เรื่องเล่า...จากครูโยคะ

เรื่องเล่า...จากครูโยคะ เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์การสอนโยคะของครูจิมมี่ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ สอดแทรกอารมย์ขัน เหมาะกับผู้ที่สนใจในการฝึกโยคะ, ครูฝึกโยคะและทุกๆคน ทุกเพศทุกวัย



สำหรับทุกๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใช้บริการ อ่านบล็อก เรื่องเล่า...จากครูโยคะ โดยครูจิมมี่ สามารถเลือกคลิ๊กเข้าไปอ่าน บทความอื่นๆได้ ที่เดือนต่างๆ ซึ่งเรียงอยู่ทางด้านขวามือของบทความ ขอบพระคุณมากครับ



ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป...นมัสเต...





วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

“ทอม”คู่หูต่างวัยที่มัยซอร์ของผม (Jimmy in Mysore 11)



                           (ผมถ่ายรูปคู่กับ ทอม ที่ด้านหน้าศาลาฝึก KPJAYI.)

“ทอม”คู่หูต่างวัยที่มัยซอร์ของผม (Jimmy in Mysore 11)

  มาถึงตอนนี้ผมก็ได้มาฝึกโยคะที่ K Pattabhi Jois Ashtanga Yoga Institute ประมาณ 3สัปดาห์แล้วล่ะครับ ก็ได้รับประสบการณ์ดีๆต่างๆมากมายและมิตรภาพอันดีงามของเพื่อนๆผู้ฝึกโยคะจากทั่วโลก หนึ่งในชาวต่างชาติที่มาฝึกโยคะที่นี่และผมได้มีโอกาสทำความรู้จักก็คือชาวอังกฤษที่ชื่อ “ทอม”




ทอม มาจากเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ, ลักษณะที่โดดเด่นของทอมก็คือ เขาจะยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกๆคนเสมอ ดูเป็นมิตร ทอมสูงประมาณ 175เซนติเมตร ตัดผมสกรีนเฮดเสมอ (เพราะผมเขาไม่ค่อยจะมีน่ะครับ) จากการที่ได้พูดคุยกับทอมคร่าวๆ ก็ได้ทราบข้อมูลมาว่า ทอม เป็นผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในการฝึกโยคะมากๆ และเดินทางมาฝึกโยคะที่นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วครับ ซึ่งก็แน่นอนครับ เขาไม่ใช่มือใหม่สำหรับการฝึกอัษฎางคโยคะที่นี่, (เป็นผมเสียอีกครับที่ถือว่าใหม่มากๆสำหรับการมาฝึกที่นี่) ทอมอายุ 43ปี มีภรรยาแล้วแต่ไม่มีลูก เขาเป็นเจ้าของร้านอาหารในลอนดอน ประเทศอังกฤษ การเดินทางมาฝึกโยคะที่นี่ในครั้งนี้ ทอมจะอยู่ที่นี่เพื่อฝึกเป็นระยะเวลาประมาณ 2เดือน(ทอม บอกผมว่าเดือนเดียวน้อยเกินไปสำหรับเขา)



ทอม มีความชื่นชอบเมืองไทยและคนไทยเป็นอย่างมาก เขาได้เล่าให้ผมฟังถึงสาเหตุของการที่เขาประทับใจและชื่นชอบประเทศไทยของเราว่า มันเริ่มจากการที่น้องชายของเขาได้รับการติดต่อให้มาเป็นผู้ควบคุมดูแลหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษให้กับโรงเรียนนานาชาติที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ย่านสีลม, เมื่อน้องชายเขามาอยู่เมืองไทยได้สักพักใหญ่ๆก็เลยชวนเขาให้มาท่องเที่ยวที่เมืองไทย และการมาท่องเที่ยวประเทศไทยครั้งแรกของทอม ก็เลยทำให้ทอมหลงใหลในเมืองไทยอย่างมากมายจนทำให้ต้องกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกถึง 5ครั้งด้วยกัน(ไม่รู้เหมือนกันครับ ว่าทอมติดใจอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า อิๆๆ) ทำให้ทอมชอบทานอาหารไทย พูดภาษาไทยคำง่ายๆได้อย่างชัดเจน เช่น สวัสดีครับ, ขอบคุณครับ, อร่อยครับ, ส้มตำ, ต้มยำกุ้ง ฯลฯ และปัจจุบัน แม่ครัวคนหนึ่งในร้านอาหารของทอมก็เป็นชาวไทยซึ่งไปพำนักพักพิงอยู่ในประเทศอังกฤษ จนแม่ครัวชาวไทยท่านนี้มีครอบครัวที่ประเทศอังกฤษ และได้รับสัญชาติเป็นชาวอังกฤษเรียบร้อยแล้ว


นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าภาคภูมิใจของประเทศไทยของเรา ที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ดึงดูดใจ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหลายต่างก็นิยมและมักมาท่องเที่ยวที่เมืองไทยของเรา ดังนั้นพวกเราก็ควรจะเป็นเจ้าบ้านที่น่ารัก เพื่อให้เขารู้สึกประทับใจ อย่างที่ทอมรู้สึก จะได้กลับไปบอกต่อๆกันและมาเที่ยวเมืองไทยของเรามากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจการท่องเที่ยวบ้านเราจะได้ดียิ่งๆขึ้น



การที่ผมได้มีโอกาสรู้จักและพูดคุยกับทอมบ่อยๆก็เพราะว่าเราทั้งคู่ได้ช่วงเวลาการฝึก ช่วงเดียวกันนะครับ  ผมกับทอมมักจะได้รับการเปลี่ยนเวลาฝึกจากครูSharath ด้วยกันอย่างไม่ได้นัดหมายเสมอๆ ที่สำคัญก็คือเราทั้งคู่ถูกปรับเวลาในการฝึกบ่อยกว่าคนอื่นๆเขาน่ะครับ  ผมและทอมเริ่มต้นฝึกครั้งแรกของการมาฝึกที่ KPJAYI.ที่เวลา 9:30น.  มาจนถึงวันนี้ผมและทอมก็ได้ถูกปรับเวลาในการฝึกให้เร็วขึ้นมาเป็น7:00น.



