เรื่องเล่า...จากครูโยคะ

เรื่องเล่า...จากครูโยคะ เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์การสอนโยคะของครูจิมมี่ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ สอดแทรกอารมย์ขัน เหมาะกับผู้ที่สนใจในการฝึกโยคะ, ครูฝึกโยคะและทุกๆคน ทุกเพศทุกวัย



สำหรับทุกๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใช้บริการ อ่านบล็อก เรื่องเล่า...จากครูโยคะ โดยครูจิมมี่ สามารถเลือกคลิ๊กเข้าไปอ่าน บทความอื่นๆได้ ที่เดือนต่างๆ ซึ่งเรียงอยู่ทางด้านขวามือของบทความ ขอบพระคุณมากครับ



ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป...นมัสเต...





วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วันสุดท้าย สำหรับ Asia Yoga Conference 2010.

วันสุดท้าย สำหรับ Asia Yoga Conference 2010.

วันนี้(จันทร์ที่17พ.ค.2553) พวกเราตื่นแต่เช้าด้วยความสดชื่นแจ่มใส ถึงแม้นว่าจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยร้าแต่อย่างใด ต่างก็รู้สึกเหมือนๆกันว่า พรุ่งนี้จะได้กลับประเทศไทยกันแล้ว วันนี้ก็คงไปขอเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆให้เต็มที่อีกวันหนึ่ง

พวกเรายังคงมีอาหารที่เตรียมมาจากเมืองไทยเหลืออยู่พอประมาณ จึงรับประทานรองท้องก่อนจะออกเดินเท้าไปเข้าคลาสเรียน วันนี้ผู้คนตามท้องถนนค่อนข้างพลุกพล่าน เพราะเป็นวันที่คนฮ่องกงเขาต้องทำงานกันตามปกติ ซึ่งแตกต่างจากวันเสาร์, อาทิตย์ที่ผ่านมา

(Govinda Kai & Jimmy)

คลาสแรก ของวันสุดท้าย พวกเราส่วนใหญ่เข้าเรียนเรื่อง Ashtanga Yoga and Its Integration to Daily life ของ Govinda Kai ซึ่งเป็นครูโยคะอีกคนหนึ่งที่ผมไม่ค่อยรู้จักสักเท่าไหร่ พอทราบแต่ว่าปัจจุบันท่านพักอยู่ในประเทศญี่ปุ่น สอนโยคะในสไตล์อัษฎางคโยคะ ได้รับการรับรองจาก ท่าน ศรี เค ปัฐภี โชอิส มาในงานนี้ส่วนใหญ่ ท่านจะสอนบรรยาย มีเพียงไม่กี่คลาสที่สอนปฏิบัติ  พอทุกคนเข้ามานั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไม่พูดอะไรทั้งนั้น สวดมนตราทันที ใบบทของ ศิวะมนตรา 12รอบ และต่อด้วยบทสวด วันเด การูนัม ของอัษฎางคโยคะ จากนั้นก็ลุยทันทีครับ ไหว้พระอาทิตย์ และทำ Primary Serie อย่างย่อ เมื่อเหลือ เวลา อีก 40นาที ท่านก็ให้พักในท่าศพอาสนะ จากนั้น จึงต่อด้วยการบรรยาย การนำการฝึกโยคะมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวันของเรามากที่สุด อีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ก็ดีไปอีกแบบหนึ่งครับ พี่มุ บอกว่า ชอบGovinda Kai มาก เขาหน้าตาเป็นเอเชียผิวเหลืองและดู สุขุม เยือกเย็นดี

(Jimmy & Ganesh Mohan)

(Mark Whitwell & Jimmy ผมตัวเตี้ย หรือ Mark ตัวสูงก็ไม่รู้)

คลาสที่สอง ของวันสุดท้าย พวกเราส่วนใหญ่เข้าเรียนเรื่อง Healthy Back & Recovering from Back Pain โดย Ganesh Mohan อาจารย์โยคะชาวอินเดีย ปัจจุบัน ท่านเป็นโยคะมาสเตอร์รับเชิญ ของ Pure Yoga Hong Kong  คลาสนี้ก็เป็นคลาสบรรยายเชิงปฏิบัติ เน้นให้เราเข้าใจ ถึงสรีระวิทยาเกี่ยวกับแนวกระดูกสันหลัง และขอบเขตแนวการเคลื่อนที่ของกระดูกสันหลัง เพื่อช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ เป็นทฤษฎีเสียส่วนใหญ่ครับ แต่ก็ได้เทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังของเรา พอคลาสนี้จบ Mark Whitwell กูรูโยคะจาก UK. ก็เดินเข้ามาในคลาสเพื่อเยี่ยมเยือนทักทาย Ganesh Mohan ผมจึงมีโอกาสได้ ถ่ายภาพคู่กับ Mark Whitwell ด้วย(ได้อวยพรวันเกิดให้ Mark ในวันนี้ด้วยครับ)

พักกลางวัน วันนี้ พวกเราก็ไปรับประทานข้าวราดแกงร้านเดิมครับ กับข้าวสองอย่าง 22 ดอลล่าฮ่องกง

หมายกำหนดการ สำหรับช่วงบ่ายวันนี้ของพวกเรา ก็คือ เข้าเรียนอีก คลาสเดียว จากนั้นพวกเราก็จะไปเดินช้อปปิ้งซื้อของฝากให้กับคนทางบ้าน

คลาสสุดท้าย วันสุดท้ายสำหรับ Asia Yoga Conference 2010 ของพวกเรา เราเลือกเข้าคลาสของ Sean Corn เป็นการส่งท้ายงานนี้ครับ คลาสนี้เป็นการบรรยายไปเสีย 2/3 ส่วนที่เหลือ 1/3 คือการปฏิบัติครับ ทุกคนต่างก็ประทับใจ ในการมาเข้าร่วม Asia Yoga Conference ในปีนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าปีหน้าพวกเราจะมากันอีกหรือไม่ ซึ่งในปีหน้า งานจะจัดขึ้น ในวันที่ 9-12 มิถุนายน 2554 ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป







(ภาพบรรยากาศ ร้านค้า ต่างๆ ภายในงาน)

(Ana Forrest & Jimmy)

หลังจากที่จบคลาสของ Sean Corn แล้วพวกเราก็ออกมาช้อปปิ้งซื้อเสื้อผ้า ลดราคาในงาน(คืออันไหนที่ลดราคา ถูกใจ พอซื้อได้ เราก็ซื้อกัน แต่อันไหนไม่ลดราคา ก็อย่าหวังว่าจะได้เงินจากเรา)
นอกจากเสื้อผ้า และเสื่อโยคะแล้วก็ยังมี หนังสือ ซีดีเพลง และดีวีดี โยคะต่างๆมากมาย วางขายในงานนี้ บ้างก็ลดราคา บ้างก็ไม่ยอมลดราคาเลย ก็ช้อปปิ้งกันตามสมควรครับ ระหว่างนั้นก็ได้เจอกับ Ana Forrest ครับ อดไม่ได้ที่จะต้องขอถ่ายภาพคู่กับเธอ จากนั้นพวกเราก็ไปหาอะไรรับประทานกัน และนำของไปเก็บที่โรงแรม ก่อนที่จะไปช้อปปิ้งต่ออีกที่ย่าน มองก๊อก เพื่อซื้อของฝากให้กับคนทางบ้าน

หลังจากเดินซื้อของที่ มองก๊อกได้พักใหญ่ พวกเราก็กลับที่พัก เพื่อเตรียมแพ็คของจัดกระเป๋าเตรียมตัวเดินทางกลับเมืองไทยในเช้าวันรุ่งขึ้น

บ๊าย...บาย...ก่อน สำหรับ Asia Yoga Conference 2010 สำหรับปีหน้า ก็ยังบอกไม่ได้เหมือนกัน ว่าเราจะมาที่นี่กันอีกไหม แต่ทุกครั้งที่ผมมาที่นี่ บอกตรงๆเลยว่าผมจะได้รับความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับโยคะและการใช้ชีวิตเสมอๆ มันเปรียบเสมือนการได้มา ชาร์จแบตเตอร์รี่ประจำปีของผมเลยก็ว่าได้ครับ

ผมก็ขอตั้งปณิธานว่า จะนำความรู้ที่ได้รับมานี้ มาถ่ายทอดต่อให้กับนักเรียนของผม และผู้ที่สนใจฝึกโยคะทุกๆคน ในเมืองไทยตามกำลังความสามารถของผม

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ


วันที่สาม สำหรับ Asia Yoga Conference 2010.

วันที่สาม สำหรับ Asia Yoga Conference 2010.

วันนี้(อาทิตย์ที่ 16 พ.ค. 2553)เป็นความเคยชินที่พวกเราจะต้องตื่นกันตั้งแต่ 6.30น.โดยประมาณ เพื่อเตรียมตัว อาบน้ำ หาอะไรง่ายๆที่เตรียมามจากเมืองไทยรับประทานรองท้อง แล้วก็ออกเดินเท้าไปที่ Hong Kong Exhibition & Convention Center เหมือนดังเช่นทุกวัน วันนี้ดูถนนจะโล่งเป็นพิเศษเพราะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คนเข้าคลาสก็คงไม่น้อยเช่นกัน เราจึงควรจะไปจับจองที่ทำเลดีๆในคลาสที่เราจะเข้าก่อน อันนี้ใครมาถึงก่อนก็จะได้ที่ดีๆก่อน

(Sri Dharma Mittra & Jimmy)

คลาสแรก ของวันที่สาม เราแบ่งกันออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มของผู้หญิงจะไปเรียน Yin & Yang Yoga กับ Simon Low ส่วนผู้ชายทั้งสามคน ไปเรียน Master Class กับ Sri Dharma Mittra ก็ออกแรงกันแต่เช้าเลยครับสำหรับกลุ่มผู้ชาย ถือว่าท่านเป็นครูสอนโยคะอาวุโสสุดที่ได้รับเชิญมาในงานนี้ คนเรียนเต็มห้องครับ ดูจากสายตาแล้ว คนในห้องเรียนมากกว่า 100 คนแน่ๆ จากการกะด้วยสายตา เราทั้งสามคน เข้าไปในห้องก็แทบจะไม่เหลือที่ให้นั่งแล้วครับ ต้องไปนั่งอยู่ แถวหลังสุดๆของห้อง ไม่ห่างจากเรามากนักผมเห็น Master David Moreno ก็มานั่งเรียน ในคลาสนี้ด้วย ก็โหด มัน ฮา ดีครับ บอกได้คำเดียวว่า ท่านแข็งแรงมากๆ ครับ คนในวัยเดียวกันกับท่านคงไม่มีใครทำได้แบบท่านอย่างแน่นอน สอนเสร็จเสียงปรบมือดังกึกก้องครับ มีแต่คนมาลุมล้อมขอถ่ายรูปและลายเซนต์จำนวนมากพอดู


(Twee Merrigan & Jimmy)

คลาสที่สอง ของวันที่สาม ส่วนใหญ่เราไป เข้าเรียนเรื่อง 840,000 posture-bilities โดย Twee Merrigan เธอเป็นศิษย์เอกของ Shiva Rea ครับ ปีที่แล้วผมก็เคยเรียนกับเธอครับ เธอเป็นผู้หญิงแข็งแรง ออกแนวไฮเปอร์นิดๆครับ สอนสนุกน่าสนใจน่าติดตาม เธอมาถึงก็บอกให้พวกเราเก็บเสื่อ ใช้พื้นห้อง สร้างจินตนาการว่าทุกหนทุกแห่งในโลกนี้เราสามารถฝึกโยคะได้หมด ไม่จำเป็นที่จะต้องฝึกอยู่บนเสื่อโยคะเพียงอย่างเดียว และทุกการเคลื่อนไหวของเราก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของท่วงท่าแห่งโยคะ ในคลาสของเธอวันนี้พวกเราจึงได้ร่ายรำด้วยท่าต่างๆที่ไม่เคยทำ เป็นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ตามแบบของFlow Yoga สนุกมากครับคลาสนี้ จากการได้พูดคุยกับเธอหลังจากจบคลาส เธอจำผมได้ครับ เนื่องจากFacebook อีกอย่างก็คือมีผู้ชายเพียงไม่กี่คนที่เข้าเรียนในคลาสของเธอ และก็มีความเป็นไปได้สูงมากครับ ที่เธอจะมาเปิดเวิร์คช้อปที่เมืองไทยในช่วงปลายปีนี้

