ไปหมด)จึงมีโอกาสได้สอบถามนักเรียนถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เขามาฝึกโยคะ ได้ข้อมูลมากมาย พอที่จะจำแนกออกมาเป็นประเภทใหญ่ๆได้ดังต่อไปนี้

โยคะกับปัญหาด้านสุขภาพ หลายๆคนหันมาฝึกโยคะเพราะมีปัญหาทางด้านสุภาพ เช่น ปวดหลัง, ปวดคอ, ปวดไหล่, ปวดประจำเดือน, ปวดหัวไมเกรน, ภูมิแพ้, หอบหืด, ท้องผูก และอื่นๆอีกสารพัดโรค จึงหันมาใช้โยคะเป็นแพทย์ทางเลือก เพื่อบำบัดอาการต่างๆเหล่านั้น บางท่านก็บรรลุถึงความต้องการที่ถวิลหาด้วยศาสตร์แห่งโยคะ แต่ผู้ที่ต้องผิดหวังชอกช้ำจากการฝึกโยคะก็มีไม่น้อยเช่นกัน ของบางอย่างบางช่วงเวลามันก็เหมาะกับคนบางคน คงจะจัดให้เป็นสัจธรรมชีวิตอีกข้อหนึ่งได้ จะพูดว่ามันเปรียบเสมือนดาบสองคมก็คงไม่ผิดอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นจึงฝากถึงผู้ฝึกโยคะทุกท่านให้รู้จักประมาณความสามารถของตนเอง อย่าฝืนฝึกโยคะจนเกินกำลัง เราฝึกโยคะเพื่อตัวของเราเอง ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันกับใคร เพราะผลลัพธ์ที่ได้อาจเลวร้ายเกินกว่าที่คิด ไม่มีใครหรอกที่จะรู้จักตัวเราเท่ากับตัวของเราเอง ดังพุทธภาษิตที่กล่าวไว้ว่า อตฺตนา โจทยตฺ ตานํ (อ่านว่า อัตตะนา โจทะยัต ตานัง) จงเตือนตนด้วยตนเอง ตามต่ออีกหนึ่งบทด้วย อโรคยา ปรมาลาภา การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

โยคะกับการฝึกสมาธิและจิต หลายๆคนเครียดเพราะได้รับความกดดัน จากการทำงาน ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมจนถึงปัญหาครอบครัว ตัวผมเองในอดีตก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกันคือได้รับความกดดันจากการทำงาน การใช้โยคะฝึกจิตฝึกสมาธิเป็นหนทางที่ดูน่าจะสมานฉันท์มากที่สุด เป็นอะไรที่น่าสนใจและท้าทาย ผมเชื่อว่าการฝึกจิตหรือฝึกสมาธิ ไม่ว่าจะด้วยแนวทางใดก็ตาม เป็นการทำให้เราหันมาทำความเข้าใจกับตัวเราเองมากยิ่งขึ้น และเมื่อเราเข้าใจตนเองแล้ว การที่จะเข้าใจคนอื่นรอบๆตัวของเราก็คงจะไม่ยากนัก(อย่าทำประมาทไป...จิตมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง) การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นก็คงเป็นไปอย่างกลมกลืน ดังพุทธภาษิตที่กล่าวไว้ว่า จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี (อ่านว่า จิตตัง รักเขถะ เมธาวี) ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต และแถมอีกหนึ่งบทด้วย จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ (อ่านว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง) จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้