                                (รูปภาพการ์ตูน โดยครูบุญชู www.alliscoming.com)
 
การเปลี่ยนแปลงเวลาในการฝึกนั้น ทุกๆคนที่มาฝึกที่นี่ จะได้รับคำสั่งโดยตรงจากครูSharath เท่านั้น ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงเวลาฝึกของตนเองได้ การปรับเวลาโดยมาตรฐานของครูSharath ครูก็มักจะขยับเวลาให้แต่ละคนครั้งละครึ่งชั่วโมง  ก็เท่ากับว่าผมและทอมถูกขยับเวลาในการฝึก 5ครั้ง ภายใน 2สัปดาห์(สัปดาห์แรก ฝึกที่เวลา 9:30น.ตลอดครับ) ถือว่าเป็นการปรับเวลาที่รวดเร็วมากๆเลยล่ะครับ พูดกันง่ายๆก็คือเราทั้งคู่จะถูกครูปรับเวลาในการฝึกให้ทุกๆ 2-3วัน เลยครับ, ในขณะที่ผู้ฝึกในกลุ่มที่เริ่มฝึกเวลาเดียวกันกับเราตอน 9:30น. บางคน ก็ยังคงฝึกอยู่ที่เวลาเดิม หลายๆคนถูกขยับเวลาฝึกให้เร็วขึ้นมา แต่ก็ขยับช้ากว่าผมและทอม 

(หวังว่าทุกๆท่านคงจะจำคำว่า Shala Time จากบทความที่ผ่านๆมาของผมได้นะครับ ก็คือการที่ เวลาที่ศาลาฝึกKPJAYI.จะเร็วกว่าเวลาท้องถิ่นปกติประมาณ 20นาทีครับ, และครูจะบอกให้ทุกคนมารอก่อนเวลานัดหมาย 10นาทีเสมอ, ดังนั้นถ้าเวลาในการฝึกของเราเป็น 9:30น. ก็เท่ากับว่าเราจะต้องมารอฝึกตั้งแต่ตอน 9:00น. ตามเวลาท้องถิ่น อย่าพลาดเชียว เรื่องนี้ทุกคนที่มาฝึกที่นี่ต่างรู้กันดี)




เรื่องของการขยับเวลาให้กับผู้ฝึกแต่ละคนนี้ ผมก็ไม่สามารถทราบได้จริงๆล่ะครับ ว่าครูSharath ท่านมีเกณฑ์อะไร ในการประเมินและตัดสินใจ  แต่ขอยืนยันได้เลยว่าในเรื่องของการจดจำนั้น ครูSharathสามารถจดจำรายละเอียดต่างๆของนักเรียนผู้ที่มาฝึกแต่ละคนได้อย่างแม่นยำมากๆ(อาจจะยกเว้นครั้งแรกที่เจอหน้าผมที่นี่ อิๆๆ) 

จริงๆ แล้วถ้าให้ผมประเมินตัวผมเอง ผมก็น่าจะจัดอยู่ในผู้ฝึกกลุ่มกลางๆหรือกลุ่มทั่วๆไปของที่นี่เท่านั้นน่ะครับ ผู้ที่มีทักษะในการฝึกอาสนะที่ดีกว่าผมที่นี่มีอย่างมากมายเลยล่ะครับ ราวกับว่าที่นี่ได้ทำการคัดเลือกมาแต่ยอดฝีมือทางด้านอาสนะแท้ๆ 

กลุ่มของผู้ฝึกที่ได้ฝึกเป็นกลุ่มแรกๆในช่วงเวลาตีสี่ครึ่ง ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว มักจะเป็นกลุ่มของผู้ฝึกระดับIntermediate ไปจนถึง Advance หรือเป็นกลุ่มของครูผู้ที่ได้รับการรับรองAuthorized Ashtanga Yoga Teacher จากKPJAYI.ซะเป็นส่วนใหญ่น่ะครับ

ถ้าจะบอกว่าครูเขาคัดเฉพาะคนที่มีทักษะในการทำท่าอาสนะต่างๆได้ดีให้ขึ้นมาฝึกเร็วๆ "ก็คงจะไม่จริงล่ะครับ" เพราะผมก็เห็นเสมอว่าสำหรับผู้ฝึกบางคนที่ไม่สามารถทำท่าหลักๆต่างๆใน Primary Series ได้, มิหนำซ้ำครูยังสั่งให้หยุดเป็นประจำ ก็ถูกเลือกที่จะให้ปรับเวลาในการฝึกให้เร็วขึ้นมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเช่นกัน  

และจากข้อมูลที่ผมได้คุยๆกันกับทอมก็คือ ถ้าเรามีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย มารอฝึกก่อนเวลาเป็นประจำสม่ำเสมอ ครูเขาน่าจะพิจารณาดูเรื่องของการปรับเวลาจากเหตุผลดังกล่าวนี้เป็นหลัก  

การปรับเวลา ก็จะมีผลดีและผลกระทบแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ส่วนผมกับทอมต่างก็เห็นว่าการถูกปรับเวลาในการฝึกเป็นสิ่งที่ท้าทาย เป็นโจทย์ที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการฝึก คือเราจะต้องปรับเปลี่ยนเวลาในการตื่นนอน และเวลาในการทานอาหารเช้าอยู่เสมอๆ เพื่อที่จะได้ไปฝึกให้ตรงตามเวลาที่ครูได้กำหนดไว้  และถ้าเราได้ฝึกแต่เช้าตรู่ มาฝึกก่อน เราก็จะเสร็จก่อน ได้กลับก่อน เราก็จะมีเวลาระหว่างวันเพิ่มมากขึ้นด้วย ทำให้เราสามารถใช้เวลาช่วงสายๆหลังการฝึกไปทำอะไรต่อมิอะไรได้อีกอย่างมากมาย ที่สำคัญเราจะได้สูดอากาศที่แสนจะสดชื่นในยามเช้าตรู่ ตอนที่เราตื่นแต่เช้าเพื่อมาฝึกและตอนที่เพิ่งฝึกเสร็จใหม่ๆในยามเช้าตรู่ก็จะรู้สึกได้อย่างชัดเจนทันที