พักกลางวัน วันนี้ผมมีธุระที่ทางสถาบันฟิตฝากให้ผมมาทำที่ฮ่องกง ผมจึงแยกไปทำธุระและทานข้าวลำพังคนเดียว พอเสร็จธุระผมก็รีบกลับมารวมกลุ่มกับคนอื่นๆทันที


(David Moreno & Jimmy)

คลาสที่สาม ของวันที่สาม พวกเราส่วนใหญ่เรียนเรื่อง Core Strengthening กับ David Moreno คลาสนี้เน้นการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าท้องและลำตัวเป็นหลักครับ แต่เนื่องจากผู้สอนเข้าใจว่าทุกคนคงจะรับประทานอาหารมาพอควร จึงสอนไม่โหดร้ายมากนัก สอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้ทุกคนเข้าใจถึงการทำงานของลำตัว ก็ได้เทคนิคหลายอย่างเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อบริเวณลำตัวและหน้าท้องครับ

(Andrey Lappa & Jimmy เขาจะใส่เสื้อผ้าตามสีประจำวันนั้นๆครับ)

คลาสสุดท้าย ของวันที่สาม พวกเราส่วนใหญ่เข้าเรียนกับ Andrey Lappa , Univesal Vinyasa Yoga เป็นคลาสวินยาสะที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนเขาแน่ๆ บอกเลยว่าเทคนิคแบบนี้หาเรียนยากมากครับ พอเรียนกับเขาแล้ว ทำให้ผมอดคิดถึง Simon Borg Olivier ไม่ได้ครับ เพราะเป็นเทคนิคที่เขาสอนไม่เหมือนครูโยคะคนอื่นๆ แต่อธิบายได้อย่างชัดเจนว่าทำไปทำไม ควรเคลื่อนไหวอย่างไร ใช้หลักการอย่างไรสำหรับแนวในการเคลื่อนที่ การเรียนกับ Andrey Lappa เราควรจะต้องใช้เสื่อสองผืนปูเป็นรูปเครื่องหมายกากบาทครับ เขาจะมีเทคนิคในการจัดแนวการเคลื่อนที่แบบแปลกๆไม่เหมือนใครครับ ท่าที่ทุกคนต่างกล่าวขานกันก็คือท่าที่ใช้ในการเปิดข้อต่อที่บริเวณหัวไหล่ครับ เป็นท่าที่สะใจมากๆ และวันนี้เขาก็สอนเกินเวลาคล้ายๆกับวันที่พี่สุธรรมเข้าเรียนเมื่อวันก่อนเลยครับแต่ทุกคนก็ยินดีไม่มีปัญหาอะไรเลย

วันนี้พวกเราฝึกหนักกันพอควร หลังจากเสร็จคลาสแล้ว ก็ไปนั่งทานข้าวราดแกงร้านประจำของพวกเราที่อยู่ไม่ไกลจากที่จัดงานมากนัก แล้วก็รีบกลับไปพักผ่อน (แต่ก็มีสาวบางคนไปช้อปปิ้งครับ)

พรุ่งนี้ก็จะเข้าสู่วันสุดท้ายของ Asia Yoga Conference 2010 แล้วล่ะครับ เวลาที่นี่ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว
พวกเราทุกคน ยังรู้สึกสนุกและมีความสุขกับการได้ฝึกโยคะแบบจริงๆจังๆ มีความสุขกับการได้พบเพื่อนชาวต่างชาติที่ชื่นชอบโยคะเหมือนกันกับพวกเรา หวังว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้จะเป็นประสบการที่ยิ่งใหญ่ ที่จะทำให้พวกเรานำกลับไปพัฒนาการสอนของพวกเราให้ดียิ่งๆขึ้นไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วันที่สอง สำหรับ Asia Yoga Conference 2010.

วันที่สอง สำหรับ Asia Yoga Conference 2010.

วันนี้(เสาร์ที่ 15 พ.ค. 2553) พวกเราทุกคนตื่นขึ้นมา พร้อมกับความปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อนิดหน่อย แต่ในจิตใจของพวกเราทุกคนต่างก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง พร้อมที่จะเข้าสู่วันที่สองของ Asia Yoga Conference 2010. ผม พี่สุธรรมและปอนด์ ซึ่งพักห้องเดียวกัน ตื่นเตรียมตัวแต่เช้า ทานอาหารที่เราเตรียมมาจากเมืองไทยรองท้องเล็กน้อย ก่อนที่เราจะเดินทางไปเข้าคลาสแรกของวันนี้ วันนี้เนื่องจากเป็นวันหยุด ผู้คนในท้องถนนดูจะลดน้อยลงไปจากเมื่อวานนี้พอสมควร แต่คนที่มาเข้าร่วมงาน ดูเหมือนจะมีจำนวนมากขึ้นเพราะมีชาวฮ่องกงที่หยุดงานในวันนี้มาเรียนมากมาย

(Patrick Creelman & Jimmy)

(จิมมี่, ปอนด์, Patrick, คุณเอ, เปิ้ล และพี่มุ)

คลาสแรก สำหรับวันที่สองของงาน พวกเราเข้าคลาส The Perfect Classของ Patrick Creelman ฝรั่งรูปร่างกระทัดรัด เขาเป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของ John Friend แน่นอนครับเขาสอนในสไตล์ Anusara Yoga ครับ ปัจจุบัน Patrick Creelman สอนคลาสและเป็น โยคะมาสเตอร์ให้กับ Pure Yoga Hong Kong ในคลาสนี้เขาก็จะบอกถึงองค์ประกอบต่างๆสำหรับการที่จะทำให้คลาสโยคะนั้นสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ ซึ่งหลายๆอย่างเป็นเรื่องที่ผมทราบดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการทราบว่าเขาจะมีรูปแบบอะไรที่แตกต่างจากที่ผมเคยใช้สอน แต่ก็พอจะได้แนวคิดใหม่ๆจากเขาพอสมควร สาวๆที่ไปเข้าคลาสกับเราดูท่าทางจะชอบลีลาการสอนของ Patrick อยู่ไม่น้อย


(Jimmy & Paul Dallaghan)

คลาสที่สอง ของวันที่สอง พวกเราเข้าเรียน Introduction to second series with breath กับ Paul Dallaghan เขาสอนสไตล์อัษฎางคโยคะ ซึ่งเขาได้รับการรับรองจากท่าน ศรี เค ปัฐภี โชอิส โดยตรง Paul มาตั้งรกรากอยู่ที่เกาะสมุย ของประเทศไทยเรา เขามีภรรยาเป็นชาวไทย Paul Dallaghan ค่อนข้างจะโดดเด่นในท่าฝึกแบบอัษฎางคโยคะ และปราณยามะซึ่งได้รับการถ่ายทอดโดยตรง จากท่าน ศรี โอ พี ทิวารี(ผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในการสอนปราณยามะ) คลาสนี้เน้นการเคลื่อนไหวตามสไตล์ของอัษฎางคโยคะให้สอดคล้องสัมพันธ์กับการหายใจ โหด มัน ฮา สนุกดีครับ บุคลิกในการสอนของเขาในคลาสนี้ดูจะแตกต่างกับเวลาที่เขาสอนปราณยามะอย่างสิ้นเชิง เพราะเวลาที่เขาสอนปราณยามะดูจะเงียบสงบมากๆ
ทุกคนสนุกมากๆแต่ก็ใช้พลังไปมากมายเช่นกัน

พักกลางวัน วันนี้มีเวลาถึง2ชั่วโมง สำหรับการพักกลางวัน ผมจึงพาทุกคนเดินไปทานข้าวราดแกงเจ้าประจำ ที่ผมมักมากินที่นี่ทุกครั้ง ที่มา Asia Yoga Conference เพราะราคาย่อมเยาว์ที่สุด ดูน่ากินมากที่สุดในย่านนี้ ราคาข้าวราดกับ2อย่าง 22 ดอลล่าฮ่องกง ก็ เกือบๆ 100 บาทของไทยล่ะครับ(อันนี้ถือว่าราคาถูกที่สุดแล้วครับ) หลังจากนั้นพวกเราก็กลับมาเดินย่อยอาหารโดยการเดินดูร้านขายของในงาน


(บรรยากาศในคลาสของ Sandhi Ferriera)

คลาสที่สาม ของวันที่สอง พวกเราได้มีโอกาสกลับมาเรียนกับ Sandhi Feriera อีกครั้งหนึ่ง ในหัวข้อ Inversion Immersion พวกเราทุกคนก็ได้ทำแฮนด์สแตนด์กันอย่างสนุกสนาน ไต่ฝาผนังกันเป็นมนุษย์แมงมุมเลยล่ะครับ



(Jimmy & Jason Crandell)

(พี่มุ, เปิ้ล, Jason, คุณอ้อม และปอนด์)

คลาสสุดท้าย ของวันที่สอง พวกเราเข้าเรียนเรื่อง Effortless Arm Balances กับ Jason Crandell ก็เป็นเรื่องของ อาร์มบาลานซ์ล้วนๆครับ แต่เขามีเทคนิคการสอนที่ดี สนุกสนาน การจัดท่าที่ใช้ในการมาสอนและการพรีเซนต์ท่าต่างๆ ถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว แตกต่างกับคลาสที่ผมเคยเข้าเรียนกับเขาเมื่อ 2ปีที่แล้วอย่างชัดเจน สาวๆที่ไปกับเราทั้งหมดต่างก็ชื่นชอบในการสอนของเขา พอคลาสจบเขาได้รับเสียงปรบมือ กึกก้อง มีคนเข้าไปขอถ่ายรูปกับเขาเยอะเหมือนกัน ในขณะที่พวกเราเดินไปรอที่จะถ่ายรูปกับเขา เมื่อเขาเห็นหน้าผม เขาก็ร้องทักทายทันทีว่า เจอผมในFacebook บ่อยมาก และผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เขายอมรับเข้ามาเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คของเขา(จริงๆแล้ว อยากบอกทุกๆคนว่า ที่เห็นบ่อยๆในเกมส์ Farm Ville นั้น ภรรยาผมเขานำรหัส ล็อก อิน ของผมไปใช้เล่นเกมส์ครับ เขาบอกว่าผมมีเพื่อนเยอะดี จึงทำให้คนที่รู้จักผมหลายๆคนคิดว่าผมบ้าเกมส์มาก ไม่มีงานสอนหรืออย่างไร จริงๆ คนที่บ้าเล่นเกมส์คือภรรยาของผมเองครับ)

ประมาณ19.00น.พวกเราส่วนใหญ่ ก็ออกมานั่งรอกันที่จุดนัดพบ ก็เหลือพี่สุธรรมอีกคนหนึ่ง ที่ยังเรียนไม่จบ เพราะพี่เขาไปเรียนคนละคลาสกับพวกเรา พี่สุธรรมเข้าเรียนกับ Andrey Lappa ซึ่งคลาสจะเลิกทีหลังพวกเรา ครึ่งชั่วโมง เรารอไปจนถึงประมาณ 20.00น.เห็นพี่สุธรรมยังไม่ออกมาก็พยายามโทร.ตาม พี่เขาก็ไม่รับสาย ซึ่ง ณ ขณะนั้นหลายคนในกลุ่มของพวกเราเริ่มจะทนหิวไม่ไหวแล้ว เราจึงล่วงหน้าไปหาอะไรกินกันก่อน พอเราทานกันเสร็จเรียบร้อยก็เวลาประมาณ 20.30น.จึงโทรหาพี่สุธรรมอีกครั้งหนึ่ง พี่เขารับสายแล้วพูดเหมือนแอบๆพูดบอกว่าใกล้จะเสร็จแล้ว กว่าพี่สุธรรมจะเสร็จจากคลาสพวกเราก็ถึงโรงแรมกันแล้วล่ะครับ สรุปแล้ว Andrey Lappa สอนเกินเวลาไปประมาณ 1ชั่วโมง พี่สุธรรมกลับมาถึงห้องด้วยอาการหิวพอประมาณ ในขณะที่ผมกำลังจะออกไปซื้อของข้างนอก ส่วนปอนด์ก็กำลังจะนอนเพราะเพลียจากคลาสในวันนี้  พี่สุธรรมบอกผมกับปอนด์ว่า คลาส Andrey Lappa ดีมากๆสอนเกินเวลาเยอะเลย แต่ก็ได้เทคนิคมาเยอะเลยล่ะ...

