เรื่องเล่า...จากครูโยคะ

เรื่องเล่า...จากครูโยคะ เป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์การสอนโยคะของครูจิมมี่ ถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ สอดแทรกอารมย์ขัน เหมาะกับผู้ที่สนใจในการฝึกโยคะ, ครูฝึกโยคะและทุกๆคน ทุกเพศทุกวัย



สำหรับทุกๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาใช้บริการ อ่านบล็อก เรื่องเล่า...จากครูโยคะ โดยครูจิมมี่ สามารถเลือกคลิ๊กเข้าไปอ่าน บทความอื่นๆได้ ที่เดือนต่างๆ ซึ่งเรียงอยู่ทางด้านขวามือของบทความ ขอบพระคุณมากครับ



ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับคุณตลอดไป...นมัสเต...





วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

การเสียภาษี...กับอาชีพครูสอนโยคะ


การเสียภาษี...กับอาชีพครูสอนโยคะ

ใครไปเสียภาษีมาแล้วบ้าง? ยกมือขึ้น...ก็เป็นประจำทุกปีครับ เราทั้งหลายจะต้องไปเสียภาษีอากร ตามหน้าที่พลเมืองที่ดีของประเทศชาติ เพื่อที่ทางรัฐจะได้นำเงินภาษีดังกล่าวมาช่วยในการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบต่างๆของประเทศชาติเรา

การเสียภาษีครั้งแรกของผม ก็คงจะต้องย้อนไปถึงเมื่อประมาณ 10ปีที่แล้วเห็นจะได้ ซึ่งตอนนั้นผมทำงานประจำอยู่ในฟิตเนส ก็จะมีรุ่นพี่ที่ทำงานเขาคอยช่วยแนะนำจัดการให้ ผมยังจำได้ดีว่าผมทำงานประจำแค่เพียงปีเดียว พอปีต่อมาก็ออกมาเป็นครูสอนโยคะแบบอิสระ ผมจึงต้องไปยื่นเสียภาษีด้วยตนเอง ก็ต้องให้พี่ๆเจ้าหน้าที่สรรพากรที่สำนักงานเขตเขาช่วยคำนวนภาษีให้ทุกครั้งไปล่ะครับ ปรากฏว่าผมได้รับเงินคืน สอง-สามพันบาท ก็เลยเริ่มติดใจ ก็ไปยื่นแบบเสียภาษีทุกปีเลยครับ สรุป2-3ปีแรกผมได้เงินคืน(เพราะช่วงนั้นรายได้ยังไม่เยอะ) หลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบันจ่ายภาษีเต็มๆ(อาจเป็นเพราะรายได้เยอะขึ้น)

แต่ก็มีเมื่อ 2หรือ3ปีที่ผ่านมานี่เองครับ เหตุการณ์นี้ผมยังจำได้ไม่มีวันลืม พอถึงเวลาที่จะต้องเสียภาษี ผมก็ไปให้พี่ๆสรรพากรที่สำนักงานเขตช่วยคำนวนให้เช่นทุกปีที่ผ่านมา เขาคำนวนให้ผมยังไงก็ไม่ทราบ ปรากฏว่าทำให้ผมได้รับเงินคืนประมาณสามพันบาท ผมดีใจมาก หลังจากนั้นประมาณ2สัปดาห์ก็มีเช็คคืนภาษีของสรรพากรส่งมาให้ผม และหลังจากที่ผมนำเช็คไปเข้าบัญชี และใช้เงินเรียบร้อยแล้ว ก็มีโทรศัพท์จากสรรพากรโทรมาหาผมบอกว่า ผมยื่นแบบเสียภาษีผิดประเภท ผมคิดในใจว่าต้องเป็นพวก 18มงกุฏหลอกลวงแน่ๆ จะมาไม้ไหน? พอคุยไปคุยมา ข้อมูลเริ่มแน่นขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องการให้โอนเงินแต่อย่างใด เขาบอกให้ผมไปยื่นแบบเสียภาษีใหม่ที่เดิม สรุปคือ ผมต้องไปยื่นใหม่และคืนเงินเช็คอันนั้นให้สรรพากร ยังไม่พอครับ และจากการคำนวนใหม่ผมต้องจ่ายภาษีเพิ่มด้วย(เงินก็ไม่ได้ ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกด้วย) เท่านั้นยังไม่พอ การไปทำเรื่องใหม่ก็เท่ากับว่าต้องยื่นแบบเสียภาษีใหม่ซึ่ง ณ ตอนนั้นได้เกินกำหนดการยื่นแบบเสียภาษีแล้ว เท่ากับผมยื่นแบบเสียภาษีล่าช้า ต้องเสียค่าปรับอีก คราวนี้เจอ 3เด้งเลยครับ (เงินก็ไม่ได้ ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ต้องจ่ายค่าปรับอีก โถ...ชีวิต...)

ล่าสุดปีนี้ผมก็ไปเสียภาษีมาเรียบร้อยแล้วครับ(เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศกับเขาซะด้วย) เมื่อวันที่ 29มีนาคมที่ผ่านมา(เนื่องจากวันหมดเขตการยื่นแบบฟอร์มเสียภาษีคือสิ้นเดือนมีนาคม) จึงมีคำถามตามมาว่าเป็นครูสอนโยคะต้องไปเสียภาษีด้วยหรือ? ใครเขาจะรู้ว่าครูสอนโยคะมีรายได้เท่าไหร่?

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมขอแบ่งการรับเงินค่าจ้างสอนโยคะออกเป็น 2แบบ ดังต่อไปนี้ คือ

1. การรับเงินค่าจ้างสอนโยคะ แบบที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย  ซึ่งการรับค่าสอนดังกล่าวมักจะเป็นแบบส่วนตัว(ไม่ได้จ้างผ่านบริษัท)
ข้อดี คือ ไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย, ไม่มีใครทราบรายได้ของเรา,สามารถเรียกค่าสอนได้สูงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย และอาจจะไม่ต้องไปยื่นแบบเสียภาษีหากเรารับค่าจ้างสอนแบบนี้เสียเป็นส่วนใหญ่
ข้อเสีย คือ อาจจะมีรายได้ที่ไม่ค่อยจะคงที่แน่นอน

2. การรับค่าจ้างสอนโยคะผ่านรูปแบบของบริษัท มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย บางที่ก็หัก3% บางที่ก็หัก5% ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ นโยบายของฝ่ายบัญชีของแต่ละบริษัทที่ว่าจ้างเราไปสอน
ข้อดี คือ การรับงานในแบบที่ผ่านบริษัท มักจะมีการกำหนดวัน,เวลา การสอนที่ค่อนข้างชัดเจนแน่นอน ก็เท่ากับว่ารายได้ก็จะค่อนข้างแน่นอนด้วย
ข้อเสีย คือ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย, ราคาค่าสอนถูกกำหนดไว้ค่อนข้างชัดเจน(ค่าสอนโดยทั่วไปจะต่ำกว่าแบบ ที่1.)

หากเรารับค่าจ้างสอนแบบข้อแรกก็คงไม่มีใครทราบรายได้ของเรา และก็รับเงินเต็มๆ ไม่มีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ครูสอนโยคะหลายๆท่าน มักเลือกที่จะรับงานสอนแบบส่วนตัว  แต่ถ้าหากเรารับเงินค่าจ้างสอนแบบข้อที่สอง บริษัทต่างๆที่หักภาษี ณ ที่จ่ายของเราไป เขาก็จะต้องนำยอดที่หักและชื่อของผู้ที่ถูกหักภาษี ยื่นให้กับทางสรรพากร ดังนั้น ทางสรรพากร ก็จะมีข้อมูลรายได้ของเราที่ได้รับเงินจากบริษัทต่างๆเหล่านั้น
(อย่าคิดนะว่าไม่มีใครรู้)

หากผมได้ข้อมูลมาไม่ผิด ก็คือ หากเราไม่มีงานทำ(ตกงาน) ไม่มีรายได้ หรือ รายได้ต่ำกว่า15,000บาทต่อเดือน จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา แต่ผมเชื่อว่าครูสอนโยคะใน กทม.ทั่วๆไปน่าจะมีรายได้มากกว่า15,000บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับว่าจะรับเงินแบบที่ไม่มีการหักภาษีหรือ รับเงินแบบที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

หากเรามีภาระ ต้องเลี้ยงดูบิดา, มารดา, ภรรยาและบุตร ก็สามารถนำมาหักลดหย่อนได้
                       ดอกเบี้ย จากการผ่อนบ้านหรือ คอนโดฯ จากธนาคาร ก็นำมาลดหย่อนได้
                       การทำประกันชีวิต ก็สามารถนำเบี้ยประกัน มาลดหย่อนได้
                       การซื้อกองทุนรวมก็สามารถ นำมาช่วยลดหย่อนได้
                       การบริจาคเงินทำบุญ บางแห่ง ก็สามารถนำมาช่วยลดหย่อนได้

ไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดข้างบนนี้ ผมเอามาช่วยลดหย่อน หลายรายการ แต่ก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอยู่ดี(โถ...ชีวิต...)

จากการสอบถามเพื่อนร่วมวิชาชีพครูสอนโยคะหลายๆท่าน ผมจึงได้ทราบข้อมูลว่าหลายๆคนยังไม่เข้าใจเรื่องของการเสียภาษี หรือไม่บางคนก็แกล้งทำเป็นปิดหูปิดตาไม่รับรู้เรื่องเกี่ยวกับการเสียภาษีและไม่เคยคิดจะเสียภาษีเลย เท่ากับว่าเขาหล่านั้นได้หลีกเลี่ยงหน้าที่ของพลเมืองที่ดี และการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีก็เท่ากับว่าเราได้ทำผิดกฏหมายด้วย หากมีการตรวจสอบย้อนหลังก็อาจจะต้องถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมกับต้องเสียค่าปรับ(อันนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยล่ะครับ) แต่ก็คงไม่ใหญ่เท่ากับกรณีซุกหุ้น...(หาเรื่องซวยแล้วซิ)

มีคนบอกผมว่าการจะเป็นครูสอนโยคะที่ดีได้นั้น เราควรจะต้องเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติด้วย
และปีนี้คุณเสียภาษีแล้วหรือยัง?

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เงินภาษีที่ผมและพลเมืองดีทุกๆคนได้จ่ายให้กับภาครัฐนั้น จะช่วยให้ประเทศชาติของเราได้พบกับความสงบสุข...

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

ทีแรกก็ไม่ได้คิดอะไร...แต่ในที่สุดก็ต้องคิดจนได้


ทีแรกก็ไม่ได้คิดอะไร...แต่ในที่สุดก็ต้องคิดจนได้

หลังจากที่นิตยสารโยคะเจอร์น่อล ฉบับภาษาไทย เดือนมีนาคม ออกวางจำหน่าย นักเรียนของผมหลายต่อหลายคน รวมจนถึงผู้ที่เป็นแฟนบล็อกของผม ต่างก็ถามว่า "ครูจิมมี่ ที่ลงในหน้า Community เป็นบทความที่เขานำไปจากบล็อกของครูจิมมี่ใช่ไหมเอ่ย?" ผมตอบอย่างภาคภูมิใจว่า "ใช่ครับ คือคอลัมนิส ที่เขียนหัวข้อนี้เขาโทร สายตรงมาหาผมและขอนำเรื่องนี้ไปลงครับ" และแล้วนักเรียนของผมผู้นั้นก็ถามต่ออีกว่า "แล้ว ทำไมไม่เห็นมีรูปครูล่ะ? มีแต่รูปมาสเตอร์ไซม่อน" อันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไรเช่นกัน (เนื่องจากตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้เห็น บทความในคอลัมน์) ต่อจากนั้นนักเรียนของผมก็วิภาควิจารณ์ไปต่างๆนานาต่อทันที ทำไม?...... ฯลฯ.......

เมื่อผมได้เห็นบทความ ผมก็เลยพอจะเข้าใจว่าทำไมนักเรียนผู้นั้นของผม ถึงได้ถามผมแบบนั้น...เพราะหากคนที่ไม่รู้จักผมหรือมาสเตอร์ไซม่อน ก็ต้องเข้าใจว่า รูปฝรั่งที่ปรากฏอยู่ในบทความนั้นน่าจะต้องเป็นครูจิมมี่แน่ๆ...

จากนั้นวันต่อมา นักเรียนของผมอีกกลุ่มหนึ่งก็มาถามอีก ด้วยความภูมิใจ ในครูผู้สอนคนนี้ที่พวกเขามีให้ ว่ามีผลงานได้ลงในนิตยสารโยคะหนึ่งเดียวของเมืองไทย แต่ไอ้คำถามที่สอง เหมือนเดิมเป๊ะเลยครับ "ทำไมไม่มีรูปครูลงบ้างล่ะ?" และก็ อีกหลายต่อหลายวันที่ผมต้องคอยตอบคำถามเช่นเดิมแบบเดียวกันนี้กับนักเรียนกลุ่มอื่นๆ ในสถานที่แตกต่างกันไป  จากที่ผมไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่ว่า เขาช่วยโปรโมท บล็อกของเรา โดยการนำเรื่องของเราไปลงก็ดีแล้ว   ในที่สุดก็ทำให้ผมต้องคิด มีบางข้อเสนอแนะที่นักเรียนบางคนพูดมา ทำให้ผมต้องคิดคือว่า "ฉบับอื่นๆที่เขาเคยลง เมื่อเขานำบล็อกหรือเว็บของใครมาลงในคอลัมน์ เขาก็ต้องให้เครดิต ให้เกียรติโดยการนำรูปเจ้าของบล็อก, เจ้าของเว็บมาลงทั้งนั้นแหล่ะ ก็เห็นมีแต่ของครูนี่แหล่ะ"

ผมก็เลยมาถามตัวเองว่า เป็นเพราะอะไร? ทำไมเอ่ย? เขาจึงไม่นำรูปเราไปลง   ทั้งๆ ในความป็นจริงรูปที่เขานำไปลงนั้นเป็นรูปที่ผมส่งให้เขาเอง เป็นรูปที่ผมถ่ายคู่กับมาสเตอร์ไซม่อน บรอก โอริเวียร์(เพราะเขาเป็นคน บอกให้ผมส่งรูปที่ผมถ่ายคู่กับมาสเตอร์ไซม่อน) ด้วยซ้ำ แต่เขาก็ตัดให้เหลือเพียงหน้าของมาสเตอร์ไซม่อนคนเดียว

ผมก็เลยตั้งสมมติฐานขึ้นมาเล่นๆ ว่า...

