เรื่องเล่า...จากครูโยคะ

เรื่องเล่า...จากครูโยคะ เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์การสอนโยคะของครูจิมมี่ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ สอดแทรกอารมย์ขัน เหมาะกับผู้ที่สนใจในการฝึกโยคะ, ครูฝึกโยคะและทุกๆคน ทุกเพศทุกวัย



สำหรับทุกๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใช้บริการ อ่านบล็อก เรื่องเล่า...จากครูโยคะ โดยครูจิมมี่ สามารถเลือกคลิ๊กเข้าไปอ่าน บทความอื่นๆได้ ที่เดือนต่างๆ ซึ่งเรียงอยู่ทางด้านขวามือของบทความ ขอบพระคุณมากครับ



ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป...นมัสเต...





วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ครูสอนโยคะชื่อจิมมี่...ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา ( How come? )



ครูสอนโยคะชื่อจิมมี่...ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา?

หลายๆคน เมื่อได้เห็นชื่อเล่นของผมในตารางสอนโยคะ (สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักและเห็นหน้าตาผมมาก่อน) ตามฟิตเนสหรือศูนย์สุขภาพต่างๆ ก็มักจะเข้าใจว่าผมต้องเป็นครูชาวต่างชาติแน่ๆ    แบบว่าอินเตอร์ มีฝาหรั่งมาสอนโยคะด้วยที่นี่ แต่พอมาเจอตัวเป็นๆของผมเข้า ก็เล่นเอาบางคนถึงกับงง บางคนก็แอบหัวเราะพองาม บางคนคิดไม่ทันพอผมเดินเข้าไปประจำที่เพื่อสอนเป็นครั้งแรก เขาจึงพูดขึ้นมาว่าตกลงครูจิมมี่ไม่มาเหรอ? จึงทำให้หลายๆครั้งที่ไปสอนโยคะเป็นครั้งแรกสำหรับสถานที่นั้นๆ ผมต้องทำการแนะนำตัวกันพอสังเขปเพื่อไขข้อข้องใจของสมาชิกทุกท่าน

หลายๆคน จึงเริ่มตั้งคำถามในใจถึงที่มาที่ไปของชื่อผม "จิมมี่" (อยากรู้ขึ้นมากันเชียวล่ะ) และต่างก็เริ่มคาดเดากันไปต่างๆนานา พอที่จะสรุปการคาดเดาได้ดังต่อไปนี้

1. มีหลายคนเดาว่า ผมต้องเป็นคนอีสานแน่ๆ แถวบ้านคงจะเรียกชื่อผมเป็นภาษาอีสานว่า "บักมี่" ที่แปลเป็นภาษาไทยว่าขนุน พอมาอยู่กรุงเทพฯ จึงเปลี่ยนเป็นจิมมี่ให้ฟังดูอินเตอร์ ก็อาจจะเป็นไปได้

2. มีหลายคนเดาว่า ผมอาจจะมีชื่อเล่นว่า "จิ้ม" หรือ "จิ๋ม" แต่เป็นพวกกระแดะ อยากใช้ชื่อแบบชาวต่างชาติ จึงให้คนอื่นเรียกชื่อตนเองว่า "จิมมี่" เพื่อความเป็นอินเตอร์ ก็อาจจะเป็นไปได้

3. มีหลายคนเดาว่า ผมอยากจะให้ชื่อตนเองโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ที่ไม่เหมือนใครในวงการครูสอนโยคะและฟังดูอินเตอร์ น่าเชื่อถือ  จึงใช้ชื่อว่าจิมมี่ ก็อาจจะเป็นไปได้

4.มีหลายคนเดาว่า ผมเป็นลูกครึ่ง(ช่างกล้าคิดได้ถึงขนาดนั้น) จริงๆแล้วผมน่าจะหนักไปทางครึ่งควบลูกดูจะเหมาะสมกว่า ก็อาจจะเป็นไปได้

5.มีหลายคนเดาว่า ผมเป็นไฮโซนักเรียนนอก (กล้ามากยิ่งกว่า ข้อที่ 4.อีก) เพื่อนๆที่ต่างชาติเรียกกันว่าจิมมี่จึงเคยชิน พอกลับมาเมืองไทยก็เลยให้คนอื่นเรียกชื่อเหมือนตอนที่เรียนอยู่ที่ต่างประเทศ ก็อาจจะเป็นไปได้

6.มีหลายคนเดาว่า ผมมักทำงานกับชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ จึงอยากให้เขาออกเสียงเรียกชื่อง่ายขึ้น จึงใช้ชื่อว่า จิมมี่ ก็อาจจะเป็นไปได้