เวลาที่ฮ่องกง นี่ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน แป๊บเดียว Asia Yoga Conference 2010 ก็ผ่านไปแล้ว 2วันแล้ว ผมคิดว่าวันพรุ่งนี้ คลาสต่างๆที่เราจะเข้าเรียนก็คงสนุกน่าสนใจ ไม่แพ้กับ 2วันที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันแรก สำหรับ Asia Yoga Conference 2010.

(เปิ้ล, พี่มุ, ปอนด์ และจิมมี่ กับบรรยากาศด้านหน้าจุดลงทะเบียนเข้างานวันแรก)

วันแรก สำหรับ Asia Yoga Conference 2010.

วันนี้(ศุกร์ที่ 14 พ.ค.2553)พวกเราทุกคนตื่นแต่เช้า พร้อมกับความตื่นเต้นที่จะออกเดินทางเข้าสู่ Hong Kong Exhibition & Convention Center ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างก็เดินทางมาที่นี่ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน เป็นบรรยากาศที่คึกคักมากๆ ทุกคนต่างเดินหอบหิ้วเสื่อโยคะมาด้วยความกระตือรือร้น ก็มีคนจำนวนหนึ่งมายืนเข้าแถวเพื่อรับบัตรเข้างาน
(บรรยากาศ การเข้าแถวรับบัตรเพื่อเข้างาน)

การที่เราจะผ่านเข้าไปในห้องเรียนนั้น เราจะต้องผ่านเจ้าหน้าที่หน้าห้อง โดยการแสดงบัตรเข้างาน การที่เราจะไปไหนมาไหนในบริเวณงาน เราก็จะต้องนำบัตรนี้มาคล้องคอไว้เสมอๆ บุคคลไหนที่ไม่มีบัตร ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าเรียนครับ

(Sean Corn & Jimmy)

คลาสแรก ของAsia Yoga Conference 2010 ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่เข้าเรียน คือคลาสของ Sean Corn ผู้หญิงที่สอนโยคะจากหัวใจ ในสไตล์ Vinyasa Flow เป็นครูโยคะอีกคนหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนด้วยมากๆ เธอเป็นลูกศิษย์ของ Sharon Gannon & David Life แห่ง  Jivamukati Yoga  คลาสแรกวันนี้เธอสอนเรื่อง Detox Flow คนเข้าเรียนคลาสนี้คึกคักมากเลยครับคงเป็นเพราะชื่อเสียงจากการสอนของเธอที่โด่งดังไปทั่วโลก เท่าที่ผมประเมินด้วยสายตาก็น่าจะประมาณเกือบ 100คน คลาสนี้ใช้เวลา 2ชั่วโมง ใช้พลังพอสมควรเลยล่ะครับเพราะเป็นการนำเอาเรื่องของการ ดีท๊อกซ์มาผสมผสานกับ วินยาสะโยคะ ก็เหงื่อออกเยอะมากจนทำให้ผมต้องถอดเสื้อฝึกในคลาสนี้(กางเกงไม่ได้ถอดนะครับ)  ต้องยอมรับเลยว่าการสอนของเธอมีพลังมากๆ ทั้งน้ำเสียง สีหน้าแววตา และการส่งต่ออารมย์ความรู้สึกให้กับผู้เรียน ทำให้พวกเราทุกคนที่เข้าคลาสของเธอ รับรู้ถึงพลังเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ พอจบคลาสก็แน่นอนครับ เสียงปรบมือดังลั่นกึกก้อง


(Sandhi Ferriera & Jimmy)

คลาสที่สอง ของวันนี้ พวกเราส่วนใหญ่เข้าคลาสของ Sandhi Ferriera คนนี้ผมไม่ค่อยคุ้นเคยสักเท่าไหร่ จึงถือว่าเป็นการทดลอง เข้าไปเรียนกับเธอ แต่แน่นอนครับชื่องานเป็นเครื่องการันตี งานนี้ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะมาสอน ต้องเป็นครูโยคะขั้นเทพ ระดับตำนานมีชีวิตทั้งนั้นถึงจะถูกเชิญมาสอน Sandhi Ferriera เป็นลูกศิษย์ของ Sharon Gannon & David Life เธอ คือ Senoir Jivamukati Yoga Teacher ซึ่งเธอสอนเรื่อง Hand Gliding : The keys to unlocking arm balancing. เธอร่าเริงสอนด้วยความสนุกสนาน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ตลอดเวลาที่สอน เป็นเทคนิค Arm Balance ที่เหมาะกับสุภาพสตรีครับ แต่ผู้ชายก็เรียนได้เช่นกันครับ สรุปคลาสนี้ได้ควารู้และสนุกสนานครับ

วันนี้ช่วงพักกลางวัน เรามีเวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เราจึงวางแผน เตรียมของไปทำแซนวิช โดยยกหน้าที่ให้ปอนด์เป็นฝ่ายสวัสดิการ จัดเตรียมของ มาสำหรับมื้อกลางวัน ของวันนี้


(พี่สุธรรม, Andrey Lappa และผม)

(Master Twee Merrigan & Jimmy ในคลาสของ Andrey Lappa)

(Jimmy & Master Dylan Bernstein ในคลาสของ Andrey Lappa)

คลาสที่สาม ของวันนี้ พวกเราส่วนใหญ่เข้าคลาสของ Andrey Lappa ตำนาน Universal Yoga ชาวโซเวียต ซึ่งนำศาสตร์และศิลป์ของอายุเวทมารวมกับโยคะทุกแขนงที่เขาได้เรียนมาเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเหมาะสมลงตัว เป็นคลาสที่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยครับ ผมให้ฉายาเขาว่าโดเรม่อนแห่งวงการโยคะ(อ้วนพลิ้ว) เนื่องจากรูปร่างของเขาค่อนข้างท้วมกลมผมสกรีนเฮด การสอนของเขามีรูปแบบที่แตกต่างจากคนอื่นชัดเจนมากๆ แต่บอกเหตุผลได้อย่างมีหลักการ จึงเป็นโยคะอีกแนวหนึ่งที่ผู้ฝึกโยคะหลายต่อหลายคน ค่อนข้างจะให้ความสนใจมากๆ ในงานนี้ และในคลาสนี้ผู้ที่นั่งเรียนแถวหลัง นอกจากจะมีผมแล้วก็มี Yoga Master อีก สามคน ที่นั่งอยู่ในแถวเดียวกันกับผม  คือ 1.Twee Merrigan (ลูกศิษย์ของ Shiva Rea) ซึ่งในงานนี้เธอก็เป็นวิทยากรมาสอนด้วย 2. Dylan Berntein สมัยก่อนชายหนวดงามคนนี้เคยฝึกและสอนโยคะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบัน เขาเป็นโยคะมาสเตอร์อยู่ที่ Pure Yoga Hong Kong ส่วนคนที่สามผมไม่รู้จักชื่อของเขา แต่ดูจากทักษะแล้วระดับเทพเหมือนกัน ซึ่งต้องเป็นระดับ โยคะมาสเตอร์อย่างแน่นอน ดังนั้นคลาสนี้เป็นคลาสค่อนข้าง แอ๊ดว๊านซ์ นักเรียนแถวหลังทั้งแถวระดับเทพทั้งนั้น(ยกเว้นผม) ก็ได้ความรู้ใหม่และแนวทางใหม่ๆของการฝึกโยคะในแบบของ Andrey Lappa


(Jimmy & Master Simon Low)
(ภาพ ขณะ Simon Low ขณะกำลังสอนในคลาส)
คลาสสุดท้าย สำหรับวันแรกของพวกเรา คือ Lunar Yoga Practice for Evening ของ Simon Low เขาสอนในสไตล์ Yin Yoga จัดท่าและค้างท่าไว้นานๆ หลายต่อหลายคนให้ความสนใจในคลาสนี้อย่างมากครับ เพราะไม่ยากแต่ต้องใช้เทคนิคและวิธีการในการสอนพอสมควรครับ มีอยู่ท่าหนึ่งทำให้ผมถึงกับหลับค้างไปกับท่านั้นเลยล่ะครับ เป็นคลาสที่ได้เทคนิคในการผ่อนคลายดีครับ

วันนี้พวกเราทุกคนถือว่า ฝึกโยคะกันอย่างเข้มข้นพอสมควร พอพวกเรากลับสู่ที่พักก็รีบหารับประทานอาหารพักผ่อนทันที เพื่อเตรียมพร้อมเข้าคลาสในวันรุ่งขึ้น

ขอให้พรุ่งนี้พวกเราทุกคนตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังอันเต็มเปี่ยม เพื่อเข้าสู่วันที่สองของมหกรรมโยคะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ก๊วนโยคีจากไทย ตะลุยฮ่องกง(ก่อน Asia Yoga Conference 2010, 1 วัน)

(พี่มุ, คุณเอ, จิมมี่, พี่สุธรรม, ปอนด์ และเปิ้ล)

ก๊วนโยคีจากไทย ตะลุยฮ่องกง(ก่อน Asia Yoga Conference 2010, 1 วัน)

หมายกำหนดการณ์ของวันนี้(พฤหัสฯ13 พ.ค.2553)ก็คือ ตั้งใจจะเที่ยวฮ่องกงกันทั้งวัน และไปรับบัตรเข้างาน Asia Yoga Conference  เช้าวันนี้เนื่องจากกลุ่มผู้ชาย 3คนของเรา(พี่สุธรรม, น้องปอนด์ และผม)ตื่นแต่เช้า ผมจึงชวนกันไปเดินสำรวจเส้นทางที่เราจะต้องใช้เดินไปงานในวันพรุ่งนี้ อากาศที่ฮ่องกงยามเช้าดีมากๆครับ อุณหภูมิน่าจะ 23-25 องศา เดินสบายๆไม่มีเหงื่อ(เหมือนเขาติดแอร์ทั้งประเทศ) อาคารที่จัดงานก็คือ Hong Kong Exhibition & Convention Center เป็นอาคารริมน้ำที่สวยมากๆ มีหลังคาโค้งๆ หลายชิ้นมาประกอบกัน ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับบ้านเราก็น่าจะคล้ายๆกับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เราเดินตามป้ายบอกทางมาเรื่อยๆเพียง 5-7 นาทีเท่านั้น ก็ถึงที่หมาย

พอพวกเรารู้เส้นทางแล้ว ก็ค่อยๆกลับมาตั้งหลักที่โรงแรมใหม่อีกครั้ง เพื่อจะได้ชวนพวกสาวๆที่มาด้วยไปเที่ยวฮ่องกง วันนี้คุณอ้อมและคุณโดมินิก(แฟนเป็นชาวฮ่องกงของคุณอ้อม) จะตามมาสมทบกับพวกเราและทำหน้าที่เป็นไกด์พาพวกเราไปเที่ยว จากการคุยกันกับคุณอ้อมก็สรุปได้ว่า หากเราต้องไปรับบัตรเข้างานด้วย คงจะต้องไปเที่ยวที่ The Peak จุดชมวิวสูงสุดของฮ่องกง เพราะอยู่ใกล้ๆกับ อาคาร Two IFC ที่เราจะต้องไปรับบัตรเข้างาน อันที่จริงแล้วบัตรเข้างานเราสามารถไปรับตอนเช้าของวันงานก็ได้ แต่ว่าคนก็จะต้องเยอะและอาจทำให้เราเข้าคลาสแรกสายกว่าปกติ เราจึงควรไปรับกันก่อนจะดีที่สุด(จากประสบการณ์ของผม)