1. หน้าตา...ผมดีไม่พอ (ก็เป็นไปได้)
2. หน้ากระดาษ นั้นมันมีพื้นที่จำกัดไม่พอให้รูปของผมแทรกลงไป(หน้าผมอาจจะใหญ่เกินไป)
3. เขาไม่ได้สนใจเรื่องของผม เขาสนใจแต่เรื่องของมาสเตอร์ไซม่อนเพียงคนเดียว
4. คอลัมนิสต์ ส่งรูปเต็มๆไป แต่ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า เป็นคนจัดการเรื่องรูปนั้น และการจัดหน้า

จากตรงนี้ ด้วยความสงสัย ผมจึงส่งเมล์ไปถาม คอลัมนิสต์ ก็จึงได้คำตอบ ดังต่อไปนี้ ครับ

ครูจิมมี่


ขอโทษจริงๆค่ะ


การเป็นนักเขียนอิสระนั้น ทำให้ไม่สามารถกำหนดกฏเกณฑ์อะไรได้ทั้งหมด รวมถึงเรื่องการใช้รูปภาพประกอบด้วย ทั้งหมดนั้นขึ้นกันการตัดสินใจจากกองบรรณาธิการทั้งสิ้น


จุดหมายที่แจ้งไปในตอนที่โทรคุยกับครูจิมมี่ครั้งแรกนั้นชัดเจนมาก คือให้ครูจิมมี่เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวของไซม่อน และรูปก็ควรจะเป็นรูปคู่ที่ทางครูจิมมี่ได้เป็นผู้ส่งไปให้ ซึ่งก็น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว เมื่อกองบรรณาธิการมีการตัดรูปออกไปนั้น ก็ไม่ได้มีการแจ้งให้แก่ทางนักเขียนทราบเช่นกัน กว่าจะทราบก็เมื่อหนังสือออกมาแล้ว คือพร้อมๆกับผู้อ่านทุกคนนั่นแหละ

และเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับนักเขียนอิสระอย่างเรา เคยแม้แต่ไม่ลงรูปประกอบให้เลยก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะนักเขียนเขียนเรื่องยาวเกิดไปก็เป็นได้ ขออภัยอย่างยิ่งเลยค่ะที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

วิภาศัย

จากตรงนี้ ผมก็เลยเข้าใจชัดเจน ก็ต้องขอขอบคุณ คุณวิภาศัยมากๆครับ

จึงเรียนมาให้แฟนๆบล็อกที่รักทุกท่านทราบโดยทั่วกัน

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาจารย์กวี แนะนำเรื่องปตัญชลีโยคะสูตร ที่สถาบันฟิต

อาจารย์กวี แนะนำเรื่องปตัญชลีโยคะสูตร ที่สถาบันฟิต

เนื่องจาก การสอนหลักสูตรครูฝึกโยคะ ที่ผมรับผิดชอบที่สถาบันฟิต ช่วงหลังมานี้มีผู้ให้ความสนใจเยอะมาก และก็มีบางหัวข้อ ที่ผมมีความรู้อยู่บ้างเพียงนิดหน่อยจึงคิดว่า น่าจะเชิญผู้รู้ตัวจริงของวงการโยคะในบ้านเรามา ช่วยบรรยายให้นักเรียนในคอร์สฟัง เพื่อจะได้เกิดประโยชน์สูงสุด เกี่ยวกับที่มาที่ไปเบื้องลึกของโยคะ และปตัญชลีโยคะสูตร ก็จึงทำให้ผมนึกถึงท่านอาจารย์กวี คงภักดีพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโยคะวิชาการ คนในวงการโยคะบ้านเราทั้งหลายต่างก็ให้การยอมรับท่านว่าเป็นกูรูทางด้านโยคะตัวจริงอีกคนหนึ่งของบ้านเรา โดยเฉพาะทางด้านวิชาการเกี่ยวกับศาสตร์ของโยคะแบบดั้งเดิม

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่คอยติดตามผลงานการเขียนหนังสือเกี่ยวกับโยคะของท่าน ตั้งแต่บทความในนิตยสารหมอชาวบ้านยุคแรกๆ รวมจนถึงวารสาร,จุลสารโยคะสารัตถะ ของสถาบันโยคะวิชาการ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้รู้จักกับท่าน เคยพบเจอท่านครั้งหนึ่งก็คือ ตอนที่นิตยสารโยคะเจอร์น่อล ไทยแลนด์ จัดงานที่สโมสรกองทัพบก ผมได้มีโอกาสไปออกบู๊ทกับทางสถาบันฟิตเพื่อโปรโมท คอร์สครูฝึกโยคะของสถาบัน  ผมจึงได้ซื้อหนังสือของอาจารย์กวี พร้อมกับขอให้ท่านเซ็นต์สลักที่หนังสือให้  หลายคนบอกว่าท่านใจดี มีอะไรโทรไปคุยได้ ผมจึงตัดสินใจสืบหาเบอร์โทรของอาจารย์กวี และโทรไปเรียนเชิญท่านมาเป็นวิทยากรรับเชิญให้กับทางสถาบันของเรา พออาจารย์กวีรับสายผมก็ต้องรีบแนะนำตัวก่อนเลยครับ เพราะแน่นอน ท่านคงจำผมไม่ได้แน่ๆ ผมก็เป็นเด็กรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่เพิ่งจะหันมาฝึกโยคะได้ไม่นานนัก แต่ท่านก็คุยกับผมอย่างมีอัธยาศัยไมตรี และท่านก็รีบเช็คเวลา ตารางการสอนของท่านให้ผมทราบทันที ผมพอจะทราบดีว่าท่านก็มีภาระงานสอนที่ต้องเดินทางไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆมากมาย ในที่สุดก็นัดหมายได้เวลาลงตัวกัน ผมตกลงให้ท่านอาจารย์กวี ช่วยบรรยายเรื่องปตัญชลีโยคะสูตร เป็นสิ่งที่นักเรียนหลายคนของผมสงสัยมากๆว่า โยคะที่เราฝึกกันอยู่ทุกวันนี้มีความแตกต่างหรือเป็นไปตามแนวทางที่ท่านปตัญชลีได้เคย เรียบเรียงไว้ในโยคะสูตรหรือไม่?

พอท่านอาจารย์กวี ได้ยินเข้าว่าเชิญท่านมาบรรยายเรื่องปตัญชลีโยคะสูตร ท่านบอกผมว่า ท่านดีใจมากเพราะไม่ค่อยมีที่ไหน เชิญท่านไปบรรยายเรื่องนี้ แล้วอาจารย์กวี ก็ขอข้อมูล ว่านักเรียนของผม มีประมาณกี่คน? อายุเท่าไรกันบ้าง? การศึกษาระดับไหนบ้าง? ทุกคนเรียนเพื่อจะไปเป็นครูโยคะหมดเลยหรือ? ทำเอาผมถึงกับงง ตั้งตัวเกือบไม่ติด บอกตามตรงเลยว่าคำถามที่ท่านอาจารย์ถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานดังกล่าว ในบางครั้งผมแทบจะไม่เคยได้ใส่ใจเลย จึงทำให้ผมต้องขอเวลากลับไปรวบรวมข้อมูลจากใบสมัครเรียนของนักเรียนทุกคน  และนี่เป็นสิ่งแรกที่ผมได้รับจากอาจารย์กวี เป็นเหมือนคำสอนทางอ้อมที่ผมรู้สึกว่า ยังมีอะไรอีกมากมายที่ผมต้องเรียนรู้ และก็คิดว่าตัดสินใจไม่ผิดเลยจริงๆ ที่ได้เชิญท่านอาจารย์กวีมาในครั้งนี้

จากสิ่งที่อาจารย์กวีได้ถามข้อมูลเบื้องต้นของผู้เข้าอบรม ทำให้ผมเกิดการเรียนรู้ขึ้นมาทันทีว่า การเตรียมตัวก่อนการสอนเป็นเรื่องสำคัญ ต่อจากนั้นก็เป็นหัวข้อที่เราต้องสอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องทราบข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายด้วย เพราะการยึดติดกับหัวข้อการสอนมากเกินไป อาจทำให้เราลืมคิดถึงกลุ่มเป้าหมายและความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา

พอถึงวันนัดหมาย ท่านอาจารย์กวีก็แน่นอนมากๆครับ ท่านมาก่อนเวลาเสมอ เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์และสถานที่ซึ่ง อาจารย์ก็เตรียมคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คคู่ใจมาต่อเข้ากับเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ที่ทางสถาบันของผมมีอยู่แล้ว เสร็จเรียบร้อย ท่านอาจารย์ก็เป็นฝ่ายนั่งรอนักเรียนอยู่ในห้องเรียน เตรียมพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้(สุดยอดจริงๆเลย) เพราะหลายต่อหลายครั้งที่ผมเคยพบก็คือนักเรียนต้องไปนั่งรออาจารย์เมื่อนักเรียนพร้อมอาจารย์ถึงจะเริ่มสอน นักเรียนหลายคนของผมที่เดินทอดน่องแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวพอเห็นว่าท่านอาจารย์กวีซึ่งเป็นวิทยากรพิเศษมานั่งรออยู่ ก็เลยต่างรีบกระตุ้นซึ่งกันและกัน เข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว

เมื่อทุกคนพร้อมอาจารย์กวีก็เริ่มบรรยายทันที ถึงเรื่องราวและแง่มุมต่างๆที่ทำให้เรามาสนใจ เรื่องของปตัญชลีโยคะสูตร อาจารย์กวีถามทุกคนว่า เคยเห็นหนังสือปตัญชลีโยคะสูตรที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดไหม? มีเนื้อหาเยอะหลายหน้าไหม? ทุกคนตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยว่า หลายหน้าและบางครั้งก็อ่านไม่ค่อยเข้าใจด้วย อาจารย์กวีแอบยิ้มเล็กๆและกล่าวต่อว่า จริงๆแล้วต้นตำหรับของปตัญชลีโยคะสูตรไม่ได้มีเนื้อหาเยอะอะไรเลย ปตัญชลีโยคะสูตร แบ่งออกเป็น 4ส่วนคือ สมาธิปาท 51บท, สาธนปาท 55บท, วิภูติปาท 55บท และ ไกวัลยปาท 34บท รวมทั้งหมดได้ 195บท ซึ่งหากจะพูดกันจริงๆแล้ว สิ่งที่ท่านได้เรียบเรียงไว้ใช้เพียงกระดาษ ขนาด A4 จำนวน 3-4แผ่น ก็เหลือเฟือที่จะบันทึก เพราะทั้ง4ส่วนที่ได้กล่าวมานี้ ประกอบด้วยข้อความสั้นๆเพียงไม่กี่ข้อความ แต่แขวงไปด้วยปรัชญาอันล้ำลึก ซึ่งสามารถตีความไปได้หลากหลายไม่มีขีดจำกัด ซึ่งอาจารย์กวีก็นำตัวอย่างปตัญชลีโยคะสูตรฉบับดั้งเดิมมาโชว์ให้ทุกคนดู ลักษณะไม่เหมือนหนังสือ เป็นเหมือนแผ่นพับขนาดเล็กกระทัดรัด ไม่หนา สามารถใส่เข้ากระเป๋ากางเกงทั่วๆไปได้อย่างสบายๆ จากตรงนี้นี่เองจึงเป็นที่มาของหนังสือปตัญชลีโยคะสูตรเล่มหนาๆ เพราะผู้เขียนแต่ละคนก็เขียนและตีความกันต่างๆกันออกไปตามแนวคิดของแต่ละคน ซึ่งไอ้ส่วนที่หนาขึ้นมาก็น่าจะเป็นแนวคิดของนักเขียนท่านนั้นๆที่มีต่อปตัญชลีโยคะสูตรในบทต่างๆ

จากข้างต้นจึงส่งผลมาถึงการฝึกโยคะในปัจจุบันด้วยเช่นกัน จึงเกิดเป็นการฝึกโยคะแบบสไตล์ต่างๆมากมายมาจนถึงทุกวันนี้ก็เนื่องมาจากการตีความจากปตัญชลีโยคะสูตรที่แตกต่างกันออกไป ของกูรูทางด้านโยคะแต่ละท่าน  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า โยคะแบบไหนจะเหมาะกับเรา ซึ่งอันนี้มีองค์ประกอบอย่างอื่นอีกมากมาย

จากการมาบรรยายให้สถาบันฟิต ของอาจารย์กวี คงภักดีพงษ์ ในครั้งนี้ทำให้ผมและนักเรียนในคอร์สของผมทุกๆคน ได้เข้าใจแนวทางของการฝึกโยคะที่ชัดเจนมากขึ้นและรู้จัก ที่มาที่ไปที่ชัดเจนเกี่ยวกับประวัติของโยคะและปตัญชลีโยคะสูตร หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในโอกาสต่อๆไปท่านอาจารย์กวี จะยังคงมีเวลาว่างให้เกียรติมาบรรยายให้กับนักเรียนรุ่นต่อๆไปอีก

สุดท้ายของบทความนี้ผมขอทิ้งท้ายด้วยข้อความที่ ท่านอาจารย์กวีได้เซ็นต์สลักไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมได้รับจากมือของท่านเอง เป็นคำพูดสั้นๆ แต่แฝงไว้ด้วยปรัชญาลึกซึ้ง

ขอให้การปรุงแต่งของจิตจงดับสิ้นเทอญ

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ


นมัสเต,

จิมมี่โยคะ


ขอขอบพระคุณ สถาบันโยคะวิชาการ http://www.thaiyogainstitute.com/

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

ศูนย์ฝึกโยคะ ในบ้านเรา มีแบบไหนบ้างหนอ?


ศูนย์ฝึกโยคะ ในบ้านเรา มีแบบไหนบ้างหนอ?

มีคำถามต่างๆมากมายที่นักเรียนในหลักสูตรครูฝึกโยคะ มักเกิดความสงสัยและสอบถามผม เกี่ยวกับโยคะในบ้านเรา ณ ปัจจุบันนี้ ทั้งเรื่องที่โยคะมีมากมายหลายสไตล์ จนเรางงไปหมดว่าสไตล์ไหน?เป็นแบบไหน? ซึ่งอันนี้ผมก็พอจะทราบบ้างประมาณหนึ่ง  นักเรียนในหลักสูตรบางคนจะมีประสบการณ์ในการเรียนโยคะมากมาย หลากหลายแบบหลายสไตล์ และเรียนกับศูนย์ฝึกหลายๆแห่ง แต่นักเรียนของผมบางคนก็ปักใจเรียนแบบไม่เปลี่ยนที่เรียน(รักแล้ว...รักเลย) พอมาคุยกันก็จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ว่าที่ไหนเป็นแบบไหน ต่างจากที่นี่, ที่นั่นอย่างไร... และเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่จะต้องพบเรื่องแบบนี้กับนักเรียนที่มาเรียนหลักสูตรครูสอนโยคะกับผมทุกๆรุ่น

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผมจึงต้องอธิบายและแยกประเภทของศูนย์ฝึกโยคะให้นักเรียนของผมทุกคนฟัง ซึ่งจากประสบการณ์ของผมแล้ว ผมคิดว่าศูนย์ฝึกโยคะในบ้านเราน่าจะจำแนกได้ดังต่อไปนี้

1. สตูดิโอโยคะ พูดง่ายๆคือ มีแต่โยคะอย่างเดียวล้วนๆไม่มีอะไรมาเจือปรน ผู้ที่มาที่นี่มีเป้าหมายชัดเจนคือการฝึกโยคะ ซึ่งบางสตูดิโอก็อาจจะเน้นไปในการฝึกโยคะแบบสไตล์เดียว แต่สอนโดยครูหลายคน, บางสตูดิโอ ก็มีโยคะหลากหายสไตล์ มีครูหลายคนสอน ก็ขึ้นอยู่กับ นโยบายและจุดขายของแต่ละสตูดิโอ เรื่องราคาเฉลี่ยแล้ว ก็มีตั้งแต่เดือนละ 1,000บาทไปจนถึง 2,000กว่าบาท ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งของสตูดิโอ และชื่อเสียงของครูผู้สอนด้วย

2. สปา ที่มีโยคะ  คือนำโยคะมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ที่ชอบเข้าสปาเพื่อการผ่อนคลาย เพราะถือว่าวิถีของโยคะก็คือการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจเช่นกัน เรื่องของราคาน่าจะขายแบบเป็นแพ็คเกจ ซึ่งแต่ละที่มีแพ็คเกจที่แตกต่างกัน มากมาย

3. สปอร์ตคลับ, ฟิตเนสและศูนย์สุขภาพที่มีโยคะ คือการนำโยคะมาเป็นองค์ประกอบเสริม ให้กับสมาชิกได้มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น บางครั้ง บางคนอาจต้องการเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการฝึกโยคะบ้าง แต่ก็มีบางคนไม่เล่นฟิตเนส ฝึกโยคะอย่างเดียวก็มี  ข้อ3. นี้เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบความหลากหลาย ซึ่งอาจจะออกกำลังกาย, เต้นแอโรบิคหลากหลายสไตล์, คลาสปั่นจักรยานร่วมกัน, การฝึกแบบที่มีเทรนเนอร์คอยดูแลแบบส่วนตัว และโยคะ เรื่องราคาก็จ่ายค่าสมาชิกแบบรายปีหรือรายเดือนเล่นได้หมดทุกอย่าง(ยกเว้นครูฝึกส่วนตัวต้องจ่ายเพิ่ม) คุ้มมากๆสำหรับบางคน เฉลี่ยแล้วก็น่าจะตกประมาณเดือนละ2,000กว่าบาท สำหรับสมาชิกรายเดือน