โยคะกับสื่อโฆษณาต่างๆในสังคม หลายๆคนหันมาฝึกโยคะเพราะเห็นดาราซูปเปอร์สตาร์คนโปรดหลายต่อหลายคน ออกรายการทีวี โดยบทสัมภาษณ์ที่มักขาดไม่ได้ก็คือ มีเคล็ดลับอย่างไรถึงได้รูปร่างดี และหน้าตายังดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ก็จะได้รับคำตอบว่าช่วงนี้หากว่างก็จะไปออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ แต่ที่ฮอตฮิตที่สุดสำหรับช่วงนี้คงหนีไม่พ้นการฝึกโยคะ จึงทำให้หลายคนตัดสินใจรีบมาฝึกโยคะแบบกระทันหัน เพราะแรงบันดาลใจจากดาราคนโปรด เพียงหวังว่าจะมีรูปร่างทรวดทรงงดงาม หน้าตาดูอ่อนเยาว์เหมือนซูปเปอร์สตาร์ดาราคนโปรด จนลืมคิดวิเคราะห์ให้ดีว่า เหตุปัจจัยอะไรกันแน่ที่ทำให้ดาราคนนั้นเขาดูดี เพราะโยคะจริงๆหรือ? แต่ในที่สุดสักวันหนึ่งผมเชื่อว่าทุกคนคงจะค้นพบความจริง และสามารถตอบโจทย์ของตัวเองได้ในที่สุดว่าแท้ที่จริงแล้วโยคะให้อะไรกับเรา ดังพุทธสุภาษิต ที่ว่า นตฺถิ ฌานํ อปณฺญสฺส (อ่านว่า นัตถิ ฌานัง อะปัณญัสสะ) ความพินิจไม่มีแก่คนไร้ปัญญา(ฌาณไม่มีแก่ผู้ไม่พินิจ)

ควรคิดที่จะฝึกโยคะ จากความต้องการภายในจิตใจเบื้องลึกของตัวคุณเอง แล้วคุณจะพบกับความสุขอย่างแท้จริงที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ขอธรรมะและโยคะคุ้มครองทุกคน

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ



วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โยคะ...กับเรื่องของเด็กๆ(ภาคสอง)



โยคะ...กับเรื่องของเด็กๆ(ที่จิมมี่...ไม่อยากเจอ)

เรื่องที่สอง

ตี๋น้อย....ไม่เข้าใจลุงเอาซะเลย( Immersion 2 )