ก็คงจะมีคำถามคาใจ สงสัยกันพอประมาณว่า แล้วถ้าเรามาฝึกสายกว่าเวลาที่ครูกำหนดไว้ล่ะ จะเป็นไง??? ผมเองก็ไม่เคยไปฝึกสายเลยนะครับ แต่จากการสังเกตก็คือ คนที่มาสายก็จะวิ่งมาถึงศาลาฝึกด้วยความรีบเร่งและขอแซงคิวของผู้ที่มานั่งรออยู่อย่างด้วยความวิตกกังวล กระวนกระวายใจ โดยบอกกับทุกๆคนที่นั่งรอคิวการฝึกอยู่ว่า ตนเองมาสายกว่าเวลาที่ครูนัดแล้ว ซึ่งผู้ที่นั่งรอคิวอยู่ก็จะยินดีที่จะให้แซงคิวเข้าไปล่ะครับ แต่ก็คงจะส่ายหัวพร้อมกับทำหน้าเซ็งๆเล็กน้อย    ก็ง่ายๆครับ พอครูเห็นหน้าครูก็มักจะถามคำถามง่ายๆ กับผู้ฝึกเกือบจะทุกคนว่า เวลาการฝึกของคุณกี่โมง? ถ้าคำตอบที่เราตอบไป เป็นอะไรที่บ่งบอกว่าเรามาฝึกสาย ครูก็จะถามด้วยคำถามเรียบๆง่ายๆต่อมาว่าทำไมถึงมาสาย แค่นั้น แล้วก็ให้เข้าไปฝึกได้ ผมคิดว่าจริงๆแล้วเป็นคำถามที่ครูเขา ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรหรอกครับ แต่เป็นการย้ำเตือนเข้าไปในจิตใต้สำนึกของผู้ที่มาสายต่างหากล่ะ ว่ามาสายกว่าเวลาฝึกที่ครูได้นัดหมายเอาไว้  ผลที่ตามมาในวันต่อๆไปก็คือ ผู้ฝึกท่านนั้นที่มาสายก็ “อาจจะ” ไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนเวลาในการฝึกอีกเลย



 (รูปกวางเรนเดียร์ กำลังถูกครู Sharath Adjust. การDrop Back โดยครูบุญชู www.alliscoming.com)
ในส่วนของซีรี่ส์ที่ฝึก เนื่องจากทอม มาฝึกที่นี่ 3ครั้งแล้ว และทอมก็ฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ดังนั้น ทอมจึงได้ฝึก ท่าในระดับ Intermediate Series หลายต่อหลายท่าด้วยกัน ส่วนผมหลังจากที่มาฝึกที่นี่ผ่านไปได้ ประมาณ 8ครั้ง ก็เพิ่งจะได้รับประกาศิตจากครูSharath ให้เพิ่มท่าฝึกในระดับ Intermediate Series เข้ามาอีก ทีละท่า  โดยผมมักจะได้ท่าฝึกเพิ่มจากครูSharath ประมาณ สัปดาห์ละ 1-2 ท่า  ทอมบอกกับผมว่า ถือว่าไม่ธรรมดาแล้วสำหรับนักเรียนใหม่ที่มาฝึกที่นี่ครั้งแรก และมาฝึกแค่เพียงเดือนเดียวอีกต่างหาก เพราะหลายคนที่มาฝึกที่นี่ครั้งแรกก็จะได้ฝึกแค่Primary Series เท่านั้น



ทอมยังมีข้อมูลดีๆ มาบอกอีกว่า การที่ครูจะปรับท่าให้ขึ้นมาฝึกท่าใน Intermediate Series ได้นั้นครูเขาจะต้องพิจารณาดูจากภาพรวมการฝึกอาสนะของผู้ฝึกคนนั้นๆ ทั้งเรื่องของความแข็งแรงและความยืดหยุ่น ทอมบอกข้อมูลเชิงลึกต่ออีกว่า ท่าหลักๆที่มีผลต่อการพิจารณาและจะต้องทำท่าเหล่านี้ให้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดด้วยตนเองก็คือ Ardha Baddha Padma Paschimottanasana, Marichyasana D., Supta Kurmasana, Garbha Pindasana , Upavistha Konasana และการสามารถ ยืนเอนตัวแอ่นโค้งหลังไปเป็นสะพานโค้ง Drop Back ได้ด้วยตนเอง.  ที่ว่ามาทั้งหมดนี่ ก็ท่าปราบเซียนทั้งนั้นเลยล่ะครับ(สามารถย้อนกลับไปดูท่าต่างๆที่ผมได้กล่าวมานี้ ได้ใน บทความเรื่อง “แนะนำคร่าวๆเกี่ยวกับชุดท่าฝึก Ashtanga Vinyasa Yoga  “Primary Series” ของผม) ผมก็เลยบอกทอมกลับไปว่า โถๆๆ! ทอม สรุปกันง่ายๆเลยก็คือถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถทำทุกท่าใน Primary Series ได้อย่างสมบูรณ์แบบตามที่ครูSharath เขามีเกณฑ์ตัดสินในใจของเขาเป็นเครื่องวัด เมื่อนั้นครูก็จะปรับให้เราค่อยๆขึ้นไปสู่การฝึกในขั้น Intermediate Series ทีละท่า ทีละท่า



               (ร้านอาหารที่ ทอม อาสาพาผมมาทาน Hotel Sri Durga Bhavan)

นอกจากเรื่องของการฝึกแล้ว ทอมก็ยังแนะนำเรื่องดีๆทุกๆเรื่องในมัยซอร์ที่ผมควรจะรู้ให้ทราบ ตั้งแต่

เรื่องร้านอาหาร ร้านไหน? เป็นสไตล์ไหน? แบบใด? ราคาถูกแพง? อันนี้ต้องยกให้เขาเลย เพราะทอม เป็นทั้งพ่อครัว เป็นทั้งเจ้าของร้านอาหาร ดังนั้นเกือบทุกร้านอาหารในมัยซอร์ ทอมไปตระเวนกินมาหมดแล้วครับ ไม่ใช่แค่เพียงแนะนำอย่างเดียวครับ ทอมยังอาสาพาผมไปทานร้านประจำ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากศาลาฝึกมากนัก และเป็นร้านอาหารที่เขาโปรดปานมากที่สุดอีกด้วยล่ะครับ
  
แล้วก็มีเรื่องแปลกๆที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ร้านอาหารที่นี่บางร้าน เขาจะนิยมนำคำว่า Hotel มาเป็นองค์ประกอบของชื่อร้าน จนทำให้เรางงว่าเขาเป็นโรงแรมมีห้องพักด้วยหรือ ซึ่งทั้งที่จริงๆแล้วเป็นเพียงร้านอาหารขนาดกระทัดรัดธรรมดาๆเท่านั้น ซึ่งที่นั่งทานไม่มีด้วยซ้ำไป ต้องยืนทานกันเลยล่ะครับสำหรับบางร้าน ดันมีคำว่า Hotel เข้าไปด้วยซะงั้น




                                    (รถตุ๊กๆของอินเดีย ซึ่งเขาเรียกว่า Rickshaw )