4. เปิดบ้าน เป็นศูนย์ฝึกโยคะ  ครูโยคะบางท่านผูกพันธ์กับบ้าน(ไม่อยากเดินทางไปไหน เป็นห่วงบ้าน ไม่อยากเจอรถติด) และเนื่องด้วยบ้านตนเองก็มีพื้นที่เหลือใช้จึงพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นศูนย์ฝึกโยคะ ซึ่งแน่นอนครับส่วนใหญ่ก็จะดำเนินการสอนโดยครูผู้เป็นเจ้าของบ้านเพียงคนเดียว เรื่องของราคา ก็หลากหลายแล้วแต่ นโยบายของครูแต่ละท่านที่เปิดบ้านสอนว่าจะจัดแพ็คเกจเช่นไร

5. โยคะ ในสวนสาธารณะต่างๆ การสอนโยคะในสวนสาธารณะมีมาเนิ่นนาน น่าจะนานกว่า20ปีแล้วในบ้านเรา(แบบนี้ อาจไม่ได้เรียกว่าศูนย์ฝึก แต่เป็นการนัดหมายกันมาฝึกแบบมีผลประโยชน์เล็กน้อย) ต้องบอกเลยว่าการฝึกโยคะในสวนสาธารณะเป็นจุดกำเนิดแรกๆของหลายๆคนที่เริ่มฝึกโยคะ เพราะมีความสะดวก แต่จะมีแค่ช่วงเช้าตรู่และตอนเย็นก่อนค่ำเท่านั้น และผู้ฝึกจะต้องเตรียมอุปกรณ์ในการฝึกทุกอย่างไปเอง ในสวนสาธารณะแห่งเดียวกันอาจมีให้เลือกเรียนได้หลายกลุ่มเลย ราคาไม่แพงหากข้อมูลที่ผมได้รับมาไม่ผิดพลาดก็น่าจะประมาณครั้งละ 50บาท หรือถ้าจะจ่ายเหมาเป็นรายเดือนก็น่าจะประมาณ 600บาท/เดือน ซึ่งไม่แพงเลยครับ ถือว่าย่อมเยาว์มากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกๆประเภทที่กล่าวมา

6. และยังมีโยคะแบบอื่นๆอีกซึ่งก็ไม่ได้จัดเป็นศูนย์ฝึก เป็นการรวมกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ (ฝ่ายหนึ่งได้รับสุขภาพที่ดี อีกฝ่ายหนึ่งมาสอน, มาแนะนำให้แบบมีค่าตอบแทนตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย) เช่น บริษัทจ้างครูมาสอนหลังเลิกงาน, รวมตัวกันจ้างครูมาสอนที่บ้าน, จ้างครูมาสอนเป็นส่วนตัว(ไฮโซ ฐานะดี), รวมจนถึงทัวร์สุขภาพ ราคาก็ขึ้นอยู่กับการตกลงของทั้งสองฝ่าย

จากทั้ง 6ข้อ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ผมคิดว่า กลุ่มที่มีความตั้งใจสูงในการฝึกโยคะ ควรจะอยู่ในข้อที่ 1, 4, 5 และ 6 เพราะผู้ฝึกกลุ่มนี้มีเป้าหมายหลักคือ ฝึกโยคะแทบจะไม่มีอะไรมาปรนเปื้อนเลย ส่วนอีกกลุ่มก็คือ ข้อที่ 2 และ 3 ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มหลังนี้ไม่ได้ตั้งใจฝึกโยคะนะครับ แต่อาจจะมีเหตุผลอื่นที่ทำให้ต้องตัดสินใจสมัครเรียนที่นี่ เช่นความคุ้มค่า, ความหลากหลาย, ความสะดวก, สังคมเพื่อนฝูง ฯลฯ  หากจะมาเปรียบเทียบว่าที่ไหน? ดีกว่าที่ไหน? มาตรฐานที่ไหนดีกว่า? ครูคนไหนสอนดีที่สุด? ก็คงต้องพูดกันยาวเลยล่ะครับ และด้วยจรรยาบรรณของครูสอนโยคะอย่างผม คงไม่ขอออกความคิดเห็นตรงจุดนี้ 

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราสามารถฝึกโยคะที่ไหนก็ได้ที่เรารู้สึกว่า ฝึกแล้วสบายใจ ไปฝึกที่นั่นแล้วตัวเราเองได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะมาตรฐานของแต่ละคนย่อมต้องแตกต่างกันอย่างแน่นอน(ซึ่งในบางครั้ง ก็อาจจะเป็นแค่เพียงการฝึกโยคะตามลำพังด้วยตัวของคุณเอง ณ.มุมสงบที่ไหนสักแห่ง?...ในบ้านของคุณเอง)

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

Fit Studio / Studio by Fit


Fit Studio / Studio by Fit

หลังจากที่ ตระเวนสอนโยคะมาเกือบ 10ปี ผมก็ตัดสินใจร่วมลงทุน เปิดสตูดิโอ(เป็นหุ้นส่วนเล็กๆ เนื่องจากมีเงินน้อย) ก็ใช้พื้นที่ ต่อเติมขยายจากสถาบัน ฟิต ต้นสังกัดของผมนั่นแหล่ะครับ หุ้นส่วนก็คนคุ้นเคยในสถาบัน ฟิต รวมผมด้วยก็ 4ราย สตูดิโอของเรานอกจากจะมีคลาสโยคะหลากหลายสไตล์แล้ว ก็ยังมีคลาสเต้นแอโรบิคหลากหลายสไตล์ รวมจนถึงคลาสการออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์บอลแบบต่างๆ และก็ยังเป็นสถานที่รองรับการฝึกส่วนบุคคล(Personal Trainer)อีกด้วย

และแน่นอนครับ วันจันทร์และวันศุกร์ เวลา 19.50-20.50น. มีคลาส หฐะวินยาสะโยคะ สอนโดยครูจิมมี่ครับ ก็เป็นนโยบายของสตูดิโอครับ ผมต้องยกเลิกงานจากที่อื่นบางส่วนมาสอน และช่วยงานที่สตูดิโอ เย็นวันจันทร์, พุธ, ศุกร์ ผมก็จะปักหลักอยู่ที่สตูดิโอนี่ซะเป็นส่วนใหญ่ล่ะครับ

สำหรับคลาสในช่วงแรกก็จะเปิด แค่เพียงวันจันทร์-วันศุกร์เวลา 17.30น.จนถึง 20.50น.เท่านั้น ก็จะมี 3คลาสต่อวันแต่ละคลาสใช้เวลา 1ชั่วโมง

เว็บไซต์ยังทำไม่เสร็จครับ http://www.studiobyfit.com/ แต่สามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-650-8282 หรือ 02-650-9242

สำหรับทุกท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกของผม ก็อย่าลืมแวะมาเยี่ยมเยือนสตูดิโอของผมบ้างนะครับ

พบกันที่ฟิตสตูดิโอครับ

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Evolution Asia Yoga Conference 2010. Hongkong.

Evolution Asia Yoga Conference 2010. Hongkong.

กลับมาอีกแล้วครับ สำหรับ มหกรรม เอเชีย โยคะ คอนเฟอร์เรนซ์ 2010 ที่ฮ่องกง ปีนี้ก็จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม - จันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2553  สำหรับปีนี้เป็นการจัดครั้งที่ 4แล้วครับ ครั้งแรกที่จัดงานนี้ขึ้นมา  ผมอยากจะไปมากๆ แต่ก็ไม่สามารถ ด้วยความเก็บกด ก็เลยทำให้ผมไปงานนี้2ปีซ้อนเลยครับหลังจากนั้น(ปี2007ไม่ได้ไป แต่ไปปี2008และปี2009ครับ) เนื่องจากปี2008 พอไปแล้วก็เกิดอาการติดใจ จึงทำให้ปี 2009 ผมก็ไปอีกอย่างไม่ต้องลังเลใจใดๆทั้งสิ้น  แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ บอกได้เลยว่าคุ้มค่าจริงๆ หากคุณเป็นแฟนพันธ์แท้โยคะตัวจริง หากได้ไปร่วมสัมผัสประสบการณ์นี้ รับรองไม่ผิดหวังแน่ๆครับ เพราะการที่จะเชิญครูโยคะระดับโลกมาสอนในงานเดียวกันได้มากมายขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ แสดงถึงความมีศักยภาพโดยแท้ของผู้จัดงาน ปีนี้ก็จะมีครูสอนโยคะระดับโลกมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์มากมาย อาทิเช่น Sri Dharma Mittra, Sean Corn, Ana Forrest, Twee Merrigan, Jason Crandell, David Moreno, Andrey Lappa, Simon Low, Ganesh Mohan, Judy Krupp, Mark Whitwell, Micheal Besnard, Patric Creelman, Calos Pomeda, Govinda Kai, Yogic Viveshketu และครูโยคะระดับโลกท่านอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกมากมาย ซึ่งทุกท่านสามารถเข้าไปเยี่ยมชมข้อมูลได้ที่ เว็บไซต์ http://www.asiayogaconference.com/2010/

ด้วยความประทับใจส่วนตัว ที่ผมได้ไปสัมผัสประสบการณ์โยคะระดับเอเชีย(ที่เหมือนระดับโลก) ก็เลยคิดว่าปีนี้ผมจะขอรับอาสาทำหน้าที่เป็นคนช่วยประสานงานให้  สำหรับคนที่สนใจจะไปร่วมงานครั้งนี้ เพราะผมเชื่อว่ายังมีชาวไทยอีกหลายต่อหลายท่านที่สนใจอยากจะไปร่วมงานนี้  แต่อาจจะติดปัญหาความไม่สะดวกบางประการ เช่น อาจจะไม่มีเพื่อนไป  อาจจะไม่มีใครคอยแนะนำเรื่องเกี่ยวกับการเลือกคลาสที่จะเข้า หรืออาจจะกลัวในเรื่องของภาษา หรือค่าใช้จ่ายที่อาจจะบานปลาย แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกครับตอนนี้ผมพยายามเตรียมตัวจัดการประสานงานให้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ, ค่าลงทะเบียนในการเข้าร่วมงานตลอด 4วัน, ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ทางเราจะคอยช่วยคาดคะเนให้ว่าควรเตรียมงบประมาณเท่าไหร่ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผมไปฮ่องกงมาหลายครั้ง และมีทีมงานบางคนของเรามีแฟนเป็นชาวฮ่องกง ที่พร้อมจะคอยช่วยประสานงานและอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่ฮ่องกง

ดังนั้น สำหรับท่านที่สนใจก็เตรียมตัวและเตรียมทุนทรัพย์ได้เลยครับ(เตรียมเงิน+เตรียมลางานสัก 1สัปดาห์) และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้โดยติดต่อกับผมทาง อีเมล์ jimmythaiyoga@yahoo.com

การเดินทางไปยังประเทศฮ่องกง ใช้แต่หนังสือเดินทาง(Passport) ไม่ต้องขอวีซ่า ค่อนข้างสะดวก

สำหรับ หมายกำหนดการณ์ อย่างไม่เป็นทางการ(อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย) ก็จะใช้เวลาในการเดินทาง ท่องเที่ยวและเข้าร่วมงาน รวมทั้งหมด 7วัน

วันพุธที่ 12 พ.ค. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ และออกเดินทาง ซึ่งจุดหมายเป็นไปได้ 2อย่างขึ้นกับกลุ่ม 1.อาจจะไปลงที่มาเก๊า โดยใช้เป็นทางผ่านเพื่อท่องเที่ยว พอเที่ยวหนำใจแล้วค่อยลงเรือข้ามไปยังเกาะฮ่องกง หรือ 2.อาจจะบินตรงไปยังฮ่องกงเลย

วันพฤหัสฯที่ 13 พ.ค. เป็นวันที่เราจะไปท่องเที่ยวฮ่องกง ในสถานที่ ที่คนส่วนใหญ่อยากจะไปกันแบบทั้งวัน ทั้งเที่ยวทั้งช้อปปิ้ง

วันศุกร์ที่14-จันทร์ที่17 พ.ค. ก็เข้าร่วม มหกรรม เอเชีย โยคะ คอนเฟอร์เร้นท์ 2010 (ซึ่งช่วงค่ำ อาจจะไปช้อปปิ้งที่ ย่าน มองก๊อก)

วันอังคารที่ 18 พ.ค. เดินทางจากสนามบินฮ่องกง กลับสู่สนามบินสุวรรณภูมิ

เรื่องค่าใช้จ่าย คงต้องขอเช็คราคาให้ ชัดเจนมากกว่านี้อีกนิดหนึ่ง แต่คิดว่า ค่าลงทะเบียนเข้างาน+ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ+ที่พัก น่าจะประมาณ 40,000บาท (ไม่รวมค่าอาหาร, ค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวในวันที่13 พ.ค.และค่าเดินทางแต่ละวันในฮ่องกง)  ค่าอาหารหากเรารับประทานแบบประหยัดก็น่าจะมื้อละประมาณ120บาท ส่วนค่ารถไฟฟ้าและค่าแท็กซี่ก็น่าจะประมาณวันละ150บาท(ถ้าเราไม่ไปเที่ยวไหนมากเกินไป) สิ่งที่จะเกินงบคือการช้อปปิ้งครับ ทุกครั้งที่ไปต้องมีอันช้อปปิ้งซื้อของเกินงบทุกที

แล้วผมจะคอย อัพเดตข้อมูลให้ทราบเรื่อยๆ หากมีข้อสงสัยประการใดก็ส่ง อี เมล์ มาถามได้เลยครับ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้ไปร่วมงาน มหกรรม เอเชีย โยคะ คอนเฟอร์เร้นท์ ที่ฮ่องกงด้วยกัน

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สอนโยคะอย่างไร้ความสุข...เพราะเกิดความทุกข์...อยากเข้าห้องสุขา

จิมมี่ ใน ท่าภาสาสนะ(Noose Pose).... .ไม่ได้นั่งอึ๊

สอนโยคะอย่างไร้ความสุข...เพราะเกิดความทุกข์...อยากเข้าห้องสุขา

เหตุการณ์ที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ครูสอนโยคะทุกคนไม่อยากจะเจอเลยจริงๆ(สาบานได้) แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับผมหลายครั้งหลายครา(รวมถึงเมื่อเช้านี้ด้วย สดๆ ร้อนๆ) โชคดีตรงที่ผมสามารถเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้งไป ก็คือการที่เรามีอาการท้องไส้ปั่นป่วน ต้องการเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายหนัก ในขณะที่กำลังดำเนินการสอนโยคะอยู่(ปัญหาระดับโลกของครูสอนโยคะทุกคน)  แล้วผมก็คิดว่าครูโยคะหลายๆท่านก็น่าจะเคยเจอกับประสบการณ์นี้บ้างไม่มากก็น้อย

ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ ท้องไส้ปั่นป่วนอยากเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายหนักของผม ก็ต้องย้อนไปเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ตอนนั้น ก่อนสอนผมดันไปรับประทานอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่ผมไม่เคยทานมาก่อน หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องสอนคลาส  อาการมันมาเริ่มตอนสอนไปได้สักประมาณ 35นาที(กำลังเป็นช่วงที่เล่นท่าค่อนข้างหนักพอดีเชียว) สิ่งที่ผมทำในตอนนั้นก็คือ ต้องยืนสอน แบบขาหนีบๆ ดูเรียบร้อยมากๆ การพูดก็จะพูดช้าลง เสียงเบาลงจากมาตรฐานเดิม และพูดน้อยกว่าปกติที่เคยเป็น(ไม่มีการสาธิตใดๆทั้งสิ้น ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนกับร่างกายของเราน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้นจะมีคนเอาปืนมาจ่อหัวก็ไม่ยอมสาธิต)  ในวันนั้นผมจำได้ดีว่าผมต้องอดทนสอนมาจนกระทั่งเหลือเวลาอีกเพียง 10นาทีก็จะจบคลาส ผมจึงให้นักเรียนนอนพักในท่าศพอาสนะ ปิดไฟในห้องให้มืด แล้วก็อาศัยความมืดรีบแว๊บออกไปเข้าห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่นักเรียนกำลังนอนพักในท่าศพอาสนะอยู่ ผมใช้เวลาในการเข้าห้องน้ำน่าจะประมาณ 5-7 นาที แล้วก็รีบกลับมา ดำเนินการสอนแบบเนียนๆไปจนจบคลาส(เอาตัวรอดไปได้ อย่างไม่น่าเชื่อ)