(บรรยากาศ ด้านหน้า Pure Fitness สถานที่ ที่พวกเรามารับบัตรเข้างาน)

เรานัดคุณอ้อมและโดมินิก(แฟนคุณอ้อม) เจอกันที่คอสเวย์เบย์ ซึ่งไม่ไกลจากที่พักของเรามากนัก เดินไปประมาณ 10นาทีเท่านั้น พวกเราตกลงจะไปรับบัตรก่อนเลย ก็พากันนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปที่ Pure Fitness อาคาร Two IFC ซึ่งอยู่ที่ สถานี Central พอไปถึงแผนการของเราก็ต้องมีอันเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่ออกบัตรให้เราเธอบอกว่า กระดาษที่ใช้ในการทำบัตรหมด ซึ่งเวลา ณ ตอนนั้น ที่พวกเราไปถึงน่าจะประมาณ 14.00น. เธอบอกกับพวกเราว่าให้มารับอีกทีหนึ่งตอนประมาณ 17.00น. กระดาษน่าจะถูกส่งมาถึงเวลานั้น พวกเราไม่มีปัญหาอะไรเท่าไรนัก แต่หญิงชาวต่างชาติอีกสองท่านที่มารับบัตรในเวลาเดียวกับเราเธอดูจะมีปัญหาพอสมควร คนหนึ่งบ่นๆแล้วก็เดินออกไป ส่วนอีกคนหนึ่งเธอโวยวายกับเจ้าหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษ ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่แสดงถึงความหงุดหงิดและเซ็งสุดๆ ซึ่งพอจะจับใจความได้ว่า "ฉันเสียเวลา ฉันไม่ได้ว่างงานนะ พวกคุณต้องทำอะไรก็ได้ซักอย่างเพื่อ ออกบัตร ใช้กระดาษอะไรก็ได้ทำให้ฉันก่อนได้ไหม ฉันรอไม่ได้หรอกอีกต้อง3ชั่วโมง" สรุปคือไม่ได้ครับ ยังไงก็ต้องรอกระดาษเท่านั้น เธอจึงพยายามที่จะพบและพูดคุยกับผู้จัดการ หรือหัวหน้าที่รับผิดชอบกับเรื่องนี้ ซึ่งแน่นอนเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหัวหน้ารับผิดชอบจังหวะนี้คงไม่ว่างมาคุยกับเธอแน่ๆ(เป็นผม ผมก็คงไม่คุยกับเธอในตอนนั้นแน่ๆ) หญิงชาวต่างชาติคนนี้เธอจึงตัดสินใจเดินสะบัดใส่เจ้าหน้าที่ออกบัตรกลับไป โดยที่ยังคงบ่นไม่หยุดขณะที่กำลังเดินออกไป ทุกคนในกลุ่มของเราต่างมองหน้าซึ่งกันและกัน พร้อมกับนิยามสั้นๆให้เธอว่า นี่หรือคนที่ฝึกโยคะ

(จิมมี่ถ่ายภาพกับรถราง ที่ The Peak )

แผนการของพวกเราจึงต้องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คือต้องไปเที่ยวที่The Peak ก่อนแล้วจึงค่อยย้อนกลับมารับบัตร ก่อน 19.30น. พวกเราจึงเดินทางไปที่ The Peak จริงๆสามารถไปได้หลายวิธี แต่โดมินิกแฟนของคุณอ้อมซึ่งเป็นเจ้าถิ่นและเป็นไกด์อาสาให้เราในวันนี้แนะนำว่าไปแท็กซี่ดีที่สุดเห็นวิวชัดเจน ราคาประหยัดที่สุด ทั้งหมด ณ ตอนนี้เรามีกัน 9คน แบ่งนั่งแท็กซี่ 2คัน ผู้หญิง1คัน ผู้ชาย 1คัน ระหว่างเส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวไปมาที่พาเราขึ้นเขาไปยังจุดชมวิวสูงสุดของฮ่องกง ระหว่างที่รถวิ่งไปเราได้เห็นบ้านพักและคอนโดฯ ผมจึงอดที่จะถามไม่ได้ถึงราคาของที่พักที่นี่ โดมินิกได้บอกให้เราทราบว่า ราคาที่พักที่นี่ค่อนข้างสูงมากๆ หากจะมีบ้านหรือมีคอนโดฯอยู่บนเขาสูงทำเลดีๆ ฮวงจุ้ยดีๆ คอนโดฯขนาดพื้นที่ใหญ่ อาจจะต้องใช้เงินถึง 100ล้านบาทเพื่อซื้อ หากเป็นบ้านก็ไม่ต้องพูดเลยล่ะ ต้องระดับเศรษฐีเขาถึงจะซื้อกัน ความใฝ่ฝันของโดมินิกก็คือการเป็นเจ้าของที่ดินที่ติดทะเล

(จิมมี่, คุณเอ, พี่สุธรรม โดนพี่มุบังอยู่, เปิ้ล, คุณอ้อมและปอนด์นั่งอยู่ ที่ The Peak)

นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โดมินิกมาตามหาความฝันของเขาที่เมืองไทย เขาตัดสินใจมาทำธุรกิจ และมีรีสอร์ทอยู่ที่เกาะเสม็ด(หมู่บ้านทะเล รีสอร์ท) โดมินิกบอกว่าคนฮ่องกงที่เป็นเจ้าของที่ดินในฮ่องกงได้นั้นต้องรวยมากๆ จึงจะมีโอกาส ในฮ่องกงความฝันของโดมินิกคงเป็นไปไม่ได้ แต่ในเมืองไทยทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอสำหรับโดมินิก

(ทัศนียภาพ ที่ The Peak)

พอไปถึง The Peak พวกเราก็เดินกินลมชมวิว ถ่ายภาพกันพอสมควร โดยที่นี่ก็มีนักท่องเที่ยว มาเที่ยวกันพอสมควร แล้วพวกเราก็ต่อด้วยการเข้าไปช้อปปิ้ง จากนั้นโดมินิกก็พาพวกเราไปรับประทานบะหมี่เกี๊ยวร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของฮ่องกง ที่ตั้งอยู่ที่ The Peak เมื่อเดินผ่านหน้าร้านไปพวกเราก็ได้กลิ่นแปลกๆ กลิ่นมันคล้ายๆห้องน้ำที่ไม่ได้ล้างและเหม็นเหมือนกลิ่นฉี่ซึ่งรุนแรงพอสมควร จนทุกคนต่างบ่นว่าทำไมห้องน้ำที่นี่กลิ่นมันรุนแรงจังเลย เรามาทราบก็ตอนที่ได้เข้ามานั่งในร้านและรู้ทันทีว่าเป็นกลิ่นของร้านนี้นี่เอง เป็นกลิ่นของเครื่องปรุงต่างๆที่ใช้ทำบะหมี่เกี๊ยวสุดอร่อย(แล้วมันจะอร่อยจริงไหมเนี่ย?) พอสักพักพวกเราก็ชินกับกลิ่น และสั่งบะหมี่เกี๊ยวกินกันอย่างเอร็ดอร่อย พออิ่มกันแล้วพวกเราก็กลับมารับบัตรเข้างานโยคะอีกครั้ง คราวนี้รถแท็กซี่ของฝ่ายหญิงดูจะได้นักซิ่งประจำหมู่บ้านมาเป็นคนขับ เมื่อมาถึงที่หมายคุณเอหนึ่งในกลุ่มสาวๆที่มาด้วยกับเราถึงกับลงจากรถแท็กซี่มาด้วยอาการเมารถ สาวๆทุกคนบอกว่าคนขับรถ ขับได้เสียวมากๆ หวี๊ดว้ายกันตลอดทาง ยังกับขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาประมาณนั้น

(บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสุดอร่อย)

(จุดที่นักท่องเที่ยว มารวมตัวกันเพื่อรอชม โชว์แสงสีเสียง)

พอเรารับบัตรเข้างาน Asia Yoga Conference เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดมินิกและคุณอ้อมก็พาพวกเราขึ้นเรือข้ามฝากไปชมไลท์แอนด์ซาวน์ริมน้ำ ก็คือการโชว์ประกอบแสงสีเสียงของตึกสูงต่างๆ ที่เรียงรายอยู่ริมน้ำของฮ่องกง มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายมารอชม ซึ่งการแสดงจะเริ่มตอน 20.00น.ของทุกคืน หลังจากนั้นโดมินิกและคุณอ้อมก็พาพวกเราไปช้อปปิ้งเสื้อผ้ากีฬาADIDAS ซึ่งเป็นร้านของเพื่อนคุณโดมินิก จึงได้รับส่วนลดพิเศษ 25% (แต่ผมเป็นสาวกของ NIKE จึงไม่ได้ซื้ออะไร) พอช้อปปิ้งเสร็จ พวกเราก็แยกย้ายกับคุณอ้อมและคุณโดมินิก พวกเราไปหาของทานใกล้ๆโรงแรมที่พวกเราพักแล้วก็พักผ่อน เตรียมตัวเข้าสู่งาน Asia Yoga Conference 2010 ทุกคนต่างตื่นเต้น กับการเข้าร่วม มหกรรมโยคะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย ในวันรุ่งขึ้น อีกไม่กี่ชั่วโมงที่จะมาถึง

(คุณโดมินิก กับอารมณ์ เฮฮาร่าเริง ในขณะที่พาพวกเราท่องเที่ยว)

สำหรับวันนี้พวกเราทุกๆคนก็ต้องขอขอบพระคุณ มิตรภาพและน้ำใจที่คุณโดมินิกและคุณอ้อมมีให้กับพวกเราตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ยังช่วยถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆมากมายเกี่ยวกับฮ่องกงให้พวกเราได้รับทราบกันอย่างสนุกสนาน

พวกเราทุกคนพร้อมแล้วสำหรับ Asia Yoga Conference 2010.ในวันพรุ่งนี้

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ภควัทคีตา กับการฝึกโยคะ




คัมภีร์ภควัทคีตากับการฝึกโยคะ

ผู้ฝึกโยคะหลายท่าน คงเคยได้รับการแนะนำจากกูรูทางด้านโยคะ ให้อ่านหนังสือเรื่องภควัทคีตา ซึ่งเรื่องภควัทคีตานี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามมหาภารตยุทธ มหากาพย์อันยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจของชาวชมภูทวีป

ภควัทคีตา อ่านว่า "พะ-คะ-วัด-คี-ตา" หมายถึง "บทเพลงแห่งพระเป็นเจ้า" เป็นชื่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ที่เล่าเรื่องโดย ฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส โดยฤาษีตนนี้ ได้เล่าเรื่องราวของมหาภารตะให้แก่ พระพิฆเนศ และพระพิฆเนศก็ได้จดจาร บันทึกไว้เป็นตัวอักษร ก่อเกิดเป็นมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวฮินดูใช้ปฏิบัติกันจวบจนปัจจุบัน

***คัมภีร์ภควัทคีตา ฉบับที่แปลเป็นภาษาไทยปัจจุบันแทบจะไม่เหลือแล้ว ลองหาอ่านได้ตามหอสมุดแห่งชาติ (ห้องหนังสือศาสนา) โบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า และหอสมุดโบราณต่างๆ***
แต่ว่า ผมเคยเห็นยังพอมีวางจำหน่ายอยู่บ้าง ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ และร้านขายหนังสือ Kinokuniya สาขาสยามพารากอน

มหาภารตะ เป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก (ยาวกว่า สามก๊ก อีเลียด Oddysey และ The Cantos รวมกัน) มีเนื้อหาที่ซับซ้อนมาก ให้ความรู้ครบถ้วนทุกศาสตร์ในโลก ทั้งเรื่องราวของเทพปกรณัม นิทาน บทกวี คติสอนใจ หลักปรัชญา หลักการสู้รบ ภูมิศาสตร์ วิถีชีวิต ศิลปะ ประเพณีของอินเดีย การเมือง และมีเรื่องย่อยๆ แทรกอยู่อีกมากมาย สามารถแยกเรื่องย่อยๆเหล่านั้นมาเป็นหนังสือได้อีกหลายร้อยเล่ม จนมีคำกล่าวยกย่องไว้ว่า..