เรื่องของรถตุ๊กๆรับจ้าง ที่นี่เขาเรียกว่า Rickshaw ทอมก็จะบอกผมอีกล่ะครับ ว่าให้ใช้บริการวินตรงบริเวณไหน ถึงจะได้ไม่โดนเอาเปรียบ ทอมบอกต่อว่าจริงๆค่าโดยสารมันก็ราคาไม่ได้แพงอะไรหรอก แต่ถ้ามารู้ภายหลังว่าโดนเอาเปรียบโดนโก่งราคาแพงกว่าปกติ เราก็จะเสียความรู้สึกและก็ไม่อยากจะไปใช้บริการ คนขับและรถคันนั้นอีกเลย ทอมยังระบุชื่อให้ผมทราบอีกต่างหากด้วยล่ะครับ ว่าคนขับรถชื่ออะไร รูปร่างยังไง ที่เราไม่ควรจะไปใช้บริการ  เพราะว่าคนขับรถรับจ้างคนดังกล่าวนี้ เขามักจะมองหาแต่คนใหม่ๆที่มาฝึกที่นี่ หรือผู้ที่เพิ่งจะเคยมาที่นี่ครั้งแรก อย่างผมเป็นต้น และก็มักจะโก่งราคาค่าโดยสาร

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในมัยซอร์ที่น่าสนใจ ทอมได้แนะนำว่า ผมควรจะหาโอกาสไปเยี่ยมชมบ้าง ในฐานะที่มาถึงที่นี่ทั้งที  บางแห่งผมก็ไปมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็มีอีกบางแห่งที่กำลังวางแผนคิดว่าจะไปเยี่ยมชมก่อนที่ผมจะเดินทางกลับเมืองไทย



ก็ถือได้เลยว่า “ทอม” เป็นกัลยาณมิตรของผม และเป็นโชคดีมากๆที่ผมได้มีโอกาสมาพบกับทอมที่มัยซอร์ ประเทศอินเดีย ในการเดินทางมาฝึกโยคะครั้งแรกที่นี่ของผม



ขอมิตรภาพอันดีงาม พลังแห่งโยคะ ความรักและศรัทธาจงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป บุญรักษา พระคุ้มครอง



นมัสเต,



จิมมี่โยคะ

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

Statusข้อความของครูSharath บนไว้ท์บอร์ด กับคลาสLed Primary Series ครั้งแรกของผมที่ KPJAYI.(Jimmy in Mysore 10)



 

Statusข้อความของครูSharath บนไว้ท์บอร์ด กับคลาสLed Primary Series ครั้งแรกของผมที่ KPJAYI.(Jimmy in Mysore 10)


วันศุกร์ที่ 4มกราคม 2556 ผมตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ด้วยความตื่นเต้น เพราะจะเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผม ที่จะได้เข้าคลาส Led Primary Series ของครูSharath ที่ KPJAYI. โดยปกติแล้วก็จะมี สองช่วงเวลาครับ คือคลาสแรกตีสี่ครึ่ง, คลาสที่สองหกโมงเช้า จากคำแนะนำของผู้ที่มีประสบการณ์หลายๆท่านก็บอกกับผมมาว่าให้ไปรอก่อนเวลาฝึกอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เพราะมิเช่นนั้นแล้วจะไม่มีพื้นที่เหลือให้เราใช้ในการฝึก



เวลาตีสี่ครึ่ง จะเป็นรอบแรก ซึ่งเป็นคลาส Led Intermediate Series สำหรับผู้ฝึกในระดับขั้นกลางและขั้นสูง (ซึ่งรอบนี้ไม่เกี่ยวกับนักเรียนใหม่อย่างผมครับ เป็นของนักเรียนกลุ่มที่มีวิทยายุทธ์สูงส่ง อาคมแกร่งกล้า) คลาสนี้ก็จะไปจบที่เวลาก่อน หกโมงเช้าเล็กน้อยครับ



เวลาหกโมงเช้า จะเป็นรอบที่สองครับ(พูดง่ายๆพอรอบแรกยังไม่ทันจะจบคลาสดี พวกที่รอเรียนรอบที่สอง ก็จะจ่อคิวออรอกันหน้าประตูห้องฝึกกันอย่างล้นหลาม พร้อมที่จะวิ่งเข้าไปแย่งชิงพื้นที่ในการฝึกของตนเอง) ซึ่งเป็นนี้ก็จะเป็นคลาส Led Primary Series สำหรับผู้ฝึกขั้นพื้นฐานและผู้ฝึกทั่วๆไป

หมายเหตุ...ที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นนี้ คือตารางเวลาในการฝึกเฉพาะทุกๆวันศุกร์เท่านั้นนะครับ



กฎพื้นฐานทั่วๆไปของการเข้าคลาสก็คือเราต้องเข้าคลาสให้เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง ซึ่งครูจะเป็นผู้ระบุไว้ตั้งแต่แรกในวันที่เราได้ลงทะเบียน แต่สำหรับผู้ฝึกระดับขั้นกลางและขั้นสูงที่มีวิทยายุทธ์สูงส่ง อาคมแกร่งกล้าแล้ว จะสามารถเลือกเข้าเรียนคลาสไหนก็ได้ไม่มีปัญหา(เข้าได้ทั้ง Primary Series และIntermediate Series) แต่ถ้าเป็นนักเรียนใหม่แล้วก็จะเข้าได้แค่คลาส Primary Seriesเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ไปเข้าคลาส Intermediate Series ครับ

ผมก็ไปรอเรียนก่อนเวลาคลาสที่สอง ไปถึงก่อนหกโมงเช้าประมาณครึ่งชั่วโมงตามที่ผู้มีประสบการณ์หลายๆท่านได้บอกมา พอผมเดินไปถึงหน้าศาลาฝึก ภาพที่ปรากฏ ณ เบื้องหน้าก็คือ มีผู้ฝึกถือเสื่อยืนรอล้นออกจากรั้วประตูศาลาฝึกมาจนถึงถนนหน้าศาลาฝึกเลยล่ะครับ ผมก็เลยคิดในใจว่าเรามาก่อนครึ่งชั่วโมงนี่ถือว่ามารอช้าไปแล้วหรือนี่ แสดงว่าเราจะต้องมารอก่อน 45 – 60นาทีเลยล่ะมั้งนี่ ถึงจะได้มารอเป็นคนแรกๆ ก็จะเป็นที่รู้กันน่ะครับ ว่าถ้าเรามารอก่อนก็จะมีโอกาสที่ดีมากๆในการได้พื้นที่ฝึกที่ดีๆ