ครั้งที่สอง เป็นสถานการณ์ที่โหดร้ายมากที่สุดในชีวิตการเป็นครูสอนโยคะของผมเลยก็ว่าได้ คิดถึงทีไรเป็นต้องขนลุกสู้ ชูชันทุกทีไป  วันนั้นถ้าจำไม่ผิดเป็นเช้าวันเสาร์ ผมต้องสอนประมาณ 9.00น. ในขณะที่กำลังเดินทางจะไปสอน รู้สึกง่วงนอน ยังสะลึมสะลืออยู่ เนื่องจากเป็นการสอนคลาสแรกของวัน ก็เลยแวะเข้าร้านสะดวกซื้อชื่อดังเพื่อหากาแฟเย็นดื่ม(ปัจจุบัน ผมเลิกดื่มกาแฟไปแล้วครับ)  เพื่อตอนที่สอนจะได้ช่วยกระตุ้นให้เรารู้สึกตื่นตัว คึกคัก มีชีวิตชีวา  ก็จริงๆด้วยครับ ตอนเริ่มสอนผมตื่นตัวมีชีวิตชีวา มีการยิงมุกฮาใส่สมาชิกตั้งแต่ตอนต้นของคลาส แต่พอเวลาผ่านไปได้ประมาณ 15นาทีเท่านั้นเอง ก็ฮาไม่ออกแล้วครับ ความทุกระทม เริ่มค่อยๆถาถมเข้ามาทีละนิด ทีละนิด จนต้องทำให้ยืนสอนบิดไปบิดมา ก็คล้ายๆเดิมครับ ต้องยืนสอน แบบขาหนีบๆ ดูเรียบร้อยมากๆ การพูดก็จะพูดช้าลง เสียงเบาลงจากมาตรฐานเดิม และพูดน้อยกว่าปกติที่เคยเป็น(ไม่มีการสาธิตใดๆทั้งสิ้น ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนกับร่างกายของเราน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้นจะมีคนเอาปืนมาจ่อหัวก็ไม่ยอมสาธิต) แต่เนื่องจากเหตุการณ์มันแตกต่างจากครั้งแรกก็คือ ผมต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เนิ่นนานมากๆ(ต้องใช้ขันติขั้นสูง) ภาวนาในใจตลอดเวลาว่า อย่าเรี่ยราด ออกมาเชียวน๊ะ (หากเกิดการเรี่ยราดออกมาคงเป็นที่โจษจรรกันไปทั่ว ว่าครูคนนี้เคยขี้แตกตอนสอนโยคะมาแล้ว ใครจะไปเรียนกับเขาต้องระวังให้ดี) แค่คิดก็สยองแล้วครับ  วันนั้นท่าสอนจึงเบาๆเรื่อยๆ ไม่ต้องใช้พลังมาก เป็นไปตามสูตรล่ะครับ และปัญหาที่สำคัญในขณะนั้นก็คือสถานที่แห่งนั้นห้องน้ำดันไม่ได้อยู่ชั้นเดียวกับชั้นที่ผมสอนและอยู่ไกลจากตำแหน่งที่สอนพอควร ผมจึงไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์เหมือนกับเหตุการณ์ในครั้งแรกได้ ผมต้องทนมาจนถึง 5นาทีก่อนจบคลาสจึงตัดสินใจจบคลาสก่อนเวลา 5นาที (ไม่มีการ พูดคุย หรือ ตอบคำถามข้อสงสัยใดๆ จากการสอนในตอนนั้น เพราะธุระของผมสำคัญอย่างแสนสาหัส) พอถึงห้องน้ำถอดกางเกงแทบไม่ทัน แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยความทุลักทุเล

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชีวิตผมก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย คือจะต้องไปให้ถึงสถานที่สอนก่อนเวลาและเข้าห้องน้ำก่อนเสมอถึงแม้จะไม่มีการขับถ่ายใดๆเลย แต่ก็จะเข้าไปนั่งก่อน(เผื่อมันจะมา) เหมือนคนเป็นโรคจิตก็ไม่เชิง แต่ก็รู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่ได้ทำเช่นนี้ก่อนสอน  หากวันไหนผมทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบางอย่างที่มีส่วนผสมของนมก่อนที่จะสอน แล้วมีเวลาไปเข้าห้องน้ำก่อนที่จะสอน บางทีไปนั่งมันก็มาจนทำให้เข้าห้องสอนช้ากว่าเวลาสอนเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าเข้าไปสอนแบบทรมานอย่างแน่นอนครับ

ผมหวังว่าเหตุการณ์ที่ผมได้กล่าวอ้างเล่าให้ฟังทั้งหมด คงจะเป็นอุทาหรณ์คอยเตือนเพื่อนร่วมวิชาชีพหรือทุกท่านได้เข้ามาอ่านบล็อกของผม ได้แง่คิดที่นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตของท่านได้อย่างเหมาะสม จะได้ไม่พบกับความทุกข์ระทม อย่างเช่นที่ผมได้ประสบมา

ขอพลังแห่งโยคะ และความอดทนในเรื่องนี้ที่ผมเคยมี...จงอยู่กับผมตลอดไป.

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สัมผัสแห่งโยคะ(ซึ่งมีนัย[ะ]แอบแฝง)


สัมผัสแห่งโยคะ(ซึ่งมีนัย[ะ]แอบแฝง)

ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ มีผู้ฝึกโยคะที่เป็นสุภาพสตรีหลายๆท่าน (รวมจนถึงนู๋เปิ้ล Reception ที่สถาบัน Fit ต้นสังกัดของผมด้วย) ได้พูดคุยกับผมถึงเรื่องของการที่ครูสอนโยคะซึ่งเป็นผู้ชายเข้ามาจับเนื้อต้องตัวผู้ฝึกที่เป็นสุภาพสตรี แล้วก็เกิดเป็นกระแสของความไม่พึงพอใจของสุภาพสตรีที่เป็นผู้ฝึก(เหมือนถูกล่วงละเมิด)ในพฤติกรรมดังกล่าวนี้ของครูผู้สอนโยคะ

 ซึ่งตามขนบธรรมเนียม+วัฒนธรรมอันดีงาม ของไทยเรา ผู้หญิงมักได้รับการปลูกฝังมาว่าควรจะต้องรักนวลสงวนตัว ทำอะไรก็ต้องคอยระมัดระวังตัว ไม่ควรจะให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัวได้ง่ายๆ(อันนี้ เป็นแนวคิดเนิ่นนาน ดั้งเดิมของไทยเรา) ปัจจุบันยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว แนวคิดบางอย่างสำหรับบางคนก็เปลี่ยนแปลงตามไป แต่ผมเชื่อว่าคนไทยหลายๆคนก็ยังไม่ทิ้งแนวคิดดั้งเดิมที่ได้รับอิทธิพลมาจากบรรพบุรุษของเรา

จึงเป็นประเด็นขึ้นมาว่า การเข้ามาช่วยจัดท่าฝึกโยคะให้กับผู้ฝึก ของครูโยคะนั้น สมควรหรือไม่อย่างไร? ตามความคิดของผม บอกตรงๆเลยว่าพูดยากครับ ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสำหรับการเข้าไปช่วยจัดท่าฝึกของครูโยคะ ผมได้อ่านเจอในคู่มือ Anusara Yoga Teacher Training Manual เขาได้มีการชี้แนะถึงเรื่องดังกล่าวนี้ไว้ค่อนข้างชัดเจนดี ผมจึงพยายามแปลเป็นภาษาไทยตามความเข้าใจของผมมาให้พี่น้องร่วมอุดมการณ์ทั้งหลายลองพิจารณากันว่าเป็นเช่นไร

การจัดท่าฝึกและช่วยปรับการทำท่าอาสนะให้ดีขึ้น(Adjustments and Improvements)

จะกระทำเมื่อ
- ท่าผิดจึงจัดท่าให้
- จัดท่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของท่า และความถูกต้อง

ใช้เวลาในการจัดท่าให้น้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และควรให้ทำท่าค้างไว้ จนกว่าจะบอกรายละเอียดทุกขั้นตอน ในท่าฝึกนั้น ๆ จนหมดแล้วจึงค่อยเปลี่ยนท่า

รูปแบบของการจัดท่าฝึก
Verbal Adjustments การใช้คำพูด ช่วยในการจัดท่าฝึก (ไม่มีการแตะต้องตัวผู้ฝึก)
Physical Adjustments ใช้การสัมผัสช่วยในการจัดท่าฝึก
(พูดง่ายๆก็คือ  ค่อยๆบอกนักเรียนของเราให้ทำให้ถูกต้องมากที่สุดก่อน หากพูดจนปากเปรียกปากแฉะแล้วก็ยังทำท่าไม่ได้สักที จึงค่อยเริ่มลงไม้ลงมือ เข้าไปแตะต้องตัวเพื่อช่วยให้เขาทำท่าได้ดีขึ้น)

- ควรขออนุญาต ผู้ฝึกก่อนที่จะเข้าไป ใช้การสัมผัสช่วยในการจัดท่าฝึกตำแหน่งที่จะแตะ ตำแหน่งการเข้าไปจัดท่า และควรจะอยู่ด้านข้างหรือด้านหลังของผู้ฝึก
- แน่ใจว่านักเรียนที่ฝึกจะไม่ เสียการทรงตัวและบาดเจ็บจากการที่เราเข้าไปช่วยเขาจัดท่าฝึก

Types of Touch ลักษณะของการเข้าไปสัมผัสตัวผู้ฝึกโยคะ

Investigative - หาจุดที่ผู้ฝึกบกพร่องอยู่

Directive - แตะเพื่อบอกตำแหน่ง ในการจัดระเบียบร่างกาย

Alerting - แตะเพื่อบอกถึงจุดตำแหน่งที่ผู้ฝึกจะต้องมองไป

Adjusting - แตะเพื่อจัดให้ได้ท่าฝึกที่ถูกต้องเหมาะสม ตามโครงสร้างร่างกายของผู้ฝึก

Stabiliqing - แตะเพื่อช่วยให้ผู้ฝึกมีการทรงตัวที่ดีขึ้น

Loving - แตะด้วยความรัก ความเมตตา ที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้ฝึก (อย่าคิดเกินเลย)

Random - แตะแบบซุ่มเดา ไม่มีจุดมุ่งหมาย (ไม่ควรทำ) จะทำให้ผู้ฝึกสับสน

Sensual - การแตะที่ไปกระตุ้นความรู้สึก (แบบรูปไร้ไปตามผิวเบา ๆ) ไม่เหมาะสม

Invasive - แตะแบบรุกล้ำ แตะในส่วนที่ไม่สมควร เช่น ใบหน้า, ใบหู, สะโพก(ก้น), หน้าท้องส่วนล่าง และหน้าอก(สำหรับผู้หญิง)

จากประสบการณ์ของผมก็เคยได้เห็น ได้เจอ ได้ฟังมาเยอะเหมือนกัน กับพฤติกรรมอันไม่สมควรของเพื่อนร่วมวิชาชีพ อย่างเช่น ครูสอนโยคะบางคนไม่ดูแลนักเรียนรุ่นแม่ๆป้าๆ จ้องแต่จะดูแลแต่นักเรียนสาวๆจนออกนอกหน้า, ครูสอนโยคะบางคนก็เลือกที่จะไปช่วยจัดท่าให้แต่นักเรียนสาวๆที่รูปร่างหน้าตาดีๆจนออกนอกหน้า, หรือบางคนก็อาจจะพูดจาหาผลประโยชน์แอบแฝงนอกเหนือจากการสอน(ไอ้พวกฉวยโอกาส, ไม่มีจรรยาบรรณ)

 สำหรับเจตนาในการจับต้องของครูผู้สอนนั้นผมคิดว่า ผู้ที่ถูกจับน่าจะต้องรู้สึกถึงเจตนาของการจับนั้นๆ ว่าครูเขาต้องการเข้ามาช่วยหรือว่าคิดเป็นอื่น

ขอพูดสักนิดหนึ่งเถิดน๊ะ! แต่ผู้ฝึกโยคะสาวๆหลายคน ก็ยินยอมพร้อมใจให้ครูจับต้องได้เต็มที่(หากว่าครูผู้สอนโยคะ คนนั้นตรงสเป็ก คมเข้ม,หล่อล่ำ ฯลฯ) หรือไม่จริง?  อันนี้ก็ไม่ว่ากัน เป็นไปตามกำลังศรัทธา แต่ก็อย่าให้น่าเกลียดเกินไป เดี๋ยวจะเป็นเป้าสายตาและเป็นขี้ปากของคนอื่นที่ร่วมคลาส

พึงระลึกไว้เสมอว่า เรื่องดีๆมักจะไปแบบเงียบๆช้าๆเรื่อยๆ...  แต่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่ไม่ค่อยจะดีแป๊บเดียวรู้กันทั่วหน้า (มันเป็นแบบนั้นจริงๆครับ)

ดังนั้นทำอะไรไว้ก็ตาม พึงสังวรณ์ไว้ให้ดี สมัยนี้เวรกรรมตามทันหมด และเวรกรรมมาเร็วเหมือนติดจรวดด้วย(ขอบอกในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง)

หลายต่อหลายครั้ง ด้วยการที่เราเกรงใจไม่กล้าจะแสดงออกกับครูผู้สอน กลัวจะเป็นการไม่ให้ความเคารพกับผู้สอน แต่จริงๆแล้วถ้ารู้สึกว่า ไม่อยากให้ครูสอนโยคะเข้ามายุ่งกับเราเลย ขยะแขยง จะมีแนวทางใดบ้างที่พอจะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้

1. เลิกไปเรียนโยคะ เพื่อเป็นการตัดปัญหา(วิธีนี้พวกหมด หนทางในชีวิตเขาทำกัน)หรือหลีกเลี่ยงการไปเรียนโยคะกับครูคนนั้น(เปลี่ยนไปเรียนกับครูคนอื่นดูบ้าง) ถ้าอาการหนักอาจจะเปลี่ยนสถานที่เรียน
2. พาแฟนไปเรียนด้วย เพื่อครูจะได้ไม่กล้ามายุ่งกับเรา
3. พาเพื่อนที่มีฝีปากกล้าไปด้วย ถ้ามีปัญหาจะได้ช่วยด่าครูเลย
4. แสดง ท่าทางที่เป็นภาษาร่างกาย ปฏิเสธการเข้ามาแตะต้องตัวของครูผู้สอนทุกครั้งๆ หรืออาจจะพูดบอกครูผู้สอนไม่ให้มายุ่งกับเราแบบสุภาพทันทีเลย
5. บอกครูก่อนที่คลาสจะเริ่ม เช่นว่า "ครูคะ ไม่ต้องช่วยจัดท่าให้นะคะ บ้าจี้ค่ะ ใครมาถูกตัวจะเสียจริตค่ะ"
6. พยายามแต่งตัว อย่าให้วาบหวิวมากเกินไป ในเวลาไปฝึกโยคะ
7. พยายาม ทำท่าโยคะอาสนะให้ถูกต้องมากที่สุด ครูจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับเรา

ในฐานะที่ผมก็เป็นครูสอนโยคะผู้ชายคนหนึ่ง(เป็นครูโยคะแบบที่ขายรูปร่าง หน้าตาด้วย) ก็ต้องขอกราบเรียนผู้ฝึกโยคะที่เคยฝึกโยคะกับผมทุกๆท่าน หากว่าผมได้กระทำการใดๆ ที่เป็นการล่วงเกินทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ อาจจะด้วยการแตะเนื้อต้องตัวหรือการพูดการจาก็ตามแต่ ก็ต้องขอกราบประทานอภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย  และถ้าหากมีความอึดอัดใจประการใด หรือข้อเสนอแนะใดๆ หลังจากที่ฝึกโยคะกับผมเสร็จแล้วก็สามารถ บอกกล่าวหรือชี้แนะผมได้ทันทีแบบไม่ต้องเกรงใจ เพื่อผมจะได้นำข้อมูลต่างๆเหล่านั้นมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการสอนโยคะของผมให้ดียิ่งๆขึ้นไป

สำหรับทุกท่านที่เข้ามาอ่านบล็อก หากมีประสบการณ์ดังกล่าวข้างต้น ก็อย่าลืมแบ่งปันประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ เพื่อจะได้เป็นกรณีศึกษาให้กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเรา

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศีลธรรม, จรรยาบรรณอันดีงามของการเป็นครูสอนโยคะจะอยู่กับผมและครูสอนโยคะทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อาหารกับการฝึกโยคะ

อาหารกับการฝึกโยคะ

มีคำกล่าวกันไว้ว่า “เมื่ออาหารบริสุทธิ์ สภาพภายในของบุคคลก็ย่อมจะมีความบริสุทธิ์ด้วย” จึงเป็นหลักฐานที่เห็นได้ด้วยตนเองว่าถ้าคนเราเลี้ยงชีวิตด้วยอาหารหยาบ ร่างกายก็จะหยาบไปด้วย คือกินของที่ไม่สะอาด ร่างกายก็จะพลอยมีผิวพรรณไม่งดงาม โดยสลับกัน ถ้าคนเรามีงานทางใจที่จะต้องทำอยู่มาก ก็จะต้องสนองกินอาหารประเภทเบา ๆ และมีคุณค่าในการบำรุงรักษาร่างกาย


เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เจือปนนั้น ไม่เพียงแต่เผาไหม้ร่างกายเท่านั้น แต่ยังทำให้จิตใจที่ตื่นเต้นไม่สงบระงับอีกด้วย ถ้าในมื้อเย็นหรือในงานเลี้ยงเรากินอาหารขนาดหนักเราก็จะตกอยู่ในสภาพมึนซึมไปขณะหนึ่งหลังจากหยุดรับประทานแล้วจึงกล่าวได้ว่าอาหารมีผลกระทบกระเทือนทั้งจิตใจและร่างกาย ดังนั้น โยคะจึงได้แบ่งอาหารออกเป็นสามประเภทดังนี้ ( Guna 3 )

1. อาหารเบา (สัทวิก) เช่น ผลิตผลประจำวัน (นม เนย ไข่) ผักบางชนิด ผลไม้ และผลไม้เปลือกแข็งที่มีเนื้ออยู่ข้างใน เช่น ลูกเกาลัด จาวตาล

กล่าวกันว่าอาหารประเภทนี้ทำให้จิตใจสงบระงับและช่วยรักษาร่างกายให้บริสุทธิ์ในขณะเดียวกันก็ให้กำลังวังชาและพลานามัยได้เป็นอย่างดีด้วย

2. “ราชสิก” อาหารประเภทนี้ได้แก่ ปลา ไข่ เนื้อ เกลือ และเครื่องเทศ อาหารพวกนี้ปลุกอารมณ์ให้เร่าร้อน

3. “ทามะสิก” อาหารประเภทที่สามนี้ได้แก่ เนื้อสัตว์บางชนิด สุราต่าง ๆ กระเทียม หัวหอม และยาสูบ ทำให้เกิดความระคายเคืองและทำให้จิตใจเต็มไปด้วยความโกรธและความเฉื่อยชา

ภควคีตา กล่าวกันว่า “อาหารที่เพิ่มพลังวังชา สุขภาพ และความร่าเริง มักมีรสละมุนละม่อม คนที่มีอารมณ์เร่าร้อนชอบอาหารรสขม เปรี้ยว เค็ม ร้อน และรสแหลม ซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดการเจ็บปวด ความเศร้าโศก และโรคภัยไข้เจ็บอาหารรสชืด ๆ และเศษอาหารที่เหลือ ๆ ก็จัดอยู่ในอาหารประเภทที่สามดังกล่าวข้างต้นนี้”

เพื่อเป็นการสนับสนุนคำสอนของโยคี อาชีพทางแพทย์ในปัจจุบันนี้ ได้ให้ความสำคัญอย่างมากในการบริโภคอาหารที่ถูกต้องอาหารพิเศษได้นำมาใช้เพื่อรักษาโรคเฉพาะอย่าง ในขณะเดียวกันประชาชนบางกลุ่ม เช่น พวกกินเจก็จะไม่ยอมกินอะไรนอกจากอาหารประเภทหนึ่งเท่านั้น (อาหารจำพวกพืชและผลไม้ต่าง ๆ)

อย่างไรก็ตาม ในทุกสิ่งทุกอย่างก็เช่นกัน ความพอดิบพอดีและสามัญสำนึกย่อมเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นของการบริโภคอาหารที่มีคุณประโยชน์แก่ชีวิต เพราะมีพวกกินเจอยู่มากเหมือนกันที่ต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากการได้โปรตีนน้อยเกินไป และพวกที่กินเนื้อก็มีอยู่มากที่ขาดแคลนในสิ่งอื่น ๆ เมื่อเช่นนี้จะต้องพยายามรักษาความสมดุลให้ได้ในระหว่างความสุดโต่งทั้งสองข้าง อาการที่ถูกต้องนั้นก็ควรจะมีทั้งโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ให้เหมาะควรกันอันเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการรักษาสุขภาพให้ดี ในขณะเดียวกันการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก็เป็นสิ่งจำเป็นในการย่อยอาหาร เพื่อจะสกัดคุณค่าของอาหารให้ออกมาเป็นประโยชน์แก่ร่างกายให้มาก และเพื่อให้ระบบการทำงานดำเนินไปด้วยดี อนึ่งควรจะหลีกเลี่ยงจากการดื่มเครื่องดองของมึนเมาให้มากที่สุด เช่นเดียวกันการสูบบุหรี่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเพราะร่างกายไม่ต้องการมันเลย

อาหารต่าง ๆ ส่วนมากในเวลานี้ก็มักจะเป็นอาหารสำเร็จรูปและได้พยายามปรับปรุงให้ถูกปากและยั่วยุการหิวกระหายได้มาก เราจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกอาหาร เรามักจะกินอาหารเพื่อความสนุก และเพื่อความอร่อย มากกว่าเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายและตามความจำเป็นต้องการทำให้เราต้องสูญเสียรสอาหารตามธรรมชาติปีหนึ่ง ๆ เราบริโภคอาหารจำพวกขนมกันเป็นจนวนมหาศาล ช็อคโกแล็ต ท๊อฟฟี่ และขนมปังไส้ครีม ขนมเค็ก ไอศกรีม อาหารดังกล่าวทั้งหมดมีคุณค่าอย่างแท้จิรงแก่ร่างกายน้อยมาก แต่เป็นขนมที่ล่อใจเราได้มาก แถมยังสามารถทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้นโดยอัตโนมัติอีกด้วย

โยคะเตือนเราว่า เราไม่อาจหวังว่าจะได้รับแสงสว่างแม้แต่น้อยเว้นไว้แต่ว่าเราจะได้รักษาร่างกายและจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์และมีความเข้มแข็งสมบูรณ์ ท้องที่อิ่มเกินไป ระบบการไหลเวียนของโลหิตที่เต็มไปด้วยแอลกอฮอล์ ปอดที่หายใจไม่ออกเพราะควันบุหรี่ ทุกอย่างนี้จะเป็นเครื่องกีดขวางอันเราจะต้องเอาชนะให้ได้ถ้าเราปรารถนาจะให้ชีวิตเต็มไปด้วยสุขภาพและความสุข

บางคราวการอดอาหารสัก 24 ชั่วโมงก็มีประโยชน์มากหรือนาน ๆ อดอาหารเช้าสักครั้งหนึ่ง ในกรณีหลังนี้การดื่มน้ำเปล่าแทนอาหารเช้าก็อาจช่วยได้มาก เพราะเป็นการช่วยล้างระบบขับถ่าย การไม่รับประทานอาหารเป็นการทำให้ระบบขับถ่ายมีโอกาสทำความสะอาดตัวเองและได้พักผ่อนด้วย การอดอาหารอย่างเข้มงวดหรือไม่หยุดนั้น ในโยคะได้ห้ามไว้ เพราะทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายเกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น และไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และยังเป็นผลทำให้จิตใจและร่างกายเสื่อมพลังวังชาไปด้วย

การงดยาเสพติดทุกชนิด ความจริงโยคะสอนไว้ว่าถ้าเรารู้จักวิธีใช้โภคทรัพย์ธรรมชาติของเรา ให้ได้ประโยชน์อย่างดีที่สุดแล้วนิสัยต่าง ๆ และเครื่องย้อมใจเหล่านี้ไม่ใช่สิงจำเป็น เพราะเราสามรถแสวงหาความสดชื่นร่าเริงได้อย่างมากจากการปฏิบัติโยคะอย่างธรรมดา ๆ แต่เป็นคุณประโยชน์แก่สุขภาพของเราอย่างวิเศษ แทนที่จะทำลายสุขภาพให้เสื่อมโทรมสงด้วยการเสพยาเสพติดชนิดต่าง ๆ

มีการเสนอรับรองกันอยู่เสมอว่าผลไม้บางชนิดคือ ผู้ให้กำเนิดพลังงาน และยังรักษาความสะอาดในระบบการเดินอาหาร และให้ความเย็นแก่ร่างกายอีกด้วยนอกจากนี้ยังช่วยในการเจริญสมาธิอีกด้วย

ในระหว่างนอนหลับเราใช้พลังงานน้อยมาก เพราะฉะนั้นจึงมีผู้แนะนำว่าอาหารเช้าควรจะเป็นอาหารเบาที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายมาก ๆ บางคนรับประทานรังนก น้ำเต้าหู้ น้ำข้าว ไข่ลวก นมสดที่เอาครีมออกแล้ว ลูกเดือย ฯลฯ อาหารเย็นก็ควรจะเป็นอาหารเบาเช่นกัน

การกินเป็นนิสัยอย่างหนึ่ง เราจึงต้องระวังสังเกตด้วยความเอาใจใส่ให้มากและคอยควบคุมให้เป็นไปตามความจำเป็น เมื่อเรายังเป็นเด็กหรือวัยรุ่น เราต้องการอาหารบำรุงเลี้ยงร่างกายมาก เพื่อช่วยเจริญเติบโต แต่เมื่อเรามีอายุล่วงเข้าวัยกลางคนแล้วร่างกายก็จะหยุดเจริญเติบโต นิสัยของเราจะชอบไปในทางนั่งเฉย ๆ และเราไม่ต้องการอาหารจำนวนเท่าเดิมแต่ถ้านิสัยการกินของเรายังไม่เปลี่ยนแปลงเราคงมีความหิวเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะกินอาหารบางประเภท โดยไม่คำนึงถึงปริมาณของมันทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ให้ประโยชน์อะไรแก่เราอีกเท่าใดนักตอนนี้แหละเราจะรู้ตัวว่าน้ำหนักเรายิ่งมากขึ้น ๆ

ในวัยกลางคนเราควรจะกินอาหารให้น้อยกว่าเมื่อเรายังอยู่ในวัยเด็ก ถ้าเราไม่ควบคุมนิสัยการกินของเราให้เหมาะแก่ความจำเป็นต้องการที่แท้จริงของร่างกายแล้ว เมื่อนั้นน้ำหนักตัวเราจะมากเกินไปเต็มไปด้วยไขมันและพิษภัยแล้ววัยชราก็เริ่มลงมือบีบรัดเราหนักขึ้นถ้าเรารู้จักกินแต่พอสมควรและริหารกายตามแบบโยคะ เราก็จะสามารถรักษาพลังความหนุ่มแน่นตลอดจนสุขภาพผิวและผิวพรรณของเราไว้ได้อีกหลายปี

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดของการรับประทานอาหารให้เหมาะสมตามกรุ๊ปเลือดอีกด้วย

อาหารกับกรุ๊ปเลือด

เลือดกรุ๊ป A
อาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ป A คนที่มีเลือดกรุ๊ป A น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะมีความเป็นกรดต่ำ ทำให้ไม่เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อแดง อาหารประเภทพืชผักจะเหมาะกับคนกลุ่มนี้มากกว่า ดังจะเห็นได้ว่าชาวมังสวิรัติส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติแล้วรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงสดชื่นขึ้น มักจะเป็นคนที่มีเลือดกรุ๊ป A แต่ก็มีผักบางอย่างที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น พริก มะกอกดอง มันฝรั่ง มันเทศ กะหล่ำปลี มะเขือเทศ และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมเนยทั้งหมด

เลือดกรุ๊ป B
อาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ป B คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวที่กินอาหารประเภทนม เนย และไข่ ได้ตามปกติ ยกเว้นเนยแข็งที่มีรสเข้ม เพราะจะทำให้ย่อยยาก ส่วนเรื่องของพืชผักนั้น แทบทุกอย่างให้ผลดีโดยเฉพาะผักใบเขียวทั้งหลาย ที่ไม่เหมาะเห็นจะเป็นข้าวโพด เพราะจะเป็นปัญหาต่อระบบการเผาพลาญและการสร้างอินซูลินของร่างกาย อาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกวาง แกะ หรือ กระต่าย เหมาะกับคนที่มีเลือดกรุ๊ป B แต่ที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ เนื้อไก่

เลือดกรุ๊ป O
อาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ป O ลักษณะเด่นของคนที่มีเลือดกรุ๊ป O คือน้ำย่อยในระบบย่อยอาหารที่มีความเป็นกรดสูง ซึ่งเหมาะกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ทั้งหมด โดยเฉพาะเนื้อประเภทเนื้อแดง ผักและผลไม้ส่วนใหญ่ก็มีประโยชน์สำหรับคนเลือดกรุ๊ป O สำหรับสิ่งที่ควรเน้นเพิ่มเป็นพิเศษก็คือ ปลาและอาหารทะเล เพื่อเพิ่มแคลเซียมซึ่งไม่ได้รับจากนม และเพื่อเพิ่มไอโอดีน แต่อาหารประเภทที่ไม่ค่อยเหมาะและอาจส่งผลต่อร่างกายได้ ก็คือ อาหารประเภทข้าว ถั่ว และนม

เลือดกรุ๊ป AB
อาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ป AB อาหารที่ส่งผลดีต่อร่างกายของคนเลือดกรุ๊ป A และอาหารที่ส่งผลดีต่อร่างกายคนเลือดกรุ๊ป B ก็จะส่งผลดีต่อร่างกายคนเลือดกรุ๊ป AB ด้วย อาหารมังสวิรัติจะให้ผลดีต่อร่างกายของคนกลุ่มนี้ อาหารประเภทนมเนยและไข่ก็กินได้ตามปกติ แต่ต้องไม่มากเกินไป จุดอ่อนของคนเลือดกรุ๊ปนี้คือ ระบบย่อยอาหารมักจะมีกรดเกิดขึ้นมาก ดังนั้น ควรกินเนื้อสัตว์ในปริมาณที่น้อยและอย่าบ่อยนัก

ใช้แนวความรู้จากการศึกษาของ ดร. ปีเตอร์ เจ ดี แอดดาโม (Dr. Peter J.D. Adamo)

จากแนวคิดของการรับประทานอาหารทั้ง 2 อย่างที่ได้อ้างอิงถึงในข้างต้น มีอิทธิพลกับชีวิตของผมมากหลังจากที่ผมฝึกโยคะได้สักพักหนึ่ง มีอยู่ช่วงหนึ่งผมรู้สึกว่าสุขภาพไม่ค่อยดี ทั้งๆที่ออกกำลังกายและฝึกโยคะเป็นประจำแต่ก็ยังไม่สบายอยู่บ่อยครั้ง  จนวันหนึ่งภรรยาของผมก็ได้ถามผมขึ้นมาว่า ทำไมถึงไม่สบายบ่อยจัง รู้ถึงไหนอายถึงนั่น เป็นถึงครูสอนโยคะ ควรจะลองปรับการรับประทานอาหารดู ไหนกรุ๊ปเลือดอะไร? กรุ๊ปเลือดเอ ใช่ไหม? นี่งัย ในข้อมูลที่เธอได้มาบอกว่าคนกรุ๊ปเลือดเอ ควรจะทานแบบมังสวิรัติ  ผมก็เลยถามภรรยาผมกลับไปว่า ข้อมูลที่ได้มาจะเชื่อถือได้แค่ไหนกัน?  ภรรยาผมสวนหมัดเด็ดกลับมาทันทีว่าลองดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรน๊ะ(เนื่องจากมีแนวคิดของโยคะเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยผมก็เลย คิดในใจว่า ลองก็ลอง) จากนั้นผมก็เลยค่อยๆปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเริ่มเลิกรับประทานเนื้อวัวก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อประสบความสำเร็จก็ค่อยๆเริ่มเลิกรับประทานเนื้อหมู และเมื่อประสบความสำเร็จผมก็ค่อยๆเลิกรับประทานเนื้อไก่ ปัจจุบันผมก็ทานแต่พืชผักผลไม้, เนื้อปลาและอาหารทะเล ตามสมควร

หลังจากรับประทานอาหารแบบที่ไม่มีเนื้อสัตว์ใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ก็ประมาณเกือบ 2ปี สิ่งที่ผมสังเกตได้ก็คือผมไม่รู้จักกับการป่วยไข้ มามากกว่าหนึ่งปีแล้ว ทั้งๆที่อย่างน้อยที่สุด ช่วงที่เราเรียกกันว่าปลายฝนต้นหนาวนี่ล่ะครับ จะเป็นช่วงที่ผมมีสุขภาพค่อนข้างเปาะบางมากๆ และมักจะมีอาการไม่สบายในช่วงนั้นของทุกๆปี อย่างน้อยปีละ 1ครั้ง แต่ปีที่ผ่านมาผมผ่านมันมาได้แบบไม่คาดคิด ก็เลยคิดว่าจะยังคง รับประทานอาหารแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

แล้วทุกท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกของผมล่ะครับ ท่านมีพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เป็นอย่างไรบ้างครับ ยังงัยก็อย่าลืม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับประทานอาหารของคุณมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ขอพลังแห่งโยคะจงอยู่กับผู้ฝึกโยคะทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ข้อมูล อาหารกับการฝึกโยคะ จาก หนังสือ เรียนรู้ก่อนฝึกโยคะ
ข้อมูล อาหารกับกรุ๊ปเลือด จาก ศูนย์โลหิต สภากาชาดไทย

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

กรรมะโยคะ...วาระเร่งด่วน รวมน้ำใจช่วยเหลือชาวเฮติ.