7.มีหลายคนเดาว่า ต้องเป็นชื่อของดาราหนังฮอลลีวูด หรือ นักกีฬาที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยที่ผมเกิดจึงทำให้คุณพ่อ คุณแม่ของผม นำมาตั้งเป็นชื่อของผม ก็อาจจะเป็นไปได้

8.มีบางคนเดาว่า "จิมมี่" ต้องเป็นชื่อที่ได้มาจากสุนัขในละครเรื่องโปรดของคุณแม่ของผมแน่ๆ ก็อาจจะเป็นไปได้

แต่จริงๆแล้วนั้น ชื่อของผม "จิมมี่" มีความเป็นมาเป็นไปที่น่าสนใจมากกว่านั้น แน่นอนครับ  มันไม่ใช่เรื่องตลก มันไม่ได้เป็นความบังเอิญ ชื่อเล่นของผมถูกตั้งขึ้นมาอย่างตั้งใจ ขอกล่าวย้อนไปถึงวัยเยาว์ตั้งแต่ตอนแรกเกิด แน่นอนผมยังจำความอะไรไม่ได้หรอกครับ แต่ฟังจากการบอกเล่าของคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ของผมหลายๆคน เขาพูดถึงผมตอนแรกเกิด ก็พอจะจับใจความได้ว่า ผมเกิดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ผมมีลักษณะผิวขาว, ตาแป๋วโตใส, ปากแดง, แก้มแดง ดูเหมือนเด็กฝรั่ง ญาติผู้ใหญ่หลายๆท่าน เมื่อเห็นผมจึงใช้ศัพท์บ้านๆเรียกผมว่า "ไอ้หรั่ง" คุณพ่อคุณแม่ผมเป็นคนชอบติดตามข่าวสารบ้านเมืองทั้งไทยและเทศ แล้วก็คงจะรับไม่ได้กับชื่อ ไอ้หรั่ง จึงคิดว่าน่าจะหาชื่อที่ดูเหมาะสมกับชาติตระกูลของเรา(โอเวอร์ ซะไม่มี) ในช่วงเวลานั้น กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการปกครองของประเทศสหรัฐอเมริกา คือกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีคนที่38ของสหรัฐฯคือ Gerald Ruldoph Ford จากพรรครีพับลิกัน กำลังจะครบวาระ  ผู้ที่ดูมีแนวโน้มว่าจะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่39ของสหรัฐฯในขณะนั้นก็คือ Jimmy Carter จากพรรคเดโมแครท จากชื่อ Jimmy Carter ในตอนนั้น คงเป็นอะไรที่เรียกกันว่า ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณพ่อและคุณแม่ของผมเลือกชื่อนี้ มาตั้งเป็นชื่อเล่นให้กับผม  ตั้งแต่นั้นมาผมก็มีชื่อเล่นที่ทุกคนในหมู่บ้านต่างเรียกกันติดปากว่า "จิมมี่" สรุปว่าผมชื่อเล่นว่าจิมมี่มาตั้งแต่เกิดครับ (หากผมมาเกิดในยุคปัจจุบันคงจะได้ชื่อเล่นว่า "บารัค โอบามา" แน่ๆ)

ในสมัยที่ผมต้องย้ายไปเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมต้น ซึ่งต้องแยกย้ายจากเพื่อนสนิทในวัยเยาว์ เข้าไปเจอเพื่อนใหม่จากต่างถิ่น ผมค่อนข้างเขินอายชื่อจิมมี่ จึงไม่อยากบอกชื่อเล่นให้ใครทราบ และมักให้เพื่อนเรียกชื่อจริง ชื่อจริงผมชื่อ ยุทธนา เพื่อนๆจึงเรียกว่า "ไอ้ยุทธ"  แต่ก็ไม่วาย เพราะมีรุ่นน้องและรุ่นพี่ที่อยู่บ้านใกล้ๆ เรียนที่เดียวกันเขาก็เรียกชื่อเล่นของผมด้วยความเคยชิน จึงทำให้เพื่อนหลายๆคนเริ่มเรียกชื่อนี้ตามด้วยความสนุกสนาน จนในที่สุดผมก็คิดว่าอย่าไปอายมันเลยดีกว่า จงภูมิใจในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ให้มาเถิด แล้วก็กล้าบอกชื่อเล่นให้คนอื่นทราบอย่างภูมิใจ ถึงแม้ว่าบางครั้งจะต้องอธิบายถึงที่มาที่ไปของชื่อพอสมควรก็ตามแต่