       (บรรยากาศการนั่งรอ ล้นจากประตูรั้วของศาลาฝึก ออกมาถึงถนนด้านหน้าศาลาฝึก)

ในขณะที่เรากำลังยืนรอ, นั่งรอกันแบบหน้าตายังไม่ค่อยอยากจะตื่นสักเท่าไหร่และต่างคนต่างก็ง่วงหนาวหาวนอนกันทั่วหน้า ผู้ฝึกบางท่านถึงกับนั่งหลับสัปหงกเลยทีเดียว เราก็จะได้ยินเสียงครูSharathนับจังหวะของการสอนด้วยภาษาสันสฤตเป็นระยะๆ ก็จะเป็นที่รู้กันอีกล่ะครับว่าระหว่างที่เรากำลังรออยู่นั้น ห้ามพูดคุยกันจนทำให้เกิดเสียงดังจนเป็นการรบกวนการเรียนการสอนภายในศาลาฝึก หากจะคุยก็ต้องคุยแบบกระซิบๆกันเบาๆน่ะครับ พอพวกเราทุกคนที่มารอเข้าคลาสได้ยินเสียงสวดมนตรา สำหรับจบการฝึกจากคลาสแรกดังขึ้น ทุกๆคนก็จะกระตือรือร้นรีบลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปให้ใกล้ประตูทางเข้าห้องฝึกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้



                      (จังหวะของการเดินเบียดเสียดกันเข้าไปที่ประตูห้องฝึก)

เนื่องจากผมมารอค่อนข้างช้า พอเข้ามาถึงห้องฝึกได้แล้วก็พบว่าพื้นที่ในห้องฝึกก็จะถูกผู้ที่เข้ามาก่อนปูเสื่อโยคะเพื่อจองพื้นที่ในการฝึกของตนเองเต็มพรึบไปหมดแล้วล่ะครับ ในขณะที่บรรยากาศการจับจองพื้นที่ฝึกก็กำลังสับสนวุ่นวายกันอยู่พอสมควร ทันใดนั้นเองผมก็หันมองไปเห็นครูไนเจลกำลังม้วนเสื่อโยคะเก็บหลังจากที่ฝึกเสร็จอยู่บนStage ที่ครูSharathใช้ยืน/นั่งสอน  ผมจึงรีบตระโกนเรียกชื่อครูไนเจล และโบกไม้โบกมือเป็นสัญลักษณ์จนเป็นอันรู้กันว่าให้จองพื้นที่ตรงบริเวณนั้นให้ผมไว้ก่อน แล้วผมก็รีบวิ่งตรงไปยังที่ครูไนเจลอยู่อย่างรวดเร็ว 

ความรู้สึก ณ ตอนนั้นก็คืออุตส่าห์ตื่นแต่เช้าขนาดนี้มาถ้าไม่มีพื้นที่เหลือให้เราฝึกเลยคงเซ็งแย่ ขอให้มีพื้นที่ฝึกในห้องสำหรับเราด้วยแล้วกัน  ก็ดีใจมากๆครับหลังจากที่ได้พื้นที่ในการฝึกต่อจากครูไนเจล  ผมก็ได้พื้นที่ที่ต้องยืนอัดอยู่กับคนอื่น รวมเป็น 6คน บนStage, ซึ่งบนStage ก็จะแบ่งออกเป็นสองฝั่งครับ แต่ละฝั่งจะสามารถวางเสื่อโยคะได้ 3ที่ รวมเป็น6ที่ การวางเสื่อก็เป็นแบบที่เสื่อชิดติดกันเลยนะครับ(ติดจริงๆ ไม่มีช่องว่างระหว่างเสื่อโยคะเลยล่ะครับ) ทั้งสองฝั่งหันหน้าเข้าหากัน

เหลือเพียงพื้นที่เล็กๆตรงกลางให้ครู Sharath ไว้สามารถยืนสอนได้เท่านั้นเองล่ะครับ



สำหรับผู้ที่มาสายกว่าผมบางคน ก็อาจจะต้องไปปูเสื่อโยคะฝึกในห้องล็อคเกอร์เปลี่ยนเสื้อผ้า(ห้องล็อคเกอร์ชายจะจุได้ประมาณ 8เสื่อ, ห้องล็อคเกอร์หญิงจะจุได้ประมาณ 10เสื่อ), บางคนก็จะได้พื้นที่สุดท้ายในล็อคเกอร์คือพื้นที่ที่อยู่ติดกับหน้าประตูห้องน้ำ ส่วนผู้ที่มาช้ามากๆก็อาจจะได้พื้นที่ว่างตรงโถงหน้าประตูทางเข้าห้องฝึก(คือเข้าห้องฝึกไม่ได้แล้วน่ะครับ) แน่นมากๆ จำนวนผู้ฝึกน่าจะเป็นร้อยคนเลยล่ะครับจากการประมาณด้วยสายตาของผม

ใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 10นาที ทุกคนก็จะพร้อมเข้าสู่พื้นที่ฝึกบนเสื่อโยคะของตนเอง เสื่อวางกันแบบเสื่อแทบจะเกยเสื่อ ก่อนที่เราจะกางแขนกางขาทุกๆครั้ง สายตาเราก็ต้องดูให้ดีว่าจะไปโดนใครไหม และใครจะมาโดนเราไหม, หูเราก็จะต้องคอยตั้งใจฟังจังหวะการสอนและการเปลี่ยนท่าที่ครูบอกอยู่ตลอดเวลา อย่าได้หลงจังหวะ อย่าได้เปลี่ยนท่าผิดเชียว เพราะจะกลายเป็น “แกะดำ” ในคลาสไปทันที  บอกได้เลยครับว่า เป็นคลาสที่เปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธา เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดระยะเวลาของการฝึกจริงๆเลยเชียวครับ เราต้องพร้อมมากๆเลยล่ะครับถ้าจะเข้าคลาสนี้ ทั้งร่างกายและจิตใจต้องจัดมาให้เต็ม ขอบอก!