กรรมะโยคะ...วาระเร่งด่วน รวมน้ำใจช่วยเหลือชาวเฮติ.
 กรรมะโยคะ วาระเร่งด่วนนี้ เนื่องจากภัยพิบัติอันเลวร้าย ที่เกิดจากแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงมากที่เฮติจึงทำให้ เพื่อนร่วมโลกของเรา ที่เฮติเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส หากเป็นไปได้เราก็หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้กับประเทศไทยของเราอีก เราทั้งหลายยังคงไม่ลืมเลือนถึงฝันร้าย จากภัยพิบัติสึนามิ และเราทุกคนต่างตระหนักดีว่าความลำบากนั้นเป็นเช่นไร หากมีอะไรที่เราพอจะสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกของเราได้ ก็อย่าได้ลังเลใจ อาจจะมากบ้าง น้อยบ้าง ตามกำลังความสามารถในการช่วยเหลือของเรา ผ่านช่องทางต่างๆ ดังต่อไปนี้

รัฐบาลไทย


บริจาคผ่านบัญชีธนาคาร

ชื่อบัญชี : รวมน้ำใจชาวไทยช่วยผู้ประสบภัยเฮติ

เลขที่ : 067-0-05765-7

ประเภท : ออมทรัพย์

ธนาคาร : กรุงไทย

สาขา : ย่อยทำเนียบรัฐบาล

บริจาคเงินด้วยตนเอง

บริเวณลานน้ำพุ เชิงสะพานมัฆวาน ถนนราชดำเนินนอก

ระหว่างวันที่ 20 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ 2553

เวลา 08.30-16.30 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

หมายเหตุ

ไม่รับบริจาคส่งของ เนื่องจากการขนส่งลำบากมาก มีค่าใช้จ่ายสูง

หากต้องการใบเสร็จรับเงิน หรือหนังสือขอบคุณ กรุณาเขียนชื่อที่อยู่ในใบ payin

เงินบริจาคนี้ไม่ได้รับการลดหย่อนภาษี

สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์หมายเลข 1111


กระทรวงการต่างประเทศ

เบื้องต้นจะขอรับบริจาคเป็นเงินเท่านั้น โดยเงินที่ได้รับบริจาคจะส่งผ่านสหประชาชาติ

ชื่อบัญชี กระทรวงการต่างประเทศ

ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสามยอด

ประเภทบัญชี กระแสรายวัน

บัญชีเลขที่ 002-6-18233-5

ที่อยู่ 632 ถนนมหาชัย วังบูรพาภิรมย์ กรุงเทพ 10200

Swift code KRTHTHBK

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์รวบรวมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฮติ สำนักนโยบายและแผน กระทรวงการต่างประเทศ

โทรศัพท์ 0 2620 6460 2

โทรสาร 0 2620 6463

ระหว่างเวลา 8.30 -16.30 น. ในวันและเวลาราชการ


สภากาชาดไทย

ชื่อบัญชี : สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติ

เลขที่ : 045-3-04368-1

ประเภท : กระแสรายวัน

ธนาคาร : ไทยพาณิชย์

สาขา : สภากาชาดไทย

แฟ็กซ์ใบนำฝาก(ใบโอนเงิน) พร้อมเขียนชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อให้ชัดเจน

เพื่อขอรับใบเสร็จ(สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้)ไปที่

คุณ ภารดี วนกุล หัวหน้าฝ่ายการเงิน

สำนักงานการคลัง สภากาชาดไทย

หมายเลข FAX 0-2250-0120
หรือผ่านทาง E-mail : haiti@redcross.or.th This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it พร้อมระบุ ชื่อ-นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อให้ชัดเจนเพื่อขอรับใบเสร็จ



นอกจากนี้ยังสามารถบริจากออนไลน์ได้ที่ http://www.redcross.or.th/donation/moneydonate_internet.php?sc=0013&insertflag=1

หมายเหตุ สภากาชาดไทยยินดีรับบริจาคเป็นเงินเท่านั้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายส่งสิ่งของสูงมาก เงินบริจาคดังกล่าวจะนำไปสนับสนุนปฎิบัติการบรรเทาทุกข์ของสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่ในประเทศเฮติขณะนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Call Center 1664

สำนักงานการคลัง สภากาชาดไทย 0-2256-4068

0-256-4047– 8

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ไปรษณีย์ไทยได้เปิดจุดรับบริจาคเงิน จากประชาชน ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศตั้งแต่ 21 ม.ค. เป็นต้นไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center 1545

ฝ่ายจัดระบบไปรษณีย์ โทร. 0 2831 3225

กองทุนช่วยเหลือผู้ประสพภัยเฮติ โดย มจ.ชาตรีเฉลิมยุคล ไทยทีวีสีช่อง ๓ และสรยุทธ สุทัศนจินดา

ชื่อบัญชี : กองทุนคนไทยช่วยผู้ประสบภัยเฮติ

เลขที่ : 468-006737-9

ประเภท : กระแสรายวัน

ธนาคาร : ไทยพาณิชย์

สาขา : คาร์ฟูร์พระราม 4


ครอบครัวข่าว 3 ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ Dtac AIS และ Truemove

โดยพิมพ์ เฮติ ส่งไปที่ 4567890

ค่าบริการ 10 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อทำรายการสำเร็จลูกค้าจะได้รับ SMS ตอบรับทุกครั้ง

ทั้งนี้ สามารถส่ง SMS บริจาคได้ไม่จำกัด ตั้งแต่วันนี้ -19 มีนาคม 2553

ไม่หักค่าใช้จ่าย รายได้ทั้งหมดส่งผ่านสภากาชาดไทย

หมายเหตุ

นอกจากการส่ง SMS แล้ว ลูกค้าของ AIS สามารถใช้วิธี กด *650 # โทรออก ครั้งละ 50 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพื่ม) เพื่อนำรายได้ทั้งหมด โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทูลเกล้าถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศเฮติ บริจาคได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 19 มีนาคม 2553 ทั้งนี้เมื่อทำรายการสำเร็จแล้ว ลูกค้าจะได้รับข้อความยืนยัน


มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เชิญร่วมบริจาคช่วยเหลือเหยื่อผู้ประสบภัย แผ่นดินไหว ประเทศเฮติ ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.worldvision.or.th/make_donation.html

ดาวน์โหลดแบบตอบรับการบริจาค และส่งกลับทางโทรสารหมายเลข 0-2711-4100 ถึง 2


มูลนิธิพุทธฉือจี้

เงินสด : บริจาคได้ที่สำนักงานมูลนิธิฉือจี้ ในเวลาทำการ วันจันทร์ - วันอาทิตย์ 08.30 – 17.30 น. ทั้ง 3 สาขาและ 1 สำนักงานย่อย หรืออาสาสมัครของมูลนิธิฉือจี้

เช็ค : กรุณาสั่งจ่ายเช็คในนาม มูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวัน ในประเทศไทย หรือ Taiwan Buddhist Compassion Relief Tzu Chi Foundation In Thailand ทั้งนี้ กรุณาขีดคร่อมเช็คเพื่อเป็นการนำเข้าบัญชีของมูลนิธิเท่านั้น

โอนเงิน : ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนพระราม 9 ชื่อบัญชีมูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวัน ในประเทศไทย บัญชีประเภท : ออมทรัพย์ หมายเลขบัญชี : 215-0-74133-4

เนื่องจากมูลนิธิฉือจี้ ได้แยกประเภทในการให้ความช่วยเหลืออย่างชัดเจน กรณีที่ท่านบริจาคด้วยกำลังทรัพย์ ขอความกรุณาผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ระบุประเภทในการบริจาคเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวเฮติ และเรียกรับใบเสร็จรับเงินที่ท่านบริจาคทันทีจากเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัคร

บริจาคเป็นเงิน(บัตรเครดิต) ผ่านเวบองค์กรสากล

โครงการ World Food Programme ของ UN

https://www.wfp.org/donate/haiti

Google

www.google.com/haitiearthquake

SOS Children's Villages International - หมู่บ้านเด็กโสสะนานาชาติ

http://www.sos-childrensvillages.org

โครงการ World Food Programme ของ UN

https://www.wfp.org/donate/haiti

UNICEF - องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ(สหจัญอเมริกา)

- เวปองค์กร: http://www.unicef.org

- ลิงค์บริจาค: https://secure.unicefusa.org/site/Donation2?df_id=6680&6680.donation=form1

องค์การยูนิเซฟในประเทศไทย

- ดาวน์โหลดแบบฟอร์มการบริจาคเงินช่วยเหลือได้ที่ http://www.unicef.org/thailand/tha/Donation_Form_for_Haiti_2010_Thai.pdf

- หรือ บริจาคออนไลน์ผ่านยูนิเซฟ สำนักงานใหญ่ ผ่านทางเว็บไซต์: http://www.supportunicef.org/site/pp.asp?c=9fLEJSOALpE&b=1023561

- สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-2356-9299 โทรสาร 0-2356-9229,0-2281-6033 หรือ email: psfrbangkok@unicef.org This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

องค์การ Save the Children

- เวปองค์กร: http://www.savethechildren.org

- ลิงค์บริจาค: https://secure.savethechildren.org/01/web_e_haiti_earthquake_10?source=hp_fb_haitidonate&WT.ac=hp_fb_haitidonate&dcsref=http://www.savethechildren.org/

International Committee of Red Cross - องค์การกาชาดสากล

- เวปองค์กร: http://www.icrc.org

- ลิงค์บริจาค: http://www.icrc.org/web/eng/siteeng0.nsf/html/helpicrc

Medecins Sans Frontieres - องค์การหมอไร้พรมแดน

- เวปองค์กร: http://www.doctorswithoutborders.org/


ผู้ที่อยู่ต่างประเทศ

สามารถตรวจสอบช่องทางการบริจาค ที่ท่านสะดวกได้ที่ http://www.cnn.com/SPECIALS/2007/impact

ขอสันติสุข จงอยู่กับโลกเราตลอดไป 
โอม สานติ สานติ สานติฮี...

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ภาษาอังกฤษ...กับการสอนโยคะ(ปัญหาระดับชาติของผม)


ภาษาอังกฤษ...กับการสอนโยคะ(ปัญหาระดับชาติของผม)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมก็เคยเป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ชอบเรียนวิชาภาษาอังกฤษมาก ขยันทำการบ้านและท่องศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นนิจ แต่พอเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆก็พบว่าแค่นั้นมันไม่เพียงพอหรอก และเมื่อเข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ก็พบกับปัญหาใหญ่ของภาษาอังกฤษในชีวิตของผม คือผมฟังชาวต่างชาติพูดภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ และไม่สามารถพูดโต้ตอบกับชาวต่างชาติได้เลย จึงทำให้ผมมีคะแนนวิชาภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างแย่(เป็นเครื่องยืนยันได้ทันทีว่า การเรียนภาษาอังกฤษจากโรงเรียนมัธยมต่างจังหวัดของผม ยังมีความบกพร่องในเรื่องการพูดและการฟัง)

จากเหตุการณ์ที่กล่าวถึงข้างต้น จึงส่งผลกระทบมาจนถึงชีวิตการทำงานของผมด้วยครับ หลายๆครั้งจึงทำให้ผมต้องพยายามหลีกเลี่ยงจากการพูดคุยภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติ แต่มันก็เหมือนเป็นเวรกรรมคอยติดตามตัวตลอด ยิ่งหนีก็ยิ่งเจอ สมัยที่ผมเริ่มทำงานครั้งแรก ก็เป็นเจ้าหน้าที่ประจำฟิตเนส มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ในฟิตเนสที่ผมทำงานตอนนั้นมีสมาชิกเป็นชาวต่างชาติถึงประมาณ 20% ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง จึงทำให้ทักษะในการพูดและการฟังภาษาอังกฤษของผม กระเตื้องขึ้นจากเดิมเล็กน้อย

เหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นจุดพลิกผลันครั้งสำคัญสำหรับภาษาอังกฤษในชีวิตของผม ก็เกิดขึ้นจากการสอนโยคะอีกนั่นแหล่ะครับ ตอนนั้นหลังจากที่ผมเริ่มสอนโยคะได้สักระยะหนึ่งแล้ว(ผมก็อาศัยช่วงเย็นในวันที่ผมเลิกงานเร็ว วิ่งออกมาสอนแบบพาร์ทไทม์) มีฟิตเนสใหญ่แห่งหนึ่งติดต่อให้ผมเข้าไปสอนโยคะแบบพาร์ทไทม์ ด้วยความดีใจ ค่าสอนไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก(แต่ก็ราคามาตรฐาน) ผมก็รีบตกลงรับงานทันที โดยหารู้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตการสอนโยคะของตนเองในขณะนั้น ไปสอนแรกๆผมก็มีความสุขและสนุกกับการสอนมากๆ พอเข้าสู่สัปดาห์ที่สองของการสอนความทุกข์ก็เริ่มมาเยือนครับ ดันมีสมาชิกชาวต่างชาติเข้ามาเรียนในคลาสผมสองคน ผมไม่เคยสอนโยคะเป็นภาษาอังกฤษครับ(ปกติในตอนนั้นแค่สอนเป็นภาษาไทยก็เกือบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว) เนื่องจากเขาไม่เข้าใจภาษาไทยเลย คลาสของผมยังไม่ทันจบชาวต่างชาติสองคนนั้นก็เดินไปบอกผู้จัดการฟิตเนสทันทีว่าผมไม่สอนโยคะเป็นภาษาอังกฤษ เขาฟังไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ เท่านั้นหล่ะครับ งานเข้าเลยครับ! พอผมสอนเสร็จ ไม่กี่นาทีผู้จัดการฟิตเนสก็ส่งคนมาเชิญผมเข้าไปพบทันที ผมจำได้ว่าผู้จัดการฟิตเนสเป็นผู้หญิงสัญชาติสก็อตแลนด์ เขาก็พูดภาษาอังกฤษใส่ผมเป็นชุด แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดสักเท่าไหร่นักเขาจึงเรียกลูกน้องของเขาคนหนึ่งมาช่วยเป็นล่ามแปลให้ฟัง ได้ใจความสำคัญว่า "ต่อไปหากมีชาวต่างชาติเข้าเรียน ก็ให้สอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย หากสอนเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ อาจจะต้องพิจารณาหาคนอื่นที่พูดภาษาอังกฤษได้มาสอนแทน" เท่านั้นหล่ะครับ ถึงกับเครียดมากถึงมากที่สุด เหมือนโดนขุดคุ้ยปมด้อยยังไงยังงั้นเลย จนทำให้ผมต้องคิดอย่างหนักว่าจะกลับไปสอนที่นี่ต่อหรือจะขอยกเลิกคืนรอบสอนให้เขาไปเลยดีกว่า...แต่ก็ยังลังเลใจ ว่างานและโอกาสดีๆแบบนี้ไม่ได้หากันง่ายๆ