ล่าสุด น้องเปิ้ล Reception ที่ สถาบัน Fit ต้นสังกัดของผม ก็เป็นอีกคนที่สงสัยถึงที่มาที่ไปของชื่อเล่นผม น้องแกสังสัย และน้องแกก็คงเก็บความสงสัยนี้มานานมาก จนในที่สุดคงทนไม่ไหว(อกจะแตกตาย) จึงตัดสินใจมาถามผมถึงที่มาของชื่อเล่นนี้(ทีชื่อแกฉันยังไม่เคยคิดจะสงสัยเลย) ตอนนี้ก็คงจะทราบแล้ว แล้วก็ต้องขอขอบคุณเพราะน้องแกเป็นผู้แนะนำให้ผมนำเรื่องนี้มาเขียนในบล็อกด้วยหล่ะครับ

จึงเรียนมาเพื่อทราบอย่างชัดเจนโดยทั่วกัน

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป ขอบคุณมากๆ ครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

11 ความคิดเห็น:

  1. อ่านในช่วงแรกแล้ว ว่าจะเดาคำตอบซักหน่อย

    ไล่ลงมา อ้าว มี เฉลย แล้ว

    ว่าจะมาเดาคำตอบข้อ 4 ซักหน่อย

    ดูมีเหตุมีผล มักๆๆๆๆๆ อิ อิ

    In The Name of My Mother

    ตอบลบ
  2. ครูจิมมี่เอารูปเด็กน่ารักมากๆที่ไหนมาลงคะเนี่ย O_o

    ขออนุญาตไม่เชื่อละกัน ;p

    ตอบลบ
  3. ว่ากันไปต่างๆ นาๆ วิภาควิจารณ์กันตามใจชอบเลยครับพี่น้อง

    ตอบลบ
  4. เรียกครูจิมมี่มานานแล้ว ต่อไปจะเรียกว่าครูยุทธนานะค๊ะ (อิอิ จะหันมั้ยเนี้ย)

    ตอบลบ
  5. บอกตามตรงนะตอนแรกก็คิดว่าเป็นครูฝรั่งจะมาสอน Vinyasa Yoga ขอบคุณนะที่ช่วยเฉลยให้ แต่ขอบอกว่าสอนได้ดีมากๆ ทุกคนชื่นชมนะจ๊ะ..... บาย.....พี่เอ..PW.

    ตอบลบ
  6. นึกไม่ถึงว่าจะเป็นชื่อจริงนะคะเนี่ย
    ถ้าบอกเพื่อน ๆ ที่บางนา ว่าชื่อจริงครูคือ ยุทธนา
    อาจจะมีคนเปลี่ยนมาเรียก ครูยุทธ ค่ะ

    ตอบลบ
  7. ตอนแรกที่เพื่อนสมาชิก fitness พูดถึงครูจิมมิ่ ยังคิดเลยว่าคงเป็นครูต่างชาติหรือไม่ก็ลูกครึ่ง เขาบอกว่าสอนโยคะดีมากๆ ตอนแรกก็ไม่เคยเข้า class ของครูจิมมิ่ แต่พอเข้าครั้งแรกก็รู้เลยว่า..เก่งจริง..ครูโยคะตัวพ่อ!! และไม่ยอมพลาด class นี้อีกเลยค่ะ

    ตอบลบ
  8. อยากรู้มาตั้งนานแล้ว ในที่สุดก็ได้รู้ ...55 ไม่ต้องถามซะด้วย
    เ็ป็นครูที่รู้ใจนักเรียนจริง ๆ เลย

    ตอบลบ
  9. ชื่อนั้นสำคัญไฉน...
    ว่าแต่...คำว่าอารมณ์ น่ะ สะกดผิดนะคะ...แก้ด่วน (อันนี้ไม่เกี่ยวกะโยคะแล้วก็ไม่เกี่ยวกะชื่อครู...คือว่าอยากบอกอ้ะค่ะ)
    เพิ่งเข้ามาเป็นครั้งแรก...
    ครูคะ...ถ้าเลิกสอนโยคะ ก็ไปเขียนหนังสือนะ (เดี๋ยวนี้เค้าฮิตกันจะตาย...เอะอะอะไรก็เขียนเหนังสือกัน)ท่าทางจะอ่านสนุกอยู่ค่ะ
    ไปฝึกโยคะดีกว่า...ไปละ

    ตอบลบ

ความคิดเห็น ของคนในวงการโยคะ

ป้ายกำกับ

Powered By Blogger