และพอถึงเวลา ครูSharath ก็จะเดินมายืนบนStage เพื่อที่จะเริ่มทำการสอน (ตำแหน่งของผมจะอยู่ทางด้านขวามือด้านหน้าของครูSharath ก็ยืนประจัญหน้ากับครูเขาเลยล่ะครับ ผมห่างกับครูแค่ศอกเดียวจริงๆครับ) เมื่อครูมองกวาดสายตาไปรอบๆห้องฝึกแล้วเห็นว่าห้องฝึกแออัดยัดเหยียดมากๆ ครูก็เลยเอ่ยถามขึ้นมาว่า มีใครในห้องนี้บ้างที่มีเวลาฝึกตั้งแต่ 9:00น.ไปจนถึง 10:00น.? ก็มีผมด้วยแน่ๆเพราะ ณ ตอนนั้นผมอยู่ในกลุ่มผู้ฝึกเวลา 9:30น. ผมจึงยกมือขึ้นครึ่งหนึ่งพองาม ครูหันมามองผมแป๊บหนึ่งด้วยสีหน้าแววตานิ่งๆเฉยๆ แล้วพูดต่อว่าพวกคุณไม่ได้อ่านข้อความบนกระดานเหรอ? ว่ากลุ่มผู้ฝึกที่มีช่วงเวลาฝึกตั้งแต่ 9:00น.ไปจนถึง 10:00น. ให้มาเข้าคลาสพิเศษที่ได้จัดเพิ่มขึ้นมาอีกคลาสในช่วงเวลา7:30น. ไม่เห็นเหรอว่าคลาสนี้แน่นขนาดไหน? (เนื่องจากเดือนมกราคมของทุกๆปีจะเป็นช่วงที่มีผู้มาฝึกที่KPJAYI.เย๊อะมากๆ ดังนั้นครูจึงจำเป็นจะต้องเพิ่มคลาส Led Primary Series ขึ้นมาพิเศษอีกรอบในช่วงเวลา 7:30น.)



ผมคิดในใจแค่ว่า ใช่ครับ ผมไม่เห็นอ่ะ! กระดานไหนอ่ะครับ? หรือว่าพวกเราทุกคนจะต้องเข้าไปติดตามการUpdate Status.ที่Fan PageของครูSharathในFaceBook จะได้ทราบว่าจะมีกิจกรรมอะไร, ตอนไหนที่ศาลาฝึก, และครูเขาได้โพสท์Statusอะไรไว้บ้าง บนกระดานข้อความ (ผมคิดไปไกลได้ถึงขนาดนั้น) ก็ยังเกิดคำถามในใจขึ้นมาอีกว่ามันจะใช่อย่างที่เราคิดหรือเปล่า? จะทันสมัยเกินไปหน่อยไหม? และถ้าเป็นกระดานจริงๆล่ะมันจะตั้งอยู่ตรงไหน? 

ก็ด้วยความที่ว่าเราเป็นนักเรียนใหม่อ่ะนะ ก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรกับใครเขา ที่สำคัญก็ไม่ค่อยได้รู้จักใครอีกด้วย แต่ก็ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่ไม่ทราบเรื่องนี้ จากการที่ผมชำเลืองมองไปรอบๆห้องก็จำนวนไม่น่าจะต่ำกว่าครึ่งห้องฝึกเลยล่ะครับที่ไม่ทราบเรื่องนี้เหมือนกันกับผม อิๆๆ มีพวกเยอะเลย  ครูก็เลยบอกต่อว่า ต่อไปให้สังเกตกระดานไว้ท์บอร์ดที่อยู่ข้างๆประตูทางเข้าห้องฝึก 

ทุกคนก็เลยถึงบางอ้อ ว่าที่ครูเขาUpdate Status ไว้นั้นมันอยู่ที่ไว้ท์บอร์ดข้างประตู ไม่ใช่หน้าFan Page ใน FaceBook(เชื่อได้เลยหลายๆคนในห้อง ต้องคิดแบบเดียวกับผมแน่ๆ) แล้วครูก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อครับ แน่ล่ะครับเพราะถึงตอนนี้แล้วไม่มีใครสามารถขยับไปไหนได้แล้วล่ะครับ ทุกๆอณูพื้นที่ของศาลาฝึกเต็มไปด้วยผู้ฝึกที่ยืนเตรียมพร้อมอย่างใจจดใจจ่อที่จะฝึก เมื่อครูเห็นว่าทุกๆคนพร้อมแล้วครูก็เริ่มคลาสทันที 

เป็นที่รู้กันอีกล่ะครับว่าในขณะที่ครูกำลังนำคลาสอยู่นั้น ถ้าใครทำไปก่อนจังหวะหรือทำผิดท่าจากที่ครูบอก(มันก็จะดูง่ายมากๆ เพราะมันจะไม่เหมือนคนอื่นที่เขากำลังทำกันอยู่อย่างพร้อมเพรียงน่ะครับ ศัพท์ที่ผมตั้งขึ้นมาเองก็คือ “สภาวะของแกะดำ”) ครูก็จะหยุดจังหวะและออกคำสั่งให้ผู้ที่ไปก่อนกลับมาอยู่ในท่าที่เหมือนกับคนอื่นเขา หรือคนที่ใจลอยทำผิดท่าไปให้กลับมาทำท่าเดียวกับคนอื่นๆ 

พูดง่ายๆก็คือทุกๆคนในคลาสจะต้องไปตามจังหวะที่ครูท่านสอนและควบคลุมอยู่อย่างเคร่งคัดเท่านั้น  ถ้ามีใครทำตัวเป็น  “สภาวะของแกะดำ” เพื่อนๆร่วมคลาสก็จะต้องเสียจังหวะในการฝึกและทรมานกับการที่ต้องค้างอยู่ในท่านั้นๆนานกว่าปกติ เนื่องจากครูจะต้องค้างจังหวะเพื่อไปดึง “แกะดำ” ตัวนั้นกลับมาเข้าฝูงให้เหมือนคนอื่นๆ




หลังจากที่ฝึกเสร็จทุกๆคนที่เดินออกจากห้องฝึกมา ต่างก็จะมามองหา Statusข้อความที่ครูSharathได้เขียนโพสท์เอาไว้ บนไว้ท์บอร์ด, ไอ้เจ้าไว้ท์บอร์ดที่ว่านี้ก็เป็นขนาดมาตรฐานที่มีขายกันทั่วๆไปน่ะครับ กว้างประมาณ 70-80เซนติเมตร สูงประมาณ 100เซนติเมตร ถูกวางพิงไว้กับฝาผนังข้างๆประตูทางเข้าห้องฝึก ก็ต้องสังเกตดูให้ดีๆล่ะครับเพราะตำแหน่งการวางจะต่ำกว่าสายตาของเรา(ต่ำกว่าเอวของเราด้วยครับ พูดง่ายๆว่าต้องก้มกันลงไปมองเลยทีเดียว) 

หลังจากนั้นมาทุกๆวัน พวกเราก็จะต้องสังเกตข้อความบนไว้ท์บอร์ดกันล่ะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนหน้าวันที่ครูจะสอนLed Class กระดานไว้ท์บอร์ดนี้ก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษเลยล่ะครับ พวกเราต้องมาติดตามการ Update Status ข้อความของครูที่กระดานนี้


ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ในชีวิตที่ดีมากๆเลยครับ มีครบทุกรสชาติภายในคลาสเดียว ถือว่าเป็นวาสนาของผมอย่างมากเลยครับที่มีโอกาสได้มาฝึกโยคะที่นี่ในช่วงเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงพี๊คๆแบบนี้

...โปรดติดตามตอนต่อไปครับ...