...สิ่งใดไม่มีกล่าวไว้ในมหาภารตะ...สิ่งนั้นไม่มีในโลก!!!

มหาภารตะเป็นเรื่องราวความขัดแย้งของพี่น้องที่สืบเชื้อสายเดียวกัน 2 ตระกูล ระหว่าง ตระกูลปาณฑพ กับ ตระกูลเการพ โดยทั้ง 2 ตระกูลก็เป็นพี่น้องที่สืบเชื้อสายมาจาก ท้าวภรต แห่งกรุงหัสตินาปุระมาด้วยกัน เหตุขัดแย้งบานปลาย นำไปสู่มหาสงครามอันยิ่งใหญ่ ณ ทุ่งกุรุเกษตร เพื่อแย่งชิงราชสมบัติและแย่งกันปกครองแผ่นดิน มีพรรคพวกพันธมิตรของแต่ละฝ่ายเข้าร่วมรบด้วยเป็นจำนวนมหาศาล คือมหากาพย์แห่งการสู้รบระหว่างฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม

ตัวเอกสำคัญที่สุดของมหากาพย์ภารตะ คือ เจ้าชายอรชุน (เจ้าชายฝ่ายตระกูลปาณฑพ) และ พระกฤษณะ ซึ่งพระกฤษณะก็ คือ 1 ใน 10 ปางอวตารของ พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ อันสูงสุดของศาสนาพราหมณ์นั่นเอง พระกฤษณะเป็นที่ศรัทธานับถือของชาวฮินดู ในลัทธิที่นับถือพระวิษณุเป็นใหญ่ในตรีมูรติ (นอกจากพระกฤษณะ หรือ ปางกฤษณาวตาร นี้แล้ว ยังมี ปางรามาวตาร โดยอวตารเป็น พระราม ใน มหากาพย์รามายณะ หรือ ชื่อไทยคือ รามเกียรติ์ ที่เรารู้จักกันดี และอีกอวตารคือ ปางพุทธาวตาร หรือ พระพุทธเจ้า ซึ่งก่อให้เกิดศาสนาพุทธในภายหลังนั่นเอง... ซึ่งทั้ง 3 ปางนี้ก็เป็นปางอวตารที่ยิ่งใหญ่ของพระวิษณุที่ชาวฮินดูนับถือมากที่สุด)

หลักปรัชญาใน ภควัทคีตา ที่ปรากฏอยู่ภายในมหากาพย์มหาภารตะนั้น คือปรัชญาที่เกิดขึ้นจากการสนทนาระหว่าง พระกฤษณะ กับ เจ้าชายอรชุน ในระหว่างการเข้าสู่สนามรบ โดยพระกฤษณะก่อนหน้านั้นเป็น สารถีผู้ขี่ม้า ให้แก่เจ้าชายอรชุน ได้เปิดเผยสถาวะที่แท้จริงของตนในภายหลังให้อรชุนได้ประจักษ์ ว่าตนเป็น พระวิษณุอวตาร และได้แสดงธรรมเปิดเผยคำสอนแก่อรชุน อันประกอบไปด้วยความจริงแห่งโลก จักรวาล ธรรมชาติของชีวิต การปฏิบัติตนเป็นโยคี การหลุดพ้น และการเดินทางสู่สภาวะอันเป็นนิรันดร์ ส่วนหนึ่งของคำสอนที่มีความเกี่ยวข้องกับการฝึกโยคะก็คือ การปฎิบัติหน้าที่ของตนตามวรรณะที่มีคือทางเข้าสู่ความหลุดพ้น- มุ่งสอนว่ามนุษย์จะเข้าถึงการหลุดพ้นได้ด้วย 3วิถีทาง

 ญานโยคะ : ใช้ปัญญา ใคร่ครวญ แสวงหาความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อทำลายอวิชชาที่เคลือบจิตใจ
 กรรมโยคะ : ใช้การปฎิบัติ ทำตามหน้าที่ของตนตามวรรณะโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ยึดติดต่อในตัวตนหรือผลที่ได้รับ วางอุเบกขา
ภักดีโยคะ : ใช้ความภักดี มุ่งมั่นกระทำสิ่งที่ตนศรัทธา

ปรัชญาใน ภควัทคีตา ได้กลายมาเป็นคำสอนที่ชาวอินเดียผู้นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่ง ยึดเป็นข้อปฏิบัติด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า อันจะทำให้ตนหลุดพ้นบ่วงและพันธนาการอันชั่วร้ายทั้งปวง

มหาตมะ คานธี ผู้นำอินเดีย คือบุคคลที่นำเอาหลักปรัชญาจาก ภควัทคีตา มาใช้จนเห็นผลชัดเจนที่สุด...ในบรรดาศิลปิน นักปราชญ์ อาจารย์ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์และบุคคลที่มีชื่อเสียงของโลกหลากหลายอาชีพ ก็ได้ใช้ปรัชญาในคัมภีร์นี้ นำไปต่อยอดความรู้ของตน เพื่อการสร้างสรรค์ผลงานอันยิ่งใหญ่.....บุคคลชั้นนำในแวดวงธุรกิจ ตลอดจนนักการเมือง ผู้นำประเทศที่มีชื่อเสียงของโลกหลายท่าน ก็ได้ใช้หลักปรัชญาใน ภควัทคีตา มาปรับใช้ในการบริหารธุรกิจและปกครองประเทศอยู่มากมาย

.....บุคคลทั่วไปก็สามารถเข้าถึงหลักธรรมคำสอนในภควัทคีตา และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ยากเย็น....คัมภีร์ภควัทคีตา และ มหากาพย์มหาภารตะ แม้จะเป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยอวตารของ พระวิษณุ ซึ่งเป็นเทพคนละฝ่ายกับ พระศิวะ และ พระพรหม อันเป็น 3 มหาเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ก็ตาม แต่ชาวฮินดูทุกฝ่าย ก็ได้ยึดเอาหลักปรัชญาและคำสอนในภควัทคีตาและมหาภารตะ มาใช้ยึดเหนี่ยวและปฏิบัติในชีวิตประจำวันตราบจนสิ้นลมหายใจ ไม่ว่าตนจะนับถือพระวิษณุ พระศิวะ หรือพระพรหมเป็นใหญ่ก็ตาม

เฉกเช่นเดียวกับผู้ที่นับถือพระวิษณุ หรือพระพรหมเป็นใหญ่ ก็ล้วนต้องบูชาพระพิฆเนศอันเป็นบุตรของพระศิวะก่อนการบูชาพระวิษณุหรือพระพรหมตามหลักปฏิบัติที่มีมาแต่โบราณ นั่นหมายถึงต่างฝ่ายต่างก็ให้ความเคารพในมหาเทพอันสูงสุดของอีกฝ่าย

ชาวฮินดูผู้ใด ที่เข้าถึงปรัชญาอันสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ได้อย่างลึกซึ้งแล้ว ผู้นั้นจะไม่มีการแยกฝ่ายแล้วว่า ฝ่ายไหนเป็นใหญ่ มหาเทพองค์ไหนสูงกว่า เพราะพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ต่างก็ได้รวมกันเป็นหนึ่ง หรือเป็น พระตรีมูรติ อันเป็นความยิ่งใหญ่สมบูรณ์เหนือสิ่งอื่นใดในจักรวาลแล้วนั่นเอง!!

******เมื่อได้ศึกษาปรัชญาและคำสอนในภควัทคีตาแล้ว... พฤติกรรมการนับถือลัทธิทรงเจ้าและการหลงเชื่อร่างทรงของทุกท่านก็จะมลายหายไป พฤติกรรมการนับถือเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ของท่านในแบบเดิมๆ จะเปลี่ยนไป...และค้นพบว่าตัวท่านเองได้เกิดปัญญา เกิดสติ มองเห็นดวงไฟสุกสว่าง จุดประกายนำทางชีวิตของท่านไปสู่ความเจริญ ก่อเกิดความสำเร็จและความสุขอันแท้จริง******

และจากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ก็คงจะพอที่จะทำให้ผู้ฝึกโยคะทั้งหลายพอที่จะทราบและเข้าใจ ถึงเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรอ่านและศึกษา มหากาพย์เรื่องนี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวทางจาก ภควัทคีตา จะนำพาทุกท่านไปพบกับวิถีแห่งความสุขที่แท้จริงของชีวิต

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ขอขอบพระคุณ ข้อมูลจาก http://www.siamganesh.com/BhagavadGita.html

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

การเสียภาษี...กับอาชีพครูสอนโยคะ


การเสียภาษี...กับอาชีพครูสอนโยคะ

ใครไปเสียภาษีมาแล้วบ้าง? ยกมือขึ้น...ก็เป็นประจำทุกปีครับ เราทั้งหลายจะต้องไปเสียภาษีอากร ตามหน้าที่พลเมืองที่ดีของประเทศชาติ เพื่อที่ทางรัฐจะได้นำเงินภาษีดังกล่าวมาช่วยในการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบต่างๆของประเทศชาติเรา

การเสียภาษีครั้งแรกของผม ก็คงจะต้องย้อนไปถึงเมื่อประมาณ 10ปีที่แล้วเห็นจะได้ ซึ่งตอนนั้นผมทำงานประจำอยู่ในฟิตเนส ก็จะมีรุ่นพี่ที่ทำงานเขาคอยช่วยแนะนำจัดการให้ ผมยังจำได้ดีว่าผมทำงานประจำแค่เพียงปีเดียว พอปีต่อมาก็ออกมาเป็นครูสอนโยคะแบบอิสระ ผมจึงต้องไปยื่นเสียภาษีด้วยตนเอง ก็ต้องให้พี่ๆเจ้าหน้าที่สรรพากรที่สำนักงานเขตเขาช่วยคำนวนภาษีให้ทุกครั้งไปล่ะครับ ปรากฏว่าผมได้รับเงินคืน สอง-สามพันบาท ก็เลยเริ่มติดใจ ก็ไปยื่นแบบเสียภาษีทุกปีเลยครับ สรุป2-3ปีแรกผมได้เงินคืน(เพราะช่วงนั้นรายได้ยังไม่เยอะ) หลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบันจ่ายภาษีเต็มๆ(อาจเป็นเพราะรายได้เยอะขึ้น)

แต่ก็มีเมื่อ 2หรือ3ปีที่ผ่านมานี่เองครับ เหตุการณ์นี้ผมยังจำได้ไม่มีวันลืม พอถึงเวลาที่จะต้องเสียภาษี ผมก็ไปให้พี่ๆสรรพากรที่สำนักงานเขตช่วยคำนวนให้เช่นทุกปีที่ผ่านมา เขาคำนวนให้ผมยังไงก็ไม่ทราบ ปรากฏว่าทำให้ผมได้รับเงินคืนประมาณสามพันบาท ผมดีใจมาก หลังจากนั้นประมาณ2สัปดาห์ก็มีเช็คคืนภาษีของสรรพากรส่งมาให้ผม และหลังจากที่ผมนำเช็คไปเข้าบัญชี และใช้เงินเรียบร้อยแล้ว ก็มีโทรศัพท์จากสรรพากรโทรมาหาผมบอกว่า ผมยื่นแบบเสียภาษีผิดประเภท ผมคิดในใจว่าต้องเป็นพวก 18มงกุฏหลอกลวงแน่ๆ จะมาไม้ไหน? พอคุยไปคุยมา ข้อมูลเริ่มแน่นขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องการให้โอนเงินแต่อย่างใด เขาบอกให้ผมไปยื่นแบบเสียภาษีใหม่ที่เดิม สรุปคือ ผมต้องไปยื่นใหม่และคืนเงินเช็คอันนั้นให้สรรพากร ยังไม่พอครับ และจากการคำนวนใหม่ผมต้องจ่ายภาษีเพิ่มด้วย(เงินก็ไม่ได้ ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกด้วย) เท่านั้นยังไม่พอ การไปทำเรื่องใหม่ก็เท่ากับว่าต้องยื่นแบบเสียภาษีใหม่ซึ่ง ณ ตอนนั้นได้เกินกำหนดการยื่นแบบเสียภาษีแล้ว เท่ากับผมยื่นแบบเสียภาษีล่าช้า ต้องเสียค่าปรับอีก คราวนี้เจอ 3เด้งเลยครับ (เงินก็ไม่ได้ ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ต้องจ่ายค่าปรับอีก โถ...ชีวิต...)