ก็ต้องกลับเข้าสู่ การหาหนทางแห่งการดับทุกข์ของผมอีกครั้ง ผมจึงพยายามหาที่ปรึกษา ก็พี่ๆที่ทำงานด้วยกันที่ฟิตเนสหล่ะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือพี่ๆสมาชิกของฟิตเนสที่ผมทำงานอยู่(ส่วนใหญ่แนวคิดดีๆจะได้จาก พี่สมาชิกฟิตเนส เพราะสมาชิกหลายๆท่านมีพื้นฐาน ทางด้านภาษาอังกฤษค่อนข้างดี) ในที่สุดก็ได้พี่คนหนึ่ง ที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำให้ผมกลับมาพยายามตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้ง คือพี่ซิง พี่ซิงเป็นนักธุรกิจ(แต่ผมไม่เคยถามพี่เขาเลย ว่าธุรกิจอะไร?) รู้แต่ว่าพี่เขาเป็นนักเรียนนอก และใจดีมากๆ บางครั้งเขาก็จะพาครอบครัวมาออกกำลังกายด้วย จึงทำให้ผมทราบว่าลูกชายของพี่ซิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมแต่ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ(อเมริกา) และก็มีลูกสาวที่ยังเรียนอยู่ในระดับมัธยมปลาย(ในตอนนั้น ก็น่าจะประมาณปี พ.ศ.2543)  ผมจึงนำความหนักใจเรื่องของภาษาอังกฤษมาปรึกษาพี่ซิง แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ พี่ซิงมักเดินทางไปต่างประเทศบ่อยมากๆ เขาเลยซื้อหนังสือโยคะภาษาอังกฤษมาฝากผม(พูดตรงๆ เงินเดือนของผม ณ. ขณะนั้นไม่มีปัญญาซื้อหนังสือโยคะภาษาอังกฤษราคาขนาดนั้นได้แน่ๆ) พี่ซิงบอกต่อว่า พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าศัพท์เทคนิคต่างๆที่ใช้ในการสอนโยคะมีคำอะไรบ้าง ถ้ายังไงก็ลองไปดูก่อนแล้วจะได้มาฝึกวิธีการออกเสียง ผมพอที่จะจำแนก เทคนิคของพี่ซิงที่แนะนำผมได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1  คือการเลือกดูศัพท์ที่เราคิดว่า เราต้องใช้ในการสอน จากหนังสือโยคะภาษาอังกฤษ แล้วก็เขียนมาเป็น สคริ๊ปบทพูดที่ใช้ในการสอนสำหรับ คลาส 1ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 2 คือการนำสคริ๊ปบทพูดการสอนโยคะที่ผมคัดลอกและเรียบเรียงจากหนังสือโยคะภาษาอังกฤษ มาให้พี่ซิงช่วยปรับปรุงให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ การพูดภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้ฟังดูลื่นหูมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 พี่ซิงก็จะสอนผม ฝึกการออกเสียงคำต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้นเพื่อชาวต่างชาติจะได้ฟัง(สำเนียงต่างด้าวของผม)เข้าใจง่ายขึ้น อันนี้สำคัญ เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาพูดคุยและฝึกการออกเสียงกับพี่ซิงพักใหญ่ จนรู้สึกเกรงใจพี่เขามากๆ แต่ก็ได้เทคนิค ที่สำคัญมากๆมา ก็คือการที่เราจะต้องออกเสียงตัวสะกดที่ลงท้ายคำศัพท์แต่ละคำให้ชัดเจนที่สุด ตัวอย่าง เช่น First ก็ควรออกเสียง เฟิร์ส.สื่อ.ทื่อ อะไรทำนองนี้(ถึงแม้นว่ามันจะฟังดูเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ไม่เคยมีใครสอนเทคนิคแบบนี้ให้ผมมาก่อน)

ขั้นตอนที่ 4 ก็คือการบ้านของผมที่ต้องกลับไปท่องสคริ๊ปคำพูดให้แม่นยำ และหัดพูดออกเสียงบ่อยๆ จะได้เคยชินไม่เขินอาย แล้วพี่ซิงก็แนะนำว่า ถ้าวันไหนเจอชาวต่างชาติที่พูดภาษาไทยเก่งๆ ก็ลองขอคำชี้แนะจากเจ้าของภาษาโดยตรงอาจจะได้อะไรเพิ่มเติมมากกว่านี้ แล้วพี่ซิงก็ออกตัวว่า...ถึงแม้นว่าพี่ซิงจะเป็นนักเรียนนอกหรือไปต่างประเทศบ่อยครั้ง แต่ก็คงสู้เจ้าของภาษาตัวจริงไม่ได้แน่นอน ดังนั้นควรหาเพื่อนต่างชาติที่พูดภาษาไทยเก่งๆไว้บ้างก็ดี

ทุกอย่างที่กล่าวมานั้น จากการแนะนำและช่วยเหลือของพี่ซิงทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย เริ่มมีความมั่นใจขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ เริ่มพูดสอนเป็นภาษาอังกฤษพอได้ แต่ถ้าชาวต่างชาติสงสัยเดินเข้ามาถามอะไรหลังเลิกคลาส ผมก็ยังฟังเขาเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างอยู่ดี(พูดประโยคยาวๆมาก็จะเข้าใจแค่ประมาณ 50%) ผมจึงตัดสินใจไปเรียนภาษาอังกฤษ ที่สถาบัน เอ.ยู.เอ. ราชประสงค์ เพราะคิดว่าราคาไม่แพง และดูหลักสูตร มันเป็นขั้นเป็นตอนดี มีตั้งแต่ระดับพื้นฐานมากๆ ไปจนถึงขั้นสูง ไอ้ส่วนที่เป็นหลักสูตรแบบพื้นฐานมากๆดูจะเหมาะกับคนสติปัญญาประมาณผมดี(โง่ดักดาน) จึงไปลงทะเบียนและสอบวัดระดับ ผมจำได้ว่าตอนที่ผมไปเรียน เขามี 15ระดับ ผมสอบวัดระดับได้คะแนนที่ควรจะเริ่มต้นเรียนในระดับที่3 ก็ถือว่าแย่ แต่ก็คงดูดีกว่า สตาร์ทที่ระดับแรก ผมพยายามไปเรียนอย่างต่อเนื่องและก็ไม่เคยสอบตกจนไปถึงระดับที่ 10 เนื่องจากภาระการสอนที่มีเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้ผมต้องหยุดเรียนที่ระดับนี้

การได้ฟังชาวต่างชาติพูดบ่อยๆ อย่างเช่นการที่ผมเรียนภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติที่เอ.ยู.เอ.ก็ช่วยทำให้ทักษะในการฟังเริ่มดีขึ้น ครูชาวต่างชาติคนหนึ่ง(ผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร) หลังจบคลาสผมเคยนำปัญหาของผมเกี่ยวกับความลำบากในการสอนโยคะด้วยภาษาอังกฤษ ไปปรึกษาเขา เขาจึงแนะนำผมเป็นภาษาไทยว่า "ปัญหาของคุณก็คือ เขินอาย ไม่กล้าพูดกลัวว่าจะพูดผิด แต่จริงๆแล้วคุณไม่ต้องกลัวอะไรเลย ดูอย่างผม ผมพูดภาษาไทยกับคุณผมก็พูดผิดๆถูกๆแต่คุณก็ไม่เคยว่าผมเลยแถมยังช่วยบอกอีกว่าจะต้องพูดยังไงให้ถูกต้อง มันเป็นเรื่องปกติ มันไม่ใช่ภาษาหลักที่คุณใช้ ดังนั้นจำไว้ว่า อยากจะพัฒนา ต้องพูดบ่อยๆโดยไม่ต้องกลัวว่าจะพูดผิด" จากนั้นมาผมก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นและกล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น จากที่เคยพูดเสียงเบาๆด้วยความกลัวว่าจะพูดผิด ก็เริ่มพูดเสียงดังขึ้น(เริ่มหน้าด้านมากขึ้น)

จนในที่สุดก็ทำให้ผมมั่นใจ จนกล้าที่จะเดินทางไปต่างประเทศเพียงลำพังคนเดียว(ก็การไปเรียนโยคะที่ประเทศมาเลเซียประมาณ 20วันเพียงคนเดียว)

 แม้ทุกวันนี้ผมจะไม่มีเวลาไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเลย แต่ก็ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ผมต้องสอนโยคะบางคลาสที่มีชาวต่างชาติเข้าเรียนเป็นภาษาอังกฤษ และก็ต้องสื่อสารกับคุณซูซาน(เจ้าของสถาบันฟิต)ต้นสังกัดของผม เป็นภาษาอังกฤษทุกวัน บางวันคุยน้อย บางวันคุยนานหน่อยแล้วแต่วาระการคุย  ภาษาอังกฤษของผมถือว่ามีการพัฒนาขึ้นมาพอควรแต่ ผมก็ยังแอบหวังไว้เสมอว่าหากมีโอกาสผมจะหาเวลาไปเรียนภาษาอังกฤษให้มันพัฒนาขึ้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผมจะสามารถทำได้

ก็ต้องขอขอบคุณพี่ซิงมากๆครับ สำหรับแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมยังมีความหวังในการใช้ภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น และขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านที่สอนภาษาอังกฤษให้ผม รวมจนถึงขอขอบคุณชาวต่างชาติทุกท่านที่อดทนสนทนาภาษาอังกฤษกับผม และที่สำคัญที่สุดต้องขอขอบพระคุณชาวต่างชาติทุกท่านที่อดทนเข้าเรียนโยคะกับผม

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความหวังในการพัฒนาภาษาอังกฤษของผม จะยังคงอยู่กับผมตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากๆสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความที่ท่านให้เกียรติเข้ามาอ่าน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

จรรยาบรรณ...สำหรับครูสอนโยคะ


H.H. Sri Swami Guhabhaktanandaji Maharaj, Jimmy and Master Paalu Ramasamy in Sivanada Ashram Divine Life Society, Buta Caves, Malaysia.


จรรยาบรรณ...สำหรับครูสอนโยคะ...

เป็นระยะเวลาเกือบ 10ปีแล้ว ที่ผมสอนโยคะอยู่ในวงการ เท่าที่ผมจำได้ในตอนนั้นยังมีครูสอนโยคะเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สอนโยคะตามสถานที่ต่างๆแบบอิสระ ผมก็จัดเป็นครูสอนโยคะที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในตอนนั้นก็ว่าได้ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปีประชากรของผู้สอนโยคะก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งทุกวันนี้นับไม่ถ้วน(น่าจะมีการจัดระเบียบครูสอนโยคะบ้างได้แล้วครับ) คิดว่าน่าจะมีองค์กรใดก็ได้มาช่วยจัดระเบียบครูสอนโยคะ กำหนดมาตรฐานใบประกอบวิชาชีพแบบให้เป็นเรื่องเป็นราวสักที ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ใช่เพื่อใครอื่น...ก็เพื่อผู้บริโภคทุกๆคนจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะเราไม่สามารถหยั่งรู้ได้เลยว่าครูคนไหนได้ผ่านการฝึกมาอย่างถูกต้องตามแบบแผน หรือครูคนไหนเป็นแบบประเภทครูพักรักจำเอามาสอน หลายขั้นตอนที่ต้องผ่านการเรียนการฝึกมาตามแบบแผนจึงจะสามารถผ่านออกมาเป็นครูผู้สอนโยคะได้ และหัวข้อที่สำคัญมากๆสำหรับคนที่จะมาเป็นครูผู้สอนโยคะ ควรจะต้องผ่านการอบรมก็คือเรื่องของ จรรยาบรรณสำหรับครูสอนโยคะครับ เป็นสิ่งที่ครูสอนโยคะที่ดีพึงจะต้องระลึกอยู่เสมอถึงสิ่งๆนี้ เป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้เราเหลวไหลออกนอกลู่นอกทาง

ผมก็เป็นครูโยคะธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้เก่งอะไร และก็พยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโยคะอยู่เสมอๆถ้ามีโอกาส  ในสมัยที่ผมได้ไปฝึกโยคะอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผมเป็นอย่างดีตลอดมา คือ...มีอยู่วันหนึ่งมาสเตอร์ปาลู รามาซามี่(มาสเตอร์ที่สอนผม ที่มาเลเซีย) ก็ถามผมขึ้นมาว่า "จิมมี่!คุณอยากเป็นครูสอนโยคะที่เก่งหรือครูสอนโยคะที่ดี?" ผมตอบทันทีว่า "อยากเป็นครูสอนโยคะที่ดี แต่ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากเป็นทั้งครูที่เก่งและดี" มาสเตอร์ปาลู รวมทั้งเพื่อนๆทุกคนในคลาสเรียน ต่างหัวเราะ ยิ้มๆ แล้วมาสเตอร์ปาลูก็พูดต่อว่า ถ้าอย่างนั้นอย่าลืมปฏิบัติตนตามหลักของยมะ, นิยมะ ในมรรค8 แห่งโยคะ(ผมได้เคยกล่าวอ้างไว้อย่างละเอียดในบทความเรื่อง หัวใจแห่งโยคะ) และจงจดจำจรรยาบรรณสำหรับครูสอนโยคะไว้ให้ขึ้นใจ สิ่งนี้จะเป็นเหมือนดังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคอยปกป้องคุ้มครองพวกคุณตลอดไป ตราบเท่าที่คุณยังคงประพฤติปฏิบัติตนตามศีลธรรมจรรยาบรรณอันดีงามสำหรับครูสอนโยคะ และเหมือนกับว่าคำพูดดังกล่าวนี้ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของผมเสมอๆ

ผมพยายามแปลจรรยาบรรณสำหรับครูสอนโยคะเป็นภาษาไทยได้ใจความดังต่อไปนี้

จรรยาบรรณสำหรับครูฝึกโยคะ คงจะหนีไม่พ้นที่จะต้องหยิบยกคำว่า ยมะ, นิยมะ ในมรรค 8 แห่งโยคะซึ่งหมายถึง ระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งผู้ที่เลือกประพฤติและปฏิบัติตนตามแนวทางแห่งโยคะพึงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งก็คล้ายคลึงกันกับหลักคำสอนของ ท่าน ปตัญชลี ในโยคะสูตร ยมะได้กล่าวถึงคุณธรรม 5 ประการ สำหรับแนวทางแห่งโยคะ คือ การไม่เบียดเบียนชีวิต( อหิงสา ), การไม่พูดปลด พูดแต่ความจริง( สัตยะ ), ไม่ลักขโมยทรัพย์( อัสเตยะ), ไม่ประพฤติผิดในกาม ( พรหมจริยา), และไม่ฉวยโอกาส ไม่ละโมบ โลภมาก ( อปริคระหะ) ซึ่งคล้ายคลึงกับศีล 5 ตามแนวทางของพุทธศาสนา นิยมะ ได้กล่าวถึงทัศนคติที่เราควรนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราเอง 5ประการ คือ ความสะอาด บริสุทธิ์(เศาจะ), ความพอประมาณและรู้สึกพึงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่(สันโดษ), การทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพดีเสมอ(ตบะ), ศึกษาตัวตนของคุณเอง(สวาธยายะ), การวางการกระทำทุกอย่างของคุณไว้แทบเท้าของพระเจ้า( อิศวรประณิธาน)

หลักคำสอนและแนวทางต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็ยังคงใช้สอนสืบต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมอันดีงาม ที่นับวันจะค่อยๆเสื่อมหายไปจากสังคม

จรรยาบรรณสำหรับครูฝึกโยคะในปัจจุบันไม่ได้แตกต่างไปจากแนวทางเดิมมากนัก เพียงแต่ถูกปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้นเอง