ขอพลังแห่งโยคะ ความรักและศรัทธาจงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป บุญรักษา พระคุ้มครอง


นมัสเต,


จิมมี่โยคะ

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

อนิจจา เมื่อครูจิมมี่ต้องมาอาคมเข้าตัวจากการฝึกโยคะ(Jimmy in Mysore 9)



อนิจจา เมื่อครูจิมมี่ต้องมาอาคมเข้าตัวจากการฝึกโยคะ(Jimmy in Mysore 9)

                                        (ท่า Supta Kurmasana ท่าเต่าหลับ)

ความเดิมจากตอนที่แล้วก็คือ ผมจบการฝึกPrimary Series วันแรกของผมไปได้แบบมีดวงนิดส์ๆ แต่ในความโชคดีก็มีอาการที่เรียกว่า”อาคมเข้าตัว”ติดกลับมาด้วยพอประมาณครับ อาการถึงกับทำให้ผมต้องเดินกลับที่พักด้วยท่าทางที่แปลกไปนิดหน่อยอ่ะครับ 

สืบเนื่องมาจากการพยายามทำท่า Supta Kurmasana (ท่าเต่าหลับ)ให้สำเร็จ จึงทำให้ผมเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อผิดจังหวะเป็นผลทำให้ผมมีอาการเจ็บตึงกล้ามเนื้อบริเวณหลังล่างด้านขวา  สิ่งนี้ล่ะครับที่ผมเรียกว่า “อาคมเข้าตัว” สาเหตุที่ใช้คำนี้ก็เพราะว่า ตัวผมเองเป็นครูสอนโยคะแท้ๆแต่ก็ต้องมาเจ็บตัวจากท่าฝึกโยคะ ฮ่าๆๆ คล้ายๆสุภาษิตคำพังเพยประเภทที่ว่า “หมองูตายเพราะงู” “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” อะไรประมาณนั้น   แต่ก็ต้องบอกเลยว่าอะไรประเภทนี้ผมเจอมาเยอะเจ็บมาเยอะ ขอบอก อย่าได้หวั่นเกรง 

ขั้นต้นถ้าเคยฟังเพลงพี่เบิร์ด ก็จะได้ประโยคเด็ดมาว่า “คนพ่ายแพ้  ก็ต้องดูแลตัวเอง”  ครับอย่าไปบอกกับใครๆที่เขาไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของการฝึกโยคะเชียวนะครับ ว่าเราบาดเจ็บจากโยคะมา เพราะเขาอาจซ้ำเติมและขยี้ซ้ำให้เราจี๊ดเข้าไปในใจได้ทุกเมื่อ อิๆๆ  (ดังนั้นเราควรจะต้องเงียบๆเอาไว้แล้วค่อยๆฟื้นฟูดูแลตัวเอง)



จากเหตุการณ์ที่ผมบาดเจ็บกล้ามเนื้อตอนนี้ ทำให้ผมหวนนึกย้อนไปถึงวันก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางมาอินเดีย ในช่วงที่ผมกำลังจัดกระเป๋าเดินทาง ก็อดไม่ได้ที่จะต้องถามครูไนเจลว่าทางที่อินเดียเนี่ยต้องการอะไรจากเมืองไทยไหมเอ่ย? ผมจะได้ไปจัดหาให้ก่อนที่จะเดินทางไปอินเดีย  ก็มีของอย่างหนึ่งครับที่ครูไนเจล สั่งเป็นพิเศษให้ผมนำมาด้วยจากเมืองไทย นั่นก็คือ ไทเกอร์บาล์ม สีขาวรุ่นใหม่  

ตอนนั้นคิดแค่เพียงว่าการฝึกจะต้องดุเดือดมากแน่ๆ เพราะขนาดครูไนเจล ที่ได้ผ่านการรับรองจากครู Sri K Pattabhi Jois โดยตรงแท้ๆ ยังต้องถามหา ไทเกอร์บาล์ม, ครูไนเจล บอกผมว่าจริงๆแล้วที่นี่ก็มีแต่เป็นไทเกอร์บาล์มรุ่น ยางหม่องในขวดตลับแก้ว มีฝาเกรียวสีทองสำหรับหมุนปิดขวดตลับ(ใช่แล้วครับ มันก็คือ “ยาหม่องตาเสือ” นั่นเองล่ะครับ มีขายในอินเดียครับ) แต่สิ่งที่ครูไนเจล อยากได้คือ ไอ้ตัว Neck & Shoulder Rub น่ะครับผมก็เตรียมมาให้ครูไนเจล แล้วก็เตรียมมาเผื่อตัวเองด้วยครับ ก็คิดดูซิขนาดครูไนเจลยังถามหาไอ้พวกนี้เลย แล้วอย่างเราก็คงไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นเราเตรียมไปเยอะๆเลยดีกว่า

(ผมเตรียมมาเยอะครับ หลายแบบมีทั้งแผนใหม่ แผนปัจจุบัน แผนไทย แบบว่าจัดเต็มเตรียมพร้อมไว้ก่อน)


ดีอยู่บ้างตรงที่หลายปีก่อนหน้านี้ ผมพยายามศึกษาเพิ่มเติมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาสำหรับการฝึกโยคะมาพอสมควร จึงพอที่จะเข้าใจเรื่องของการทำงานของกล้ามเนื้อและการป้องกันการบาดเจ็บรวมจนถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้นหลังจากที่เราได้รับบาดเจ็บ(อันนี้ผมขอแนะนำเลยครับว่าเป็นสิ่งสำคัญมากๆเลยล่ะครับสำหรับครูสอนโยคะหรือผู้ฝึกโยคะทั่วๆไปก็ดี)  จากอาการที่ผมเป็นนี้บาดเจ็บที่กล้ามเนื้อแน่นอน (วิเคราะจากความรู้อันน้อยนิดของผม อิๆๆ) ดังนั้นสบายใจได้ไปส่วนหนึ่ง เพราะถ้าเราบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ เราจะใช้เวลาพักฟื้นไม่นานมากนักอาการอาจจะดีขึ้นและหายดีภายใน 3วัน ไปจนถึง 1สัปดาห์, แต่ถ้าเราได้รับบาดเจ็บที่เส้นเอ็นอาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้นตั้งแต่ 1สัปดาห์ ไปจนถึงประมาณ 3เดือน เลยล่ะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริเวณตำแหน่งของร่างกายที่บาดเจ็บ และความรุนแรงของการได้รับการบาดเจ็บอีกด้วยครับ  การปฐมพยาบาลที่ถูกวิธีด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยผ่อนหนักให้กลายเป็นเบาได้มากเลยล่ะครับ