ชื่อเรื่องอาจฟังดูแปลกๆ แต่มันมีที่มาครับ ประมาณ2ปีที่แล้ว เรื่องมันมีอยู่ว่า ทุกวันศุกร์เวลาประมาณ19.30น. ผมจะต้องไปสอนโยคะให้ฟิตเนสในโรงแรมระดับสามดาวแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสนามศุภฯ (ปัจจุบันผมไม่ได้ไปสอนที่นี่แล้ว) ที่นี่บรรยากาศอบอุ่นกันเองทั้งฟิตเนส ส่วนใหญ่สมาชิกที่มาจะเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน มาเล่นฟิตเนสกันด้วยความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านตัวเอง มีขนมก็มาแบ่งกันทานในฟิตเนส และบางครั้งก็มีขนมเล็กๆน้อยๆมาฝากผมเสมอ บางวันได้ขนมติดมือกลับบ้านเยอะเลยก็มี ส่วนใหญ่ผู้ที่มาเข้าเรียนกับผมอายุเฉลี่ยมากกว่า40ปีครับ เลยสอนโดยใช้ท่าพื้นฐานที่ไม่ยากจะเน้นท่านั่งและท่านอนเป็นหลัก นักเรียนของผมกลุ่มนี้ เป็นอาเจ๊,อาซ้อ, อาอี๊, อาอึ่ม, อาเจค, อาแปะ บางท่านก็มีพาลูกหลานมาบ้าง หรือบางครอบครัวก็ใช้เป็นที่นัดพบกันเมื่อออกกำลังกายเสร็จก็จะกลับบ้านพร้อมกัน ที่นี่เด็กๆไม่ค่อยเข้ามาวุ่นวายในเวลาที่ผู้ใหญ่ฝึกโยคะ เป็นข้อดีมากๆสำหรับผม การสอนที่นี่ทุกๆครั้งมักจะเป็นไปด้วยความราบรื่นเรียบง่าย แต่มีอยู่วันหนึ่งมีสมาชิกเข้าเรียนกับผมประมาณ7-8ท่าน ในขณะที่ผมสอนใกล้จะจบคลาส สังเกตได้ว่ามีเด็กชายเชื้อสายจีนอายุประมาณ10ปี เดินผ่านไปผ่านมาและด้อมๆมองๆเข้ามาในห้อง หลายต่อหลายครั้ง จนผมเกิดความสงสัยในใจว่าอาตี๋น้อยคนนี้กำลังตามหาใครหรือมองหาสิ่งของอะไรอยู่ อีกไม่กี่นาทีจากนั้นก็มาถึงขั้นตอนของการพักด้วยท่าศพ และโยคะนิทราแบบง่ายๆ ซึ่งผมก็จะปิดไฟในห้อง แล้วค่อยๆพูดนำผู้ฝึกไปสู่การผ่อนคลาย ในขณะที่ทุกคนกำลังเคลิบเคลิ้มผ่อนคลายแบบได้ที่ ทันใดนั้นเองอาตี๋น้อยก็เปิดประตูเข้ามาในความมืดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงดังชัดเจน เป็นประโยคคำถามว่า "ลุง ๆ เสร็จหรือยังเนี่ยะ จะตีปิงปองลุง?" (ผมก็ยังไม่ได้พูดอะไรโต้ตอบแค่คิดในใจว่า ฉันไม่ได้เป็นพี่ชายของพ่อแม่แกแน่นอนตี๋น้อย) ในตอนนั้นผมรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย อย่างแรก คือ ดันมาเรียกผมว่าลุง (รับไม่ได้จริงๆ) อีกประการคือมารบกวนสมาธิในขั้นตอนที่สำคัญมากในการฝึกโยคะ ผู้ฝึกโยคะทุกคนคงทราบดีถึงความสงบสุข ผ่อนคลาย ของขั้นตอนนี้ แล้วตี๋น้อยก็หันกลับออกจากห้องไปด้วยความรวดเร็ว ผมเห็นว่าสมาชิกได้ถูกรบกวนจากเสียงของตี๋น้อย จึงเดินไปเปิดไฟและเข้าสู่การจบคลาส อาแปะคนหนึ่งที่เรียนกับผมจึงพูดเชิงถามว่า "ไอ้เด็กเมื่อกี้มันลูกใครหว่า? มาเรียกอาจารย์ว่าลุง" แป๊บเดียวอาตี๋น้อยก็เดินเข้ามาพร้อมพูดว่า "ผมกางโต๊ะตีปิงปองเลยน๊ะ" ( ห้องนี้ทางฟิตเนสจะใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด คือจะเป็นทั้งห้อง สำหรับเต้นแอโรบิค ฝึกโยคะ เรียนเทควันโด รวมจนถึงตีปิงปอง ) เพียงแป๊บเดียวก็ทราบว่าเป็นลูกชายของสมาชิกท่านหนึ่งซึ่งมาเรียนโยคะกับผมเป็นประจำ แม่ของตี๋น้อยจึงรีบให้ตี๋น้อยขอโทษทุกคนรวมจนถึงผม พออาแปะที่เรียนด้วยทราบว่าเป็นลูกใครจึงพูดจาหยอกล้อกับตี๋น้อยว่า "ไม่รู้เรื่องเลยเองนี่ คราวหน้ามาทำแบบนี้อีกเองโดนเตะแน่ๆ ดูซิอาจารย์ยังหนุ่มยังแน่น มาเรียกลุงได้ยังไง คราวหน้าเองเรียกอาจารย์ว่าพี่รู้ไหม?" ผมคิดในใจว่า ขอบคุณมากครับอาแปะ ถ้าจะให้ดีอย่าตรอกย้ำอีกเลยครับ ฟังแล้วมันจี๊ด เห่อ! อาตี๋น้อย...ไม่เข้าใจลุง(พี่)เอาซะเลย...



เรื่องที่สาม

อย่าทำอะไร! คุณแม่ของเขาน๊ะ!( Immersion 3 )