ครูฝึกโยคะ พึงปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับ จรรยาบรรณสำหรับครูฝึกโยคะดังต่อไปนี้

1. ครูฝึกโยคะ ต้องเข้าใจในหลักและวิธีการสอนโยคะอย่างแท้จริง รู้จักหน้าที่ของตนเอง คือการสอนโยคะด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่มุ่งหวังผลประโยชน์แอบแฝงอื่นใด จากการสอนโยคะ มุ่งหวังให้ผู้อื่นมีสุขภาพที่ดี และได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการเรียนโยคะ

2. ครูฝึกโยคะ พึงดูแลรักษาความสะอาดทั้งร่างกาย และจิตใจ มีการแต่งกายที่สะอาดเหมาะสมกับการสอนโยคะ มีบุคคลิกที่ดูน่าเชื่อถือเหมาะสมกับการเป็นผู้นำทางด้านความรู้และสุขภาพ

3. ครูฝึกโยคะ พึงส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการฝึกโยคะในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำแนวทางในการฝึกโยคะมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นบุคคลที่มีคุณภาพของสังคมและประเทศชาติ

4. ครูฝึกโยคะ พึงรักษาระดับมาตรฐานการสอนของตนเอง และพัฒนาศักยภาพของตนเองโดยการหมั่นศึกษาหาความรู้ทางด้านโยคะเพิ่มเติมเสมอๆ

5. ครูฝึกโยคะ ควรอุทิศตนเพื่อการศึกษาและการพัฒนาความรู้ทางด้านโยคะ ในแขนงที่ตนเองสอนอยู่เสมอๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการสอน และการถ่ายทอดความรู้สู่ผู้อื่น

6. ครูฝึกโยคะไม่ควรข้องเกี่ยวกับสิ่งเสพติดและอบายมุขทุกประเภท หากยังข้องเกี่ยวกับสารเสพติดหรืออบายมุขต่างๆอยู่ ควรเลิกให้ได้เสียก่อนจึงค่อยเริ่มมาสอนโยคะ

7. ครูฝึกโยคะ ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน จริงใจ เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของนักเรียน ไม่นำข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนไปเปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้จนเป็นที่เสื่อมเสียและอับอาย

8. ครูฝึกโยคะ ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนโยคะมีพัฒนาการที่ดี ทั้งทางด้านร่างกาย, จิตใจ, อารมณ์, สังคม, ความคิดและทัศนคติในเชิงบวก

9. ครูฝึกโยคะ พึงหลีกเลี่ยงการแนะนำการใช้ยาและเวชภัณฑ์ต่างๆให้กับนักเรียนผู้ฝึกโยคะ ในกรณีที่นักเรียนมีปัญหาทางด้านสุขภาพควรแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยตรง

10. ครูฝึกโยคะ พึงสอนโยคะอย่างเต็มความสามารถ โดยไม่คำนึงถึง เชื้อชาติ, ศาสนา, ภาษา, เพศ, อายุ, สีผิว, สถานภาพทางสังคมและการเงิน รวมจนถึงความบกพร่องทางร่างกายบางอย่าง

11. ครูฝึกโยคะ พึงยอมรับที่จะสอน นักเรียนที่มีความผิดปกติทางด้านร่างกาย โดยการประยุกต์หาเทคนิคและแนวทางในการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนกลุ่มดังกล่าว

12. ครูฝึกโยคะ พึงสอนโยคะด้วยการดูแลเอาใจใส่ผู้เรียน ไม่ปล่อยประละเลย แนะนำแนวทางในการป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ คำนึงถึงความปลอดภัยในการฝึกเป็นสำคัญ ใส่ใจในทุกรายละเอียด มุ่งหวังผู้เรียนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝึกโยคะ

13. ครูฝึกโยคะ ควรมีใจเป็นกลาง เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น และไม่นำความคิดเห็นที่แตกต่างกันของผู้เรียน มาสร้างความแตกแยกแบ่งพรรค, แบ่งพวก พยายามอย่านำความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาเป็นประเด็นพูดในขณะที่กำลังเรียนหรืออยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ เพราะอาจนำมาซึ่งความแตกแยกและอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงขึ้น ดังนั้นควรแนะนำให้นักเรียนทุกคนพึงระลึกเสมอว่า ถึงแม้ความคิดเห็นบางอย่างจะแตกต่างกันแต่ทุกคนก็มีจุดมุ่งหมายและแนวทางในการฝึกโยคะที่คล้ายคลึงกัน

14. ครูฝึกโยคะ ต้องไม่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้เรียน เกินเลยจากความเป็นศิษย์และครูผู้ถ่ายทอดศาสตร์แห่งโยคะ

15. ครูฝึกโยคะ พึงหลีกเลี่ยงการแสวงหาผลประโยชน์จากนักเรียน ซึ่งให้การยอมรับนับถือในการสอนของครูฝึกโยคะ

16. ครูฝึกโยคะ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจทางด้านโยคะอย่างแท้จริง เพื่อจะได้อธิบายไขข้อสงสัยต่างๆของนักเรียน ได้อย่างถูกต้อง, แจ่มแจ้งชัดเจน, หรือหากยังไม่สามารถตอบคำถามของนักเรียนได้ในขณะนั้น ควรขอเวลานักเรียนเพื่อไปค้นคว้าหาข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนมาอธิบาย และกลับมาตอบปัญหาข้อสงสัยนั้นๆโดยเร็วที่สุด เพราะการตอบปัญหาของครูฝึกโยคะทุกครั้ง ทั้งในเวลาที่สอนและนอกเวลาที่สอน มักจะมีผู้อื่นให้ความสนใจและจดจำคำอธิบายของเราพูดต่อกันไปเป็นทอดๆ หากข้อมูลที่เราอธิบายผิดก็จะมีผลกระทบกลับมาถึงเราทันที และจะลดความน่าเชื่อถือของเราลงไปทันที

17. ครูฝึกโยคะ ต้องมีความพากเพียร, พยายาม, อดทนอดกลั้นกับสิ่งยั่วยุต่างๆ รวมทั้งการนินทาว่าร้ายจากนักเรียนที่ไม่พึงพอใจในการสอนและเพื่อนร่วมวิชาชีพครูฝึกโยคะ รวมจนถึงความกดดันจากโรงเรียนที่สอนโยคะและนายจ้าง จงกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาและแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านั้น ด้วยสติปัญญาและความถูกต้อง ตามแนวทางแห่งโยคะที่ท่านได้ศึกษามา

จรรยาบรรณ สำหรับครูฝึกโยคะข้างต้นดังที่ได้กล่าวมานี้ พึงนำมาประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมกับ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และกฎหมายบ้านเมืองของแต่ละท้องถิ่น, แต่ละประเทศ เป็นสำคัญ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศีลธรรมจรรยาบรรณอันดีงาม จะอยู่กับครูผู้สอนโยคะและผู้ฝึกโยคะทุกคนตลอดไป

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หัวใจแห่งโยคะ...

ภาพสัญลักษณ์แทน ท่านมหาโยคี ปตัญชลี


หัวใจแห่งโยคะ...

การฝึกโยคะของแต่ละคนก็คงจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป แต่เราเคยทราบถึงเป้าหมายที่แท้จริงของโยคะกันหรือไม่ มากน้อยเพียงใด หากทุกท่านได้อ่านบทความในหัวข้อโยคะคืออะไรไปแล้ว ก็คงจะพอทราบถึงที่มาที่ไปของโยคะประมาณหนึ่ง ในบทความนี้ผมต้องการที่จะนำผู้อ่านเข้าไป ให้ลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิมอีกสักนิดหนึ่ง  หนังสือที่มีบทบาทสำคัญที่สุดของการฝึกโยคะมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ คงต้องยกให้ "โยคะสูตร ของท่าน ปตัญจลี" ท่านได้เรียบเรียง นิยามต่างๆของการฝึกโยคะทิ้งไว้ ให้พวกเรารุ่นหลังได้ตีความโยคะสูตรของท่านไปในแนวทางต่างๆมากมาย  จริงๆแล้ว ปตัญจลีโยคะสูตร เป็นเพียงตำรา เล่มเล็กๆบางๆ เป็นการบันทึกนิยามสั้นๆเกี่ยวกับการฝึกโยคะด้วยภาษาสันสกฤต ซึ่งได้ถูกเรียบเรียงโดยท่านปตัญจลี เราสามารหาอ่านปตัญชลีโยคะสูตรภาคภาษาไทยได้จากหนังสือ หัวใจแห่งโยคะ ท่วงท่าและมรรคาแห่งโยคะ ที่แปลโดย อาจารย์ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์ กูรูทางด้านโยคะและอยุรเวทอีกท่านหนึ่งของเมืองไทย ที่ผมก็คอยติดตามผลงานของท่านเป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา ในนิตยสารโยคะเจอร์นอลภาคภาษาไทย

จากการที่ผมได้อ่านหนังสือที่มีคุณค่ากับผู้เรียนและผู้ฝึกโยคะมากๆเล่มดังกล่าว เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ตอนวางจำหน่ายครั้งแรกๆ ประกอบกับการค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตนเองบ้าง ก็พอจะสรุปใจความสำคัญหลักๆได้ว่า ทุกคนที่เรียนเกี่ยวกับโยคะหรือกำลังฝึกโยคะอยู่ในขณะนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะต้องทราบถึง มรรค 8 แห่งโยคะ ในมรรค 8 แห่งโยคะคือสาระสำคัญทั้งหลายทั้งปวงของการฝึกโยคะ จึงคิดว่าควรจะนำเรื่องของมรรค 8 แห่งโยคะมาเผยแพร่ให้ทุกๆท่านได้ทราบโดยทั่วกัน

อัษฎางค์โยคะ หรือพอจะแปลเป็นภาษาเป็นทางการแบบบ้านเราได้ว่า มรรค 8 ของโยคะ (ซึ่งชื่อนี้อาจจะไปตรงกับชื่อสไตล์การฝึกโยคะแบบ อัษฎางค วินยาสะโยคะ ที่สอนโดยท่า ศรี เค ปฐภี โชอิส)

ผู้สนใจโยคะเบื้องต้น มักเข้าใจว่า การฝึกทำอาสนะ คือ ทั้งหมดของการฝึกทำโยคะ! ในความเป็นจริง โยคะประกอบด้วยขั้นตอน 8 ประการ ที่เอื้อซึ่งกันและกัน ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากโยคะ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และฝึกองค์ประกอบทั้ง 8 ประการนี้ ควบคู่กันไป เราสามารถเปรียบอัษฎางค์โยคะกับกงล้อ 8 ซี่ของวงล้อ ล้อที่ประกอบด้วยกงที่สมบูรณ์เท่านั้น ที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ที่จะนำพาเราไปสู่เป้าหมายได้

1. ยะมะ หรือ Moral discipline (Yama)
คือศีลธรรมและจริยธรรม ที่จะช่วยให้คนอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข เป็นสังคมที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกันซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ

 การไม่ฆ่าฟันหรือทำร้ายผู้อื่น ต้องให้ความรักผู้อื่น

 ต้องรักษาความสัตย์ คิดและพูดสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์

 ไม่โลภ ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น ไม่อยากได้ หรืออยากมีเกินความเป็นจริง

 ทำงาน หรือทำหน้าที่ของตัวเอง ให้เต็มความสามารถ ฝึกจิตของตัวเอง ให้ควบคุมตัวเองในเรื่องของการคิด การพูดและการทำ

 ไม่สะสมสิ่งที่มีเกินความจำเป็น ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

2. นิยะมะ Self-restraint (Niyama) หรือความมีวิถีแห่งตนได้แก่

 การรักษาร่างกายให้สะอาดด้วยการอาบน้ำ การรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการฝึกโยคะ และฝึกลมปราณ

 ฝึกตนเองให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ จิตใจที่ไม่รู้จักพอจะขาดพลังจิต ขาดทิศทางและยากที่จะสงบลงได้

 ความเพียรพยายามในการควบคุมกาย วาจาและใจให้ทำในสิ่งที่ดีๆ

 ศึกษาเกี่ยวกับธรรมและตนเอง เพื่อที่จะหาทางแกไขปัญหาต่างๆได้อย่างเหมาะสม

 ฝึกปฏิบัติให้ลดความโลภ โกรธ หลง

3. อาสนะ Posture (Asana)
หมายถึงท่าในการฝึกโยคะ เป็นท่าสำหรับการบริหารร่างกาย ฝึกยืดกล้ามเนื้อกระตุ้นให้การทำงานประสาทและต่อมต่างๆ

4. ปราณายะมะ Breath control (Pranayama)
เป็นการฝึกกำหนดลมหายใจโดยเป็นการฝึกการหายใจเข้า การหายใจออก และการกลั้นหายใจ

5. ปรายาหาระ Sensory inhibition (Pratyahara)
หมายถึงการควบคุมความรู้สึกต่าง รู้สึกอยากได้ รู้สึกโกรธ เมื่อจิตใจไม่ติดยึดกับวัตถุหรืออารมณ์ ก็ทำให้จิตใจผู้นั้นบริสุทธิ์และมีพลังงานในการคิดหรือทำดี

6. ธารนะ Concentration (Dharana)
คือความมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กระทำอยู่ เมื่อกายอยู่ในท่าโยคะ ให้จิตใจสนใจแต่เรื่องลมหายใจ ไม่คิดเรื่องอื่น

7. ธยานะ Meditation (Dhyana)
คือการที่จิตใจที่เพ่งอย่างต่อเนื่องจนเกิดสมาธิ ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่าโยคะไปท่าใดผู้ฝึกก็ยังมีจิตใจไม่วอกแวก หากฝึกถึงขั้นนี้ร่างกายจะรู้สึกเบาสบาย มั่นคง จิตใจแจ่มใส

8. สมาธิหรือฌาณ Ecstasy (Samadhi)
เป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ ทางพุทธเรียกฌาณ ร่างกายจิตใจอยู่ในสภาวะพัก มีความสงบนิ่งสมดุล ผู้ฝึกจะมีสติและรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายของการฝึกโยคะ Raja-Yoga คือการปลดปล่อยตัวเองจากโลภ โกรธ หลงและมีสมาธิ

ผมคิดว่าอันนี้คงช่วยให้เราหายสงสัย ว่าที่แท้จริงแล้วทำไมหลายๆคนจึงหันมาฝึกโยคะกัน แล้วก็จะได้เข้าใจว่าการฝึกโยคะไม่ใช่แค่การทำตัวอ่อนท่าสวยแบบไร้สติ เราหลายๆคนรวมทั้งผมด้วย คงยังไปไม่ถึงข้อที่7-8 ของมรรค 8 แห่งโยคะหรอก (หากไปถึงขั้นนั้นได้  ป่านนี้คงไปบวชกันหมดแล้วครับ...พี่...น้อง...) 

อย่างไรก็ตามแต่ หากเราฝึกโยคะอย่างมีสติตามแนวทางแห่งโยคะที่แท้จริง เราจะรู้จักกับตัวเราเองมากยิ่งขึ้น เราก็คงจะได้พบกับสมดุลย์ของชีวิตเราเอง ไม่นำพาเราไปสู่การบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างกลมกลืนและมีความสุข

ขอมรรค 8 แห่งโยคะจงอยู่ในใจของผู้ฝึกโยคะทุกๆคนตลอดไป เทอญ

รบกวนทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านบล็อก ทั้งตั้งใจและบังเอิญเข้ามาอ่านก็ดี ทุกความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมากสำหรับผม โปรดช่วยแสดงความคิดเห็น ด้านล่างของบทความทุกบทความ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข ให้กับผู้เขียนในโอกาสต่อไป หรือหากท่านต้องการส่งข้อความแสดงความคิดเห็นแบบส่วนตัวหรือเข้าไปเยี่ยมชมรูปภาพของครูจิมมี่ ก็สามารถติดต่อได้ที่ e-mail: jimmythaiyoga@yahoo.com www.facebook.com.โดยค้นหาจาก e-mail ขอบพระคุณมากๆครับ

นมัสเต,

จิมมี่โยคะ

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก สถาบันโยคะวิชาการ http://www.thaiyogainstitute.com/

ป้ายกำกับ

Powered By Blogger