 (ภาพการ์ตูน Ashtanga Yoga โดยครูบุญชู จากเว็บไซต์ www.alliscoming.com)


ในกรณีของผมนี้ วิเคราะห์ได้ว่า กล้ามเนื้อตรงบริเวณดังกล่าวที่ผมบาดเจ็บนั้น ถูกยืดออกอย่างรวดเร็วรุนแรงมากไปนิดหนึ่ง เพราะมันเป็นจังหวะที่ผมพลาดกำลังจะล้มลงมาพอดีตอนที่นำเท้ามาพาดศรีษะ กล้ามเนื้อเลยเกิดอาการหดตัวกลับกะทันหันและไม่ยอมคลาย จึงทำให้เรารู้สึกเจ็บตึงปวดตรงบริเวณนั้น  พอผมกลับถึงที่พัก เรื่องของ Counter Pose(ท่าแก้ต่างๆ) และหลักการต่างๆที่จะค่อยๆยืดกล้ามเนื้อมัดดังกล่าว ก็ต้องระดมจัดเต็มกันเข้ามาล่ะครับ คิดในใจง่ายๆแค่ว่าเพิ่งฝึกผ่านไปได้แค่วันแรกวันเดียวเอง ยังไงๆขอให้พรุ่งนี้ฝึกได้ด้วยเถอะอาการอาจจะไม่เต็มร้อยก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้ฝึกได้ครบ Primary Series ก็แล้วกัน (สาธุ ภาวนา) 

จากนั้นก็มีทีท่าว่าอาการจะดีขึ้นมาเล็กน้อยถึงปานกลางครับ ทำให้ผมสามารถนอนหลับในคืนนั้นได้อย่างไม่ทรมาน พอตื่นเช้ามาเราก็ควรจะต้องทำการยืดกล้ามเนื้อบริเวณที่เจ็บตึงปวดนั้นอีกรอบหนึ่งครับ เพราะตอนที่เรานอนหลับประมาณ 6-8ชั่วโมงนั้น ร่างกายและกล้ามเนื้อของเราไม่ค่อยได้มีการเคลื่อนไหวมากนัก ประกอบกับอุณภูมิภายนอกจะค่อยๆลดต่ำลงทำให้อุณภูมิภายในร่างกายปรับลดลงตามไปด้วยแบบที่เราไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อของเราก็จะหดตัวตามอุณหภูมิที่ปรับลดลงไปด้วยน่ะครับ  ดังนั้นตอนเช้าเราจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงอาการตึงตามกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายเรา 

และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งทางด้านกายภาพที่เราควรจะฝึกโยคะในยามเช้าตรู่หลังจากที่ตื่นนอนมาใหม่ๆ ซึ่งการฝึกโยคะในยามเช้าแบบค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยทำให้การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและร่างกายของเราเป็นไปกระะฉับกระเฉงยิ่งขึ้นหลังจากฝึกโยคะในยามเช้าเสร็จแล้ว



จากการพยายามฟื้นฟูดูแลตัวเองของผมหลังจากที่บาดเจ็บกล้ามเนื้อจากการฝึก ก็ช่วยทำให้อาการตึงปวดตรงบริเวณดังกล่าวดีขึ้นมาตามลำดับ แต่ก็ยังคงมีอาการตึงปวดอยู่บ้างในการเคลื่อนไหวบางอริยบท  ผมสามารถไปฝึกในวันที่สองได้ด้วยสภาพความพร้อมของร่างกายประมาณ 80-85เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องฝึกแบบพิถีพิถัน และระมัดระวังมากยิ่งขึ้นครับ ในที่สุดผมก็ผ่านการฝึก Primary Series เต็มรูปแบบในวันที่สองนี้ไปได้ครับ  แล้วที่มหัศจรรย์ไปกว่านั้นก็คือพอหลังจากที่ผมฝึกเสร็จแล้ว อาการตึงปวดดังกล่าวก็ดีขึ้นอย่างมากมาย จนทำให้รู้ฝึกว่าตอนนี้ร่างกายผมกลับมาเกือบปกติเหมือนวันแรกที่เริ่มฝึกแล้วนะเนี่ย ดังนั้นพรุ่งนี้น่าจะเป็นวันที่ฝึกได้อย่างสนุกเพราะซีรี่ส์ท่าก็จำได้แม่นแล้ว ร่างกายก็กลับมาพร้อมอีกครั้งหนึ่งแล้ว



จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ก็คงจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ฝึกโยคะหลายๆท่านได้เป็นอย่างดีว่า ในการฝึกทุกๆครั้งเราควรจะเข้าใจศักยภาพความสามารถร่างกายของตัวเราเองเป็นสำคัญ เราควรจะเตือนตนด้วยตนเองเสมอๆ มีสติในการฝึก และถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท แต่อุบัติเหตุและการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะนั้นก็คงจะอดเสียไม่ได้หรอกครับ ที่จะบอกว่ามันเป็นของคู่กัน “ถ้าเราไม่รู้สึกเจ็บปวด ก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ” อิๆๆ  

และก็อยากจะฝากพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆชาวโยคะทุกๆท่านไว้อีกด้วยว่าความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องกายวิภาคศาสตร์, สรีรวิทยา, การป้องกันการบาดเจ็บและการปฐมพยาบาลหลังจากที่เราได้รับการบาดเจ็บก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะต้องรู้ไว้บ้างน่ะครับ ถ้าคุณเป็นผู้ที่รักที่จะฝึกโยคะอย่างยั่งยืน...



ขอพลังแห่งโยคะ ความรักและศรัทธาจงอยู่กับทุกๆคนตลอดไป บุญรักษา พระคุ้มครอง



นมัสเต,


จิมมี่โยคะ

ป้ายกำกับ

Powered By Blogger