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปี2551 ผมกำลังสอนผู้ฝึกหลักสูตร ครูโยคะ200ชั่วโมง มีผู้เข้าอบรมท่านหนึ่งวันนี้เขามีความจำเป็นที่จะต้องพาลูกชายวัย4ปี มารอในขณะที่เขากำลังฝึกกับผม แต่ผมและผู้เข้าอบรมทุกๆท่านได้ตั้งข้อตกลงกันไว้แล้วว่าถ้านำลูกมาก็ไม่อนุญาตให้เข้ามาในส่วนที่เราฝึกปฏิบัติซึ่งอยู่ชั้นบนของสถาบัน ภาระจึงตกไปอยู่กับน้องพนักงานต้อนรับของสถาบันที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชั้นล่าง ต้องรับบทเป็นพี่เลี้ยงจำเป็น พร้อมกับทำงานไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ในวันนี้ช่วงท้ายของการฝึก ผมให้ผู้เข้าอบรมทำท่าศรีษะอาสนะ ก็ค่อยๆให้ทำทีละคนเพื่อความปลอดภัย พอมาถึงผู้อบรมคนที่นำลูกมาด้วย ผมก็เข้ามาช่วยจัดท่าให้เช่นเดียวกับทุกๆคน มีจังหวะหนึ่งผมต้องนั่งยองๆ เข่าต่ำข้างสูงข้าง เหมือนท่านั่งของหนุมานกิริยา และหันหลังให้กับประตูห้อง ด้วยความมุ่งมั่นในการจัดระเบียบร่างกาย เพื่อความปลอดภัยจึงพยายามดูให้ละเอียด ทันใดนั้นเองก็มีเท้าหนึ่งเท้า เตะเข้ามาที่ก้นของผมความรุนแรงระดับปานกลาง แต่ตำแหน่งของปลายเท้าบริเวณหัวแม่เท้าเข้ามาที่รูทวารหนักพอดีเป๊ะ บอกให้ทราบว่ามีการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี พร้อมกับเสียงพูดว่า "อย่าทำอะไร! คุณแม่ของเขาน๊ะ!" ความรู้สึกตอนนั้นคือเจ็บมากๆครับ แสดงออกทางสีหน้าชัดเจนแต่กลั้นเสียงร้องไม่ให้ร้องออกมา คนที่เห็นคงคิดว่าผมไม่เป็นอะไรแค่เด็กเอาเท้ามาเตะก้นไม่ได้รุนแรงอะไร แต่จริงๆแล้วมันเข้าจุดโฟกัส บอกตรงๆว่าถ้าหากคุณเป็นริดสีดวงทวารหนัก แล้วโดนแบบนี้ริดสีดวงคุณแตกแน่ๆ ดีที่ผมไม่เป็นริดสีดวง แต่เจ็บมากๆขอบอก ในขณะเดียวกันก็มีความโกรธเข้ามาผสมด้วยแต่ไม่มากนักยังข่มใจไว้ได้ด้วยเห็นว่าเขายังเด็กอยู่พอจะให้อภัยได้ แม่ของเด็กคนนี้จึงรีบลงมาจากท่าศรีษะอาสนะและบอกกับลูกว่า"ทำไมหนูไม่อยู่ข้างล่างล่ะจ๊ะ ครูเขาไม่ได้ทำอะไรแม่ เขาช่วยแม่ทำท่าศรีษะอาสนะลูก" เด็กก็คือเด็ก เขาทำหน้าตา งงๆแล้วก็พูดว่า "คิดถึงแม่ นึกว่าเขาจะทำอะไรแม่" โถเด็กกตัญญูแท้ๆเลย ผมคิดในใจว่าฉันไม่ได้อยากไปยุ่งอะไรกับแม่แกหรอก ยังไม่หายเจ็บเลย แต่ในฐานะที่ผมก็เป็นลูกกตัญญูคนหนึ่งจึง ย๋วนๆ ไม่ถือสาหาความ มิเช่นนั้นผมคงให้ลูกสาววัยสามขวบของผมพาพวกมาลุมยำแน่ๆ จากนั้น ผมจึงกำชับทุกๆคนเลยว่า ได้โปรดอย่าพาลูกมากันอีกเลย ทางสถาบันของเรายังไม่พร้อมที่จะรองรับเด็กๆ ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดที่ได้เจอ และทั้งหมดนี้ก็คือประสบการณ์ โยคะ...กับเรื่องของเด็กๆ แบบไตรภาค ของผม หวังว่าเรื่องเล่าของผมคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับเพื่อนครูโยคะและผู้ฝึกโยคะที่มีลูกคอยติดตามไปไหนต่อไหนด้วย

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ


ป้ายกำกับ

Powered By Blogger