ล่าสุดปีนี้ผมก็ไปเสียภาษีมาเรียบร้อยแล้วครับ(เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศกับเขาซะด้วย) เมื่อวันที่ 29มีนาคมที่ผ่านมา(เนื่องจากวันหมดเขตการยื่นแบบฟอร์มเสียภาษีคือสิ้นเดือนมีนาคม) จึงมีคำถามตามมาว่าเป็นครูสอนโยคะต้องไปเสียภาษีด้วยหรือ? ใครเขาจะรู้ว่าครูสอนโยคะมีรายได้เท่าไหร่?

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมขอแบ่งการรับเงินค่าจ้างสอนโยคะออกเป็น 2แบบ ดังต่อไปนี้ คือ

1. การรับเงินค่าจ้างสอนโยคะ แบบที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย  ซึ่งการรับค่าสอนดังกล่าวมักจะเป็นแบบส่วนตัว(ไม่ได้จ้างผ่านบริษัท)
ข้อดี คือ ไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย, ไม่มีใครทราบรายได้ของเรา,สามารถเรียกค่าสอนได้สูงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย และอาจจะไม่ต้องไปยื่นแบบเสียภาษีหากเรารับค่าจ้างสอนแบบนี้เสียเป็นส่วนใหญ่
ข้อเสีย คือ อาจจะมีรายได้ที่ไม่ค่อยจะคงที่แน่นอน

2. การรับค่าจ้างสอนโยคะผ่านรูปแบบของบริษัท มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย บางที่ก็หัก3% บางที่ก็หัก5% ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ นโยบายของฝ่ายบัญชีของแต่ละบริษัทที่ว่าจ้างเราไปสอน
ข้อดี คือ การรับงานในแบบที่ผ่านบริษัท มักจะมีการกำหนดวัน,เวลา การสอนที่ค่อนข้างชัดเจนแน่นอน ก็เท่ากับว่ารายได้ก็จะค่อนข้างแน่นอนด้วย
ข้อเสีย คือ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย, ราคาค่าสอนถูกกำหนดไว้ค่อนข้างชัดเจน(ค่าสอนโดยทั่วไปจะต่ำกว่าแบบ ที่1.)

หากเรารับค่าจ้างสอนแบบข้อแรกก็คงไม่มีใครทราบรายได้ของเรา และก็รับเงินเต็มๆ ไม่มีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ครูสอนโยคะหลายๆท่าน มักเลือกที่จะรับงานสอนแบบส่วนตัว  แต่ถ้าหากเรารับเงินค่าจ้างสอนแบบข้อที่สอง บริษัทต่างๆที่หักภาษี ณ ที่จ่ายของเราไป เขาก็จะต้องนำยอดที่หักและชื่อของผู้ที่ถูกหักภาษี ยื่นให้กับทางสรรพากร ดังนั้น ทางสรรพากร ก็จะมีข้อมูลรายได้ของเราที่ได้รับเงินจากบริษัทต่างๆเหล่านั้น
(อย่าคิดนะว่าไม่มีใครรู้)

หากผมได้ข้อมูลมาไม่ผิด ก็คือ หากเราไม่มีงานทำ(ตกงาน) ไม่มีรายได้ หรือ รายได้ต่ำกว่า15,000บาทต่อเดือน จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา แต่ผมเชื่อว่าครูสอนโยคะใน กทม.ทั่วๆไปน่าจะมีรายได้มากกว่า15,000บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับว่าจะรับเงินแบบที่ไม่มีการหักภาษีหรือ รับเงินแบบที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

หากเรามีภาระ ต้องเลี้ยงดูบิดา, มารดา, ภรรยาและบุตร ก็สามารถนำมาหักลดหย่อนได้
                       ดอกเบี้ย จากการผ่อนบ้านหรือ คอนโดฯ จากธนาคาร ก็นำมาลดหย่อนได้
                       การทำประกันชีวิต ก็สามารถนำเบี้ยประกัน มาลดหย่อนได้
                       การซื้อกองทุนรวมก็สามารถ นำมาช่วยลดหย่อนได้
                       การบริจาคเงินทำบุญ บางแห่ง ก็สามารถนำมาช่วยลดหย่อนได้

ไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดข้างบนนี้ ผมเอามาช่วยลดหย่อน หลายรายการ แต่ก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอยู่ดี(โถ...ชีวิต...)

จากการสอบถามเพื่อนร่วมวิชาชีพครูสอนโยคะหลายๆท่าน ผมจึงได้ทราบข้อมูลว่าหลายๆคนยังไม่เข้าใจเรื่องของการเสียภาษี หรือไม่บางคนก็แกล้งทำเป็นปิดหูปิดตาไม่รับรู้เรื่องเกี่ยวกับการเสียภาษีและไม่เคยคิดจะเสียภาษีเลย เท่ากับว่าเขาหล่านั้นได้หลีกเลี่ยงหน้าที่ของพลเมืองที่ดี และการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีก็เท่ากับว่าเราได้ทำผิดกฏหมายด้วย หากมีการตรวจสอบย้อนหลังก็อาจจะต้องถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมกับต้องเสียค่าปรับ(อันนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยล่ะครับ) แต่ก็คงไม่ใหญ่เท่ากับกรณีซุกหุ้น...(หาเรื่องซวยแล้วซิ)

มีคนบอกผมว่าการจะเป็นครูสอนโยคะที่ดีได้นั้น เราควรจะต้องเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติด้วย
และปีนี้คุณเสียภาษีแล้วหรือยัง?

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เงินภาษีที่ผมและพลเมืองดีทุกๆคนได้จ่ายให้กับภาครัฐนั้น จะช่วยให้ประเทศชาติของเราได้พบกับความสงบสุข...

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

ทีแรกก็ไม่ได้คิดอะไร...แต่ในที่สุดก็ต้องคิดจนได้


ทีแรกก็ไม่ได้คิดอะไร...แต่ในที่สุดก็ต้องคิดจนได้

หลังจากที่นิตยสารโยคะเจอร์น่อล ฉบับภาษาไทย เดือนมีนาคม ออกวางจำหน่าย นักเรียนของผมหลายต่อหลายคน รวมจนถึงผู้ที่เป็นแฟนบล็อกของผม ต่างก็ถามว่า "ครูจิมมี่ ที่ลงในหน้า Community เป็นบทความที่เขานำไปจากบล็อกของครูจิมมี่ใช่ไหมเอ่ย?" ผมตอบอย่างภาคภูมิใจว่า "ใช่ครับ คือคอลัมนิส ที่เขียนหัวข้อนี้เขาโทร สายตรงมาหาผมและขอนำเรื่องนี้ไปลงครับ" และแล้วนักเรียนของผมผู้นั้นก็ถามต่ออีกว่า "แล้ว ทำไมไม่เห็นมีรูปครูล่ะ? มีแต่รูปมาสเตอร์ไซม่อน" อันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไรเช่นกัน (เนื่องจากตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้เห็น บทความในคอลัมน์) ต่อจากนั้นนักเรียนของผมก็วิภาควิจารณ์ไปต่างๆนานาต่อทันที ทำไม?...... ฯลฯ.......

เมื่อผมได้เห็นบทความ ผมก็เลยพอจะเข้าใจว่าทำไมนักเรียนผู้นั้นของผม ถึงได้ถามผมแบบนั้น...เพราะหากคนที่ไม่รู้จักผมหรือมาสเตอร์ไซม่อน ก็ต้องเข้าใจว่า รูปฝรั่งที่ปรากฏอยู่ในบทความนั้นน่าจะต้องเป็นครูจิมมี่แน่ๆ...

จากนั้นวันต่อมา นักเรียนของผมอีกกลุ่มหนึ่งก็มาถามอีก ด้วยความภูมิใจ ในครูผู้สอนคนนี้ที่พวกเขามีให้ ว่ามีผลงานได้ลงในนิตยสารโยคะหนึ่งเดียวของเมืองไทย แต่ไอ้คำถามที่สอง เหมือนเดิมเป๊ะเลยครับ "ทำไมไม่มีรูปครูลงบ้างล่ะ?" และก็ อีกหลายต่อหลายวันที่ผมต้องคอยตอบคำถามเช่นเดิมแบบเดียวกันนี้กับนักเรียนกลุ่มอื่นๆ ในสถานที่แตกต่างกันไป  จากที่ผมไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่ว่า เขาช่วยโปรโมท บล็อกของเรา โดยการนำเรื่องของเราไปลงก็ดีแล้ว   ในที่สุดก็ทำให้ผมต้องคิด มีบางข้อเสนอแนะที่นักเรียนบางคนพูดมา ทำให้ผมต้องคิดคือว่า "ฉบับอื่นๆที่เขาเคยลง เมื่อเขานำบล็อกหรือเว็บของใครมาลงในคอลัมน์ เขาก็ต้องให้เครดิต ให้เกียรติโดยการนำรูปเจ้าของบล็อก, เจ้าของเว็บมาลงทั้งนั้นแหล่ะ ก็เห็นมีแต่ของครูนี่แหล่ะ"

ผมก็เลยมาถามตัวเองว่า เป็นเพราะอะไร? ทำไมเอ่ย? เขาจึงไม่นำรูปเราไปลง   ทั้งๆ ในความป็นจริงรูปที่เขานำไปลงนั้นเป็นรูปที่ผมส่งให้เขาเอง เป็นรูปที่ผมถ่ายคู่กับมาสเตอร์ไซม่อน บรอก โอริเวียร์(เพราะเขาเป็นคน บอกให้ผมส่งรูปที่ผมถ่ายคู่กับมาสเตอร์ไซม่อน) ด้วยซ้ำ แต่เขาก็ตัดให้เหลือเพียงหน้าของมาสเตอร์ไซม่อนคนเดียว

ผมก็เลยตั้งสมมติฐานขึ้นมาเล่นๆ ว่า...

1. หน้าตา...ผมดีไม่พอ (ก็เป็นไปได้)
2. หน้ากระดาษ นั้นมันมีพื้นที่จำกัดไม่พอให้รูปของผมแทรกลงไป(หน้าผมอาจจะใหญ่เกินไป)
3. เขาไม่ได้สนใจเรื่องของผม เขาสนใจแต่เรื่องของมาสเตอร์ไซม่อนเพียงคนเดียว
4. คอลัมนิสต์ ส่งรูปเต็มๆไป แต่ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า เป็นคนจัดการเรื่องรูปนั้น และการจัดหน้า

จากตรงนี้ ด้วยความสงสัย ผมจึงส่งเมล์ไปถาม คอลัมนิสต์ ก็จึงได้คำตอบ ดังต่อไปนี้ ครับ

ครูจิมมี่


ขอโทษจริงๆค่ะ


การเป็นนักเขียนอิสระนั้น ทำให้ไม่สามารถกำหนดกฏเกณฑ์อะไรได้ทั้งหมด รวมถึงเรื่องการใช้รูปภาพประกอบด้วย ทั้งหมดนั้นขึ้นกันการตัดสินใจจากกองบรรณาธิการทั้งสิ้น


จุดหมายที่แจ้งไปในตอนที่โทรคุยกับครูจิมมี่ครั้งแรกนั้นชัดเจนมาก คือให้ครูจิมมี่เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวของไซม่อน และรูปก็ควรจะเป็นรูปคู่ที่ทางครูจิมมี่ได้เป็นผู้ส่งไปให้ ซึ่งก็น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว เมื่อกองบรรณาธิการมีการตัดรูปออกไปนั้น ก็ไม่ได้มีการแจ้งให้แก่ทางนักเขียนทราบเช่นกัน กว่าจะทราบก็เมื่อหนังสือออกมาแล้ว คือพร้อมๆกับผู้อ่านทุกคนนั่นแหละ

และเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับนักเขียนอิสระอย่างเรา เคยแม้แต่ไม่ลงรูปประกอบให้เลยก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะนักเขียนเขียนเรื่องยาวเกิดไปก็เป็นได้ ขออภัยอย่างยิ่งเลยค่ะที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

วิภาศัย

จากตรงนี้ ผมก็เลยเข้าใจชัดเจน ก็ต้องขอขอบคุณ คุณวิภาศัยมากๆครับ

จึงเรียนมาให้แฟนๆบล็อกที่รักทุกท่านทราบโดยทั่วกัน

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาจารย์กวี แนะนำเรื่องปตัญชลีโยคะสูตร ที่สถาบันฟิต

อาจารย์กวี แนะนำเรื่องปตัญชลีโยคะสูตร ที่สถาบันฟิต

เนื่องจาก การสอนหลักสูตรครูฝึกโยคะ ที่ผมรับผิดชอบที่สถาบันฟิต ช่วงหลังมานี้มีผู้ให้ความสนใจเยอะมาก และก็มีบางหัวข้อ ที่ผมมีความรู้อยู่บ้างเพียงนิดหน่อยจึงคิดว่า น่าจะเชิญผู้รู้ตัวจริงของวงการโยคะในบ้านเรามา ช่วยบรรยายให้นักเรียนในคอร์สฟัง เพื่อจะได้เกิดประโยชน์สูงสุด เกี่ยวกับที่มาที่ไปเบื้องลึกของโยคะ และปตัญชลีโยคะสูตร ก็จึงทำให้ผมนึกถึงท่านอาจารย์กวี คงภักดีพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโยคะวิชาการ คนในวงการโยคะบ้านเราทั้งหลายต่างก็ให้การยอมรับท่านว่าเป็นกูรูทางด้านโยคะตัวจริงอีกคนหนึ่งของบ้านเรา โดยเฉพาะทางด้านวิชาการเกี่ยวกับศาสตร์ของโยคะแบบดั้งเดิม

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่คอยติดตามผลงานการเขียนหนังสือเกี่ยวกับโยคะของท่าน ตั้งแต่บทความในนิตยสารหมอชาวบ้านยุคแรกๆ รวมจนถึงวารสาร,จุลสารโยคะสารัตถะ ของสถาบันโยคะวิชาการ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้รู้จักกับท่าน เคยพบเจอท่านครั้งหนึ่งก็คือ ตอนที่นิตยสารโยคะเจอร์น่อล ไทยแลนด์ จัดงานที่สโมสรกองทัพบก ผมได้มีโอกาสไปออกบู๊ทกับทางสถาบันฟิตเพื่อโปรโมท คอร์สครูฝึกโยคะของสถาบัน  ผมจึงได้ซื้อหนังสือของอาจารย์กวี พร้อมกับขอให้ท่านเซ็นต์สลักที่หนังสือให้  หลายคนบอกว่าท่านใจดี มีอะไรโทรไปคุยได้ ผมจึงตัดสินใจสืบหาเบอร์โทรของอาจารย์กวี และโทรไปเรียนเชิญท่านมาเป็นวิทยากรรับเชิญให้กับทางสถาบันของเรา พออาจารย์กวีรับสายผมก็ต้องรีบแนะนำตัวก่อนเลยครับ เพราะแน่นอน ท่านคงจำผมไม่ได้แน่ๆ ผมก็เป็นเด็กรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่เพิ่งจะหันมาฝึกโยคะได้ไม่นานนัก แต่ท่านก็คุยกับผมอย่างมีอัธยาศัยไมตรี และท่านก็รีบเช็คเวลา ตารางการสอนของท่านให้ผมทราบทันที ผมพอจะทราบดีว่าท่านก็มีภาระงานสอนที่ต้องเดินทางไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆมากมาย ในที่สุดก็นัดหมายได้เวลาลงตัวกัน ผมตกลงให้ท่านอาจารย์กวี ช่วยบรรยายเรื่องปตัญชลีโยคะสูตร เป็นสิ่งที่นักเรียนหลายคนของผมสงสัยมากๆว่า โยคะที่เราฝึกกันอยู่ทุกวันนี้มีความแตกต่างหรือเป็นไปตามแนวทางที่ท่านปตัญชลีได้เคย เรียบเรียงไว้ในโยคะสูตรหรือไม่?

พอท่านอาจารย์กวี ได้ยินเข้าว่าเชิญท่านมาบรรยายเรื่องปตัญชลีโยคะสูตร ท่านบอกผมว่า ท่านดีใจมากเพราะไม่ค่อยมีที่ไหน เชิญท่านไปบรรยายเรื่องนี้ แล้วอาจารย์กวี ก็ขอข้อมูล ว่านักเรียนของผม มีประมาณกี่คน? อายุเท่าไรกันบ้าง? การศึกษาระดับไหนบ้าง? ทุกคนเรียนเพื่อจะไปเป็นครูโยคะหมดเลยหรือ? ทำเอาผมถึงกับงง ตั้งตัวเกือบไม่ติด บอกตามตรงเลยว่าคำถามที่ท่านอาจารย์ถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานดังกล่าว ในบางครั้งผมแทบจะไม่เคยได้ใส่ใจเลย จึงทำให้ผมต้องขอเวลากลับไปรวบรวมข้อมูลจากใบสมัครเรียนของนักเรียนทุกคน  และนี่เป็นสิ่งแรกที่ผมได้รับจากอาจารย์กวี เป็นเหมือนคำสอนทางอ้อมที่ผมรู้สึกว่า ยังมีอะไรอีกมากมายที่ผมต้องเรียนรู้ และก็คิดว่าตัดสินใจไม่ผิดเลยจริงๆ ที่ได้เชิญท่านอาจารย์กวีมาในครั้งนี้

จากสิ่งที่อาจารย์กวีได้ถามข้อมูลเบื้องต้นของผู้เข้าอบรม ทำให้ผมเกิดการเรียนรู้ขึ้นมาทันทีว่า การเตรียมตัวก่อนการสอนเป็นเรื่องสำคัญ ต่อจากนั้นก็เป็นหัวข้อที่เราต้องสอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องทราบข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายด้วย เพราะการยึดติดกับหัวข้อการสอนมากเกินไป อาจทำให้เราลืมคิดถึงกลุ่มเป้าหมายและความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา

พอถึงวันนัดหมาย ท่านอาจารย์กวีก็แน่นอนมากๆครับ ท่านมาก่อนเวลาเสมอ เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์และสถานที่ซึ่ง อาจารย์ก็เตรียมคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คคู่ใจมาต่อเข้ากับเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ที่ทางสถาบันของผมมีอยู่แล้ว เสร็จเรียบร้อย ท่านอาจารย์ก็เป็นฝ่ายนั่งรอนักเรียนอยู่ในห้องเรียน เตรียมพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้(สุดยอดจริงๆเลย) เพราะหลายต่อหลายครั้งที่ผมเคยพบก็คือนักเรียนต้องไปนั่งรออาจารย์เมื่อนักเรียนพร้อมอาจารย์ถึงจะเริ่มสอน นักเรียนหลายคนของผมที่เดินทอดน่องแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวพอเห็นว่าท่านอาจารย์กวีซึ่งเป็นวิทยากรพิเศษมานั่งรออยู่ ก็เลยต่างรีบกระตุ้นซึ่งกันและกัน เข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว

เมื่อทุกคนพร้อมอาจารย์กวีก็เริ่มบรรยายทันที ถึงเรื่องราวและแง่มุมต่างๆที่ทำให้เรามาสนใจ เรื่องของปตัญชลีโยคะสูตร อาจารย์กวีถามทุกคนว่า เคยเห็นหนังสือปตัญชลีโยคะสูตรที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดไหม? มีเนื้อหาเยอะหลายหน้าไหม? ทุกคนตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยว่า หลายหน้าและบางครั้งก็อ่านไม่ค่อยเข้าใจด้วย อาจารย์กวีแอบยิ้มเล็กๆและกล่าวต่อว่า จริงๆแล้วต้นตำหรับของปตัญชลีโยคะสูตรไม่ได้มีเนื้อหาเยอะอะไรเลย ปตัญชลีโยคะสูตร แบ่งออกเป็น 4ส่วนคือ สมาธิปาท 51บท, สาธนปาท 55บท, วิภูติปาท 55บท และ ไกวัลยปาท 34บท รวมทั้งหมดได้ 195บท ซึ่งหากจะพูดกันจริงๆแล้ว สิ่งที่ท่านได้เรียบเรียงไว้ใช้เพียงกระดาษ ขนาด A4 จำนวน 3-4แผ่น ก็เหลือเฟือที่จะบันทึก เพราะทั้ง4ส่วนที่ได้กล่าวมานี้ ประกอบด้วยข้อความสั้นๆเพียงไม่กี่ข้อความ แต่แขวงไปด้วยปรัชญาอันล้ำลึก ซึ่งสามารถตีความไปได้หลากหลายไม่มีขีดจำกัด ซึ่งอาจารย์กวีก็นำตัวอย่างปตัญชลีโยคะสูตรฉบับดั้งเดิมมาโชว์ให้ทุกคนดู ลักษณะไม่เหมือนหนังสือ เป็นเหมือนแผ่นพับขนาดเล็กกระทัดรัด ไม่หนา สามารถใส่เข้ากระเป๋ากางเกงทั่วๆไปได้อย่างสบายๆ จากตรงนี้นี่เองจึงเป็นที่มาของหนังสือปตัญชลีโยคะสูตรเล่มหนาๆ เพราะผู้เขียนแต่ละคนก็เขียนและตีความกันต่างๆกันออกไปตามแนวคิดของแต่ละคน ซึ่งไอ้ส่วนที่หนาขึ้นมาก็น่าจะเป็นแนวคิดของนักเขียนท่านนั้นๆที่มีต่อปตัญชลีโยคะสูตรในบทต่างๆ

จากข้างต้นจึงส่งผลมาถึงการฝึกโยคะในปัจจุบันด้วยเช่นกัน จึงเกิดเป็นการฝึกโยคะแบบสไตล์ต่างๆมากมายมาจนถึงทุกวันนี้ก็เนื่องมาจากการตีความจากปตัญชลีโยคะสูตรที่แตกต่างกันออกไป ของกูรูทางด้านโยคะแต่ละท่าน  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า โยคะแบบไหนจะเหมาะกับเรา ซึ่งอันนี้มีองค์ประกอบอย่างอื่นอีกมากมาย

จากการมาบรรยายให้สถาบันฟิต ของอาจารย์กวี คงภักดีพงษ์ ในครั้งนี้ทำให้ผมและนักเรียนในคอร์สของผมทุกๆคน ได้เข้าใจแนวทางของการฝึกโยคะที่ชัดเจนมากขึ้นและรู้จัก ที่มาที่ไปที่ชัดเจนเกี่ยวกับประวัติของโยคะและปตัญชลีโยคะสูตร หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในโอกาสต่อๆไปท่านอาจารย์กวี จะยังคงมีเวลาว่างให้เกียรติมาบรรยายให้กับนักเรียนรุ่นต่อๆไปอีก

สุดท้ายของบทความนี้ผมขอทิ้งท้ายด้วยข้อความที่ ท่านอาจารย์กวีได้เซ็นต์สลักไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมได้รับจากมือของท่านเอง เป็นคำพูดสั้นๆ แต่แฝงไว้ด้วยปรัชญาลึกซึ้ง

ขอให้การปรุงแต่งของจิตจงดับสิ้นเทอญ

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ


ขอขอบพระคุณ สถาบันโยคะวิชาการ http://www.thaiyogainstitute.com/

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

ศูนย์ฝึกโยคะ ในบ้านเรา มีแบบไหนบ้างหนอ?


ศูนย์ฝึกโยคะ ในบ้านเรา มีแบบไหนบ้างหนอ?

มีคำถามต่างๆมากมายที่นักเรียนในหลักสูตรครูฝึกโยคะ มักเกิดความสงสัยและสอบถามผม เกี่ยวกับโยคะในบ้านเรา ณ ปัจจุบันนี้ ทั้งเรื่องที่โยคะมีมากมายหลายสไตล์ จนเรางงไปหมดว่าสไตล์ไหน?เป็นแบบไหน? ซึ่งอันนี้ผมก็พอจะทราบบ้างประมาณหนึ่ง  นักเรียนในหลักสูตรบางคนจะมีประสบการณ์ในการเรียนโยคะมากมาย หลากหลายแบบหลายสไตล์ และเรียนกับศูนย์ฝึกหลายๆแห่ง แต่นักเรียนของผมบางคนก็ปักใจเรียนแบบไม่เปลี่ยนที่เรียน(รักแล้ว...รักเลย) พอมาคุยกันก็จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ว่าที่ไหนเป็นแบบไหน ต่างจากที่นี่, ที่นั่นอย่างไร... และเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่จะต้องพบเรื่องแบบนี้กับนักเรียนที่มาเรียนหลักสูตรครูสอนโยคะกับผมทุกๆรุ่น

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผมจึงต้องอธิบายและแยกประเภทของศูนย์ฝึกโยคะให้นักเรียนของผมทุกคนฟัง ซึ่งจากประสบการณ์ของผมแล้ว ผมคิดว่าศูนย์ฝึกโยคะในบ้านเราน่าจะจำแนกได้ดังต่อไปนี้

1. สตูดิโอโยคะ พูดง่ายๆคือ มีแต่โยคะอย่างเดียวล้วนๆไม่มีอะไรมาเจือปรน ผู้ที่มาที่นี่มีเป้าหมายชัดเจนคือการฝึกโยคะ ซึ่งบางสตูดิโอก็อาจจะเน้นไปในการฝึกโยคะแบบสไตล์เดียว แต่สอนโดยครูหลายคน, บางสตูดิโอ ก็มีโยคะหลากหายสไตล์ มีครูหลายคนสอน ก็ขึ้นอยู่กับ นโยบายและจุดขายของแต่ละสตูดิโอ เรื่องราคาเฉลี่ยแล้ว ก็มีตั้งแต่เดือนละ 1,000บาทไปจนถึง 2,000กว่าบาท ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งของสตูดิโอ และชื่อเสียงของครูผู้สอนด้วย

2. สปา ที่มีโยคะ  คือนำโยคะมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ที่ชอบเข้าสปาเพื่อการผ่อนคลาย เพราะถือว่าวิถีของโยคะก็คือการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจเช่นกัน เรื่องของราคาน่าจะขายแบบเป็นแพ็คเกจ ซึ่งแต่ละที่มีแพ็คเกจที่แตกต่างกัน มากมาย

3. สปอร์ตคลับ, ฟิตเนสและศูนย์สุขภาพที่มีโยคะ คือการนำโยคะมาเป็นองค์ประกอบเสริม ให้กับสมาชิกได้มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น บางครั้ง บางคนอาจต้องการเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการฝึกโยคะบ้าง แต่ก็มีบางคนไม่เล่นฟิตเนส ฝึกโยคะอย่างเดียวก็มี  ข้อ3. นี้เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบความหลากหลาย ซึ่งอาจจะออกกำลังกาย, เต้นแอโรบิคหลากหลายสไตล์, คลาสปั่นจักรยานร่วมกัน, การฝึกแบบที่มีเทรนเนอร์คอยดูแลแบบส่วนตัว และโยคะ เรื่องราคาก็จ่ายค่าสมาชิกแบบรายปีหรือรายเดือนเล่นได้หมดทุกอย่าง(ยกเว้นครูฝึกส่วนตัวต้องจ่ายเพิ่ม) คุ้มมากๆสำหรับบางคน เฉลี่ยแล้วก็น่าจะตกประมาณเดือนละ2,000กว่าบาท สำหรับสมาชิกรายเดือน

4. เปิดบ้าน เป็นศูนย์ฝึกโยคะ  ครูโยคะบางท่านผูกพันธ์กับบ้าน(ไม่อยากเดินทางไปไหน เป็นห่วงบ้าน ไม่อยากเจอรถติด) และเนื่องด้วยบ้านตนเองก็มีพื้นที่เหลือใช้จึงพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นศูนย์ฝึกโยคะ ซึ่งแน่นอนครับส่วนใหญ่ก็จะดำเนินการสอนโดยครูผู้เป็นเจ้าของบ้านเพียงคนเดียว เรื่องของราคา ก็หลากหลายแล้วแต่ นโยบายของครูแต่ละท่านที่เปิดบ้านสอนว่าจะจัดแพ็คเกจเช่นไร

5. โยคะ ในสวนสาธารณะต่างๆ การสอนโยคะในสวนสาธารณะมีมาเนิ่นนาน น่าจะนานกว่า20ปีแล้วในบ้านเรา(แบบนี้ อาจไม่ได้เรียกว่าศูนย์ฝึก แต่เป็นการนัดหมายกันมาฝึกแบบมีผลประโยชน์เล็กน้อย) ต้องบอกเลยว่าการฝึกโยคะในสวนสาธารณะเป็นจุดกำเนิดแรกๆของหลายๆคนที่เริ่มฝึกโยคะ เพราะมีความสะดวก แต่จะมีแค่ช่วงเช้าตรู่และตอนเย็นก่อนค่ำเท่านั้น และผู้ฝึกจะต้องเตรียมอุปกรณ์ในการฝึกทุกอย่างไปเอง ในสวนสาธารณะแห่งเดียวกันอาจมีให้เลือกเรียนได้หลายกลุ่มเลย ราคาไม่แพงหากข้อมูลที่ผมได้รับมาไม่ผิดพลาดก็น่าจะประมาณครั้งละ 50บาท หรือถ้าจะจ่ายเหมาเป็นรายเดือนก็น่าจะประมาณ 600บาท/เดือน ซึ่งไม่แพงเลยครับ ถือว่าย่อมเยาว์มากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกๆประเภทที่กล่าวมา

6. และยังมีโยคะแบบอื่นๆอีกซึ่งก็ไม่ได้จัดเป็นศูนย์ฝึก เป็นการรวมกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ (ฝ่ายหนึ่งได้รับสุขภาพที่ดี อีกฝ่ายหนึ่งมาสอน, มาแนะนำให้แบบมีค่าตอบแทนตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย) เช่น บริษัทจ้างครูมาสอนหลังเลิกงาน, รวมตัวกันจ้างครูมาสอนที่บ้าน, จ้างครูมาสอนเป็นส่วนตัว(ไฮโซ ฐานะดี), รวมจนถึงทัวร์สุขภาพ ราคาก็ขึ้นอยู่กับการตกลงของทั้งสองฝ่าย

จากทั้ง 6ข้อ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ผมคิดว่า กลุ่มที่มีความตั้งใจสูงในการฝึกโยคะ ควรจะอยู่ในข้อที่ 1, 4, 5 และ 6 เพราะผู้ฝึกกลุ่มนี้มีเป้าหมายหลักคือ ฝึกโยคะแทบจะไม่มีอะไรมาปรนเปื้อนเลย ส่วนอีกกลุ่มก็คือ ข้อที่ 2 และ 3 ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มหลังนี้ไม่ได้ตั้งใจฝึกโยคะนะครับ แต่อาจจะมีเหตุผลอื่นที่ทำให้ต้องตัดสินใจสมัครเรียนที่นี่ เช่นความคุ้มค่า, ความหลากหลาย, ความสะดวก, สังคมเพื่อนฝูง ฯลฯ  หากจะมาเปรียบเทียบว่าที่ไหน? ดีกว่าที่ไหน? มาตรฐานที่ไหนดีกว่า? ครูคนไหนสอนดีที่สุด? ก็คงต้องพูดกันยาวเลยล่ะครับ และด้วยจรรยาบรรณของครูสอนโยคะอย่างผม คงไม่ขอออกความคิดเห็นตรงจุดนี้ 

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราสามารถฝึกโยคะที่ไหนก็ได้ที่เรารู้สึกว่า ฝึกแล้วสบายใจ ไปฝึกที่นั่นแล้วตัวเราเองได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะมาตรฐานของแต่ละคนย่อมต้องแตกต่างกันอย่างแน่นอน(ซึ่งในบางครั้ง ก็อาจจะเป็นแค่เพียงการฝึกโยคะตามลำพังด้วยตัวของคุณเอง ณ.มุมสงบที่ไหนสักแห่ง?...ในบ้านของคุณเอง)

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

Fit Studio / Studio by Fit


Fit Studio / Studio by Fit

หลังจากที่ ตระเวนสอนโยคะมาเกือบ 10ปี ผมก็ตัดสินใจร่วมลงทุน เปิดสตูดิโอ(เป็นหุ้นส่วนเล็กๆ เนื่องจากมีเงินน้อย) ก็ใช้พื้นที่ ต่อเติมขยายจากสถาบัน ฟิต ต้นสังกัดของผมนั่นแหล่ะครับ หุ้นส่วนก็คนคุ้นเคยในสถาบัน ฟิต รวมผมด้วยก็ 4ราย สตูดิโอของเรานอกจากจะมีคลาสโยคะหลากหลายสไตล์แล้ว ก็ยังมีคลาสเต้นแอโรบิคหลากหลายสไตล์ รวมจนถึงคลาสการออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์บอลแบบต่างๆ และก็ยังเป็นสถานที่รองรับการฝึกส่วนบุคคล(Personal Trainer)อีกด้วย

และแน่นอนครับ วันจันทร์และวันศุกร์ เวลา 19.50-20.50น. มีคลาส หฐะวินยาสะโยคะ สอนโดยครูจิมมี่ครับ ก็เป็นนโยบายของสตูดิโอครับ ผมต้องยกเลิกงานจากที่อื่นบางส่วนมาสอน และช่วยงานที่สตูดิโอ เย็นวันจันทร์, พุธ, ศุกร์ ผมก็จะปักหลักอยู่ที่สตูดิโอนี่ซะเป็นส่วนใหญ่ล่ะครับ

สำหรับคลาสในช่วงแรกก็จะเปิด แค่เพียงวันจันทร์-วันศุกร์เวลา 17.30น.จนถึง 20.50น.เท่านั้น ก็จะมี 3คลาสต่อวันแต่ละคลาสใช้เวลา 1ชั่วโมง

เว็บไซต์ยังทำไม่เสร็จครับ http://www.studiobyfit.com/ แต่สามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-650-8282 หรือ 02-650-9242

สำหรับทุกท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกของผม ก็อย่าลืมแวะมาเยี่ยมเยือนสตูดิโอของผมบ้างนะครับ

พบกันที่ฟิตสตูดิโอครับ

ป้ายกำกับ

Powered By